หลายคนอาจจำได้ว่า สมัยก่อนเรามีปลาทูไทย หรือหอยแครง ตัวใหญ่ และราคาถูก แต่ผ่านไปไม่กี่ปี อาหารทะเลหลายชนิดก็หายากขึ้น ราคาแพงขึ้น จากการลดจำนวนอย่างรวดเร็วของประชากรสัตว์น้ำในทะเล สาเหตุหนึ่งที่พบได้รอบตัวคือปลาเล็กปลาน้อย ลูกปลา หรือไข่ปู ที่ขายตามท้องตลาด การกวาดจับสัตว์น้ำวัยอ่อนในทะเลได้ตัดวงจรชีวิตมหาศาลก่อนได้โตไปขยายพันธุ์ จนสัตว์น้ำเพิ่มจำนวนในธรรมชาติไม่ทันการถูกจับ ถ้าปล่อยให้เกิดขึ้นเรื่อย ๆ อาหารทะเลบางชนิดที่เรากินกันตอนนี้อาจหาไม่ได้แล้วในอนาคต

คุณมด – ภควรรณ ตาฬวัฒน์ นักวิชาการอิสระด้านการจัดการประมงอย่างยั่งยืน

เราจะไปเปิดตัวอย่างเมนูสัตว์น้ำวัยอ่อนที่ควรเลิกกิน พร้อมเคลียร์ข้อสงสัยว่าเรื่องนี้สำคัญอย่างไร และจริงหรือที่ว่า “ถึงไม่กิน เขาก็จับมาอยู่ดี” กับ “คุณมด” ภควรรณ ตาฬวัฒน์ นักวิชาการอิสระด้านการจัดการประมงอย่างยั่งยืน ที่ผ่านการทำงานในองค์กรระหว่างประเทศมาทั้ง Southeast Asian Fisheries Development Center (SEAFDEC), Marine Stewardship Council (MSC), WWF, แพลตฟอร์ม Global Dialogue on Seafood Traceability, โครงการด้านขยะทะเล ของ World Bank และยังเป็นเจ้าของบริษัทที่ปรึกษาด้านประมงยั่งยืนชื่อ Sea Purpose

เมนูปูไข่เยิ้มๆ ที่ดับวงจรชีวิตลูกปูนับแสนถึงล้าน

เมนูแรกที่เราจะพูดถึงวันนี้ คือ เมนูปูไข่ ที่หลายคนชื่นชอบ ทั้งน้ำพริกไข่ปู ปูไข่ดอง ปูไข่นึ่งนมสด และอื่นๆ อีกหลายเมนูที่เป็นที่นิยมขายกันทั้งในพื้นที่ออนไลน์ และออฟไลน์ แต่เราเคยสงสัยหรือไม่ว่า เมนูปูไข่ตรงหน้าเกี่ยวโยงไปถึงระบบนิเวศรอบตัวอย่างไรบ้าง

ปูไข่มากจากไข่ของแม่ปูม้า หรือแม่ปูทะเลที่พร้อมจะวางไข่ แต่ละตัวจะผลิตลูกปูได้นับแสนถึงสองล้านตัว ทั้งนี้ ปูไข่ตามท้องตลาดจะพบได้ทั้ง “ไข่ในกระดอง” ซึ่งเป็นที่นิยมกินโดยทั่วไป และ “ไข่นอกกระดอง” หรือระยะที่ไข่ปูใกล้ฟัก ซึ่งเป็นที่นิยมน้อยกว่า

ปูไข่นอกกระดองที่กำลังรอฟักไข่

ที่ผ่านมามีการรณรงค์ในโลกออนไลน์ไม่ให้กิน “ไข่นอกกระดอง” ด้วยเหตุผลว่าเป็นไข่ที่ผ่านการปฏิสนธิและใกล้จะฟักเป็นลูกปู ขณะเดียวกันกลับไม่มีการพูดถึงผลกระทบของการกิน “ไข่ในกระดอง” คุณมดมองว่าการบริโภคปูไข่ทั้งสองแบบส่งผลกระทบไม่ต่างกัน คือการตัดวงจรชีวิตก่อนที่ไข่จะได้ฟักและเพิ่มจำนวนประชากรปูในทะเล

ปูไข่ทั้ง 2 แบบ คือระยะที่ต่างกันในวงจรการสืบพันธุ์เท่านั้น หลังการผสมพันธุ์ ปูตัวเมียจะเก็บน้ำเชื้อของปูตัวผู้ไว้ในท้อง และสร้างไข่สีส้มอมเหลืองในกระดอง พัฒนาจนมีขนาดใหญ่ขึ้น เพื่อให้ไข่พร้อมผสมกับน้ำเชื้อ ระยะนี้เรียกว่า “ไข่ในกระดอง” หลังจากนั้น ไข่จะเคลื่อนจากในกระดองมาอยู่ที่จับปิ้ง (ส่วนท้อง) ของปูตัวเมีย ผ่านท่อซึ่งเก็บนำ้เชื้อไว้ ไข่จะผสมกับนำ้เชื้อในตอนนั้น ช่วงแรกไข่จะยังมีสีส้มก่อนจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล ระยะนี้เรียกว่า “ไข่นอกกระดอง”  ท้ายที่สุด แม่ปูจะเขี่ยไข่ให้ลอยไปในทะเลเพื่อฟักตัว

“มีการพูดคุยในอินเตอร์เน็ตว่า กินไข่สีส้มได้ แต่ไข่สีดำต้องปล่อย หรืออย่ากินไข่นอกกระดองไม่ว่าจะเป็นสีอะไร แต่กินไข่ในกระดองได้ ที่จริงมันเป็นระยะไข่ที่ต่างกันเท่านั้น ไข่นอกกระดองมีการปฏิสนธิแล้วไม่ว่าจะสีอะไร ส่วนไข่ในกระดอง บางคนอาจจะมองในมุมว่าไข่ยังไม่ได้ปฏิสนธิ แต่ถ้ามองดูระยะการสืบพันธุ์ การที่แม่ปูสร้างไข่จนเต็มในกระดองก็เพราะได้รับนำ้เชื้อแล้ว และพัฒนาเพื่อให้พร้อมที่จะผสมเวลาที่เคลื่อนตัวออกมานอกกระดอง การกินไข่ในกระดองก็คือการตัดโอกาสที่จะให้ลูกปูเกิดใหม่อยู่ดี”  สำหรับชาวประมงแล้ว การเลี่ยงไม่จับปูไข่เป็นเรื่องที่ทำได้ยากเช่นกัน เพราะชาวประมงเองก็ไม่สามารถทราบได้ว่าปูตัวไหนมีไข่อยู่ใต้กระดอง เมื่อเป็นเช่นนี้อาจจะเกิดคำถามว่า “แล้วการรณรงค์เลิกกินไข่ในกระดอง จะลดการจับปูไข่ได้อย่างไร ?”

คุณมดอธิบายว่าการนิยมกินหรือทำให้เป็นอาหารแนะนำเป็นการสร้างมูลค่าให้ปูไข่ หากชาวประมงออกจับปูแล้วมีโอกาส 50:50 ที่จะได้ปูไข่ซึ่งขายได้ราคาดี สิ่งที่ตามมาคือ ปริมาณการจับจะเพิ่มสูงขึ้น หากเราเลิกอุดหนุนปูไข่ ก็จะเป็นการหยุดสร้างเงื่อนไขให้ผู้ผลิตเพิ่มการจับเพื่อหาปูไข่มาสนองตลาด และนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงอื่น ๆ ได้ เช่น รณรงค์ให้ชาวประมงเลือกจับเฉพาะปูขนาดตัวโตเต็มวัย เพื่อเพิ่มโอกาสให้ปูได้สืบพันธุ์ก่อนที่จะถูกจับ

ปูตัวเล็กๆ ในส้มตำ การเพิ่มมูลค่าในจานอาหารที่กระทบระบบนิเวศ

นอกจากไข่ปูม้าแล้ว ปูม้าวัยอ่อนหรือลูกปูม้าก็ยังเป็นที่นิยมในบางเมนูเช่นกัน เพียงแต่ไม่ค่อยเป็นที่สังเกต เช่น ส้มตำปูม้า คุณมดแนะนำให้สังเกตขนาดปูม้าที่ใส่ในส้มตำ ว่าส่วนมากแล้วจะมีขนาดเล็กอย่างเป็นได้ชัด นั่นคือปูม้าที่ยังไม่โตเต็มวัยนั่นเอง สาเหตุที่ลูกปูม้ามักจะอยู่ในส้มตำ เป็นเพราะปูม้าตัวใหญ่จะสามารถขายได้ราคาเพราะมีเนื้อ ขณะที่ปูม้าตัวเล็กไม่ค่อยมีเนื้อ จึงนิยมนำมาใช้เพิ่มมูลค่าให้ส้มตำแทน

การกินลูกปูม้าสร้างผลกระทบที่คล้ายกับการกินไข่ปู นั่นคือการตัดโอกาสที่ปูม้าจะได้เติบโตไปถึงช่วงที่วางไข่ขยายพันธุ์ ให้เกิดการผลิตประชากรทดแทนการถูกจับ แม้การใส่ลูกปูม้าในส้มตำจะเป็นความชาญฉลาดในการสร้างมูลค่า แต่เป็นการบริโภคที่ไม่ยั่งยืน

“ปลาข้าวสาร ปลาสายไหม ปลาจิ้งจ้าง” อาหารแคลเซียมสูง ที่ตัดโอกาสขยายพันธุ์ของปลากะตัก

เราคงคุ้นเคยกับปลาอบกรอบตัวเล็ก ๆ สำหรับทานเล่นตามร้านสะดวกซื้อ หรือร้านของฝาก ที่ใช้ชื่อเรียกแตกต่างกัน ทั้งปลาข้าวสาร ปลาสายไหม หรือปลาจิ้งจ้าง เช่น “เมี่ยงปลาสายไหม” ซึ่งเป็นปลาทอดกรอบคลุกเครื่องปรุง อีกเมนูที่นิยมตามร้านอาหารคือ ยำปลาข้าวสาร

Destructive Fishing Methods in the Gulf of Thailand. © Athit Perawongmetha / Greenpeace
ปลาตัวเล็กตัวน้อยที่เรากินกันอาจจะเป็นลูกปลาที่ถูกจับมาด้วยวิธีการประมงแบบทำลายล้าง © Athit Perawongmetha / Greenpeace

หลายคนอาจไม่ทราบว่า ปลาตัวเล็กเหล่านี้คือลูกปลาขนาดเล็ก ที่ยังโตไม่เต็มที่ และจากความเข้าใจที่ว่า ปลาข้าวสาร ปลาสายไหม และปลาจิ้งจ้าง คือชื่อชนิดปลาที่แตกต่างกัน และการโฆษณาบอกต่อว่าปลาทั้ง 3 ชื่อนี้ คือปลาโตเต็มวัยของแต่ละสายพันธุ์ และไม่ผิดที่จะนำมาบริโภค จึงความต้องการลูกปลาตัวเล็กเพื่อนำมาบริโภคยังคงมีอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลของ กรมประมงระบุชัดเจนว่าปลาทั้ง 3 ชื่อนี้เป็นปลาชนิดเดียวกัน นั่นคือลูกปลากะตักหรือปลาไส้ตันนั่นเอง 

ปลากะตักเป็นปลาที่นำมาผลิตน้ำปลา และมีความสำคัญต่อห่วงโซ่อาหารของสัตว์น้ำในทะเล โดยเป็นสัตว์ที่กินแพลงตอนเป็นอาหาร และเป็นอาหารให้ปลาอื่น ๆ ที่มีขนาดใหญ่กว่า การบริโภค ปลาข้าวสาร ปลาสายไหม และปลาจิ้งจ้าง จึงเป็นการสนับสนุนการกวาดจับลูกปลากะตัก ซึ่งจะตัดโอกาสที่ปลาชนิดนี้จะได้วางไข่ขยายพันธุ์ กระทบสมดุลประชากรปลากะตัก และระบบนิเวศทะเลเป็นลูกโซ่

#Saveปลาทู หยุดกินลูกปลาทูมัน ปลาทูตัวเล็กในสลัดโรล 

ปลาทูไทยเป็นประเด็นร้อนช่วงปลายปีที่ผ่านมา เมื่อปริมาณปลาทูในอ่าวไทยลดลงอย่างน่าตกใจโดยเฉพาะช่วงปี 2558-2561 อ่าวไทยเคยมีการจับปลาทูได้ปีละ 1.2 แสนตัน ก่อนลดลงเหลือไม่ถึง 1 ใน 10 ในปี 2561 คือ 11,306 ตัน  สาเหตุสำคัญคือปลาทูวัยเจริญพันธุ์ที่พร้อมวางไข่ในอ่าวไทย ถูกจับไปมากถึงร้อยละ 90 จนเหลือพ่อพันธุ์และแม่พันธุ์ไปวางไข่น้อย และมีปลาทูเกิดใหม่ไม่เพียงพอที่จะทดแทนการถูกจับ แม้ตอนนี้ปลาทูไทยกำลังอยู่ในช่วงฟื้นตัวหลังกรมประมงออกมาตรการควบคุมการทำประมง แต่การฟื้นฟูปริมาณปลาทูยังจำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากฝั่งผู้บริโภค ในการหยุดบริโภคปลาทูขนาดเล็ก เพื่อให้มีปลาโอกาสเติบโตไปวางไข่

เมนูลูกปลาทูที่คุณมดต้องการให้ผู้บริโภคสังเกตก่อนซื้อ คือ สลัดโรลปลาทู อาหารสุขภาพยอดฮิต ที่มีความนิยมใช้ปลาทูขนาดเล็กแบบเห็นได้ชัด และเมนูของฝากตามแหล่งท่องเที่ยวและตลาดประมงบางแห่งคือ “ลูกปลาทูมัน” ซึ่งนิยมขายแบบตากแห้ง และมีการรณรงค์ให้หยุดบริโภคในช่วงที่ผ่านมา

Compressed Trash Fish in Fish Meal Factory in Shidao. © Zhu Li / Greenpeace
สัตว์น้ำวัยอ่อนที่ถูกจับและถูกนำมาอัดเป็นก้่อนเพื่อนำไปเป็นเหยื่อล่อในการจับปลาครั้งต่อไป © Zhu Li / Greenpeace

คำพูดว่า “ถึงไม่กินเขาก็จับมาอยู่ดี” นั้นไม่จริง : การปฏิเสธคือ message จากผู้บริโภคถึงผู้ผลิต

เมื่อเราเห็นเมนูลูกปูลูกปลาอยู่ตรงหน้า อีกใจอาจจะคิดว่า “ถึงเราไม่กิน เขาก็จับมาทุกวันอยู่ดี เราเปลี่ยนอะไรไม่ได้หรอก” คุณมดยืนยันว่าไม่เป็นความจริง การปฏิเสธสินค้าที่ไม่ยั่งยืนในทุก ๆ วัน คือการส่ง message ให้คนขาย และผู้ผลิต รู้ความต้องการของผู้บริโภค และหยุดกระตุ้นการขายสินค้านั้น

“หากเปรียบเทียบ ก็เหมือนหลอดพลาสติกที่ปักเข้ามาในแก้วน้ำ คนอาจถามว่า ต่อให้เราคืนหลอดมันก็ยังเป็นขยะใช่ไหม ใช่! แต่การคืนหลอดพลาสติกมันไปส่ง message พี่เห็นจริง ๆ จากร้านอาหารตามสั่งที่เป็นขาประจำ เมื่อเราส่งหลอดคืน 2-3 ครั้ง ครั้งต่อมาเขาเสิร์ฟน้ำโดยไม่ใส่หลอดมาให้เรา เขาเห็นการส่ง message และจำได้ สมมติมีคน 10 คนในวันเดียวยื่นหลอดกลับไปให้ ร้านน่าจะรู้สึกอะไรบางอย่างแล้ว”

การที่คิดว่าลูกปูลูกปลาตัวเล็กๆ ถูกจับขึ้นมาแล้ว ไม่กินก็จะเสียของ จริงอยู่มันเสียของสำหรับวันนี้ คำถามคือ จะปล่อยให้เสียของอีกในวันพรุ่งนี้ วันต่อๆไปหรือเปล่า คุณมดย้ำว่าถึงเราไม่จะไม่ใช่ผู้กำหนดนโยบาย แต่ความเปลี่ยนแปลงจากผู้บริโภค สามารถขยายตัวเป็นค่านิยมใหม่ ๆ หรือสร้าง norm ที่เปลี่ยนแปลงผู้ผลิตได้

“ถ้าเราบอกว่าไม่เอาสิ่งนี้ ไม่กินลูกปูลูกปลา ถึงจับมาหรือแปรรูปมาก็ขายไม่ออก ถึงจุดหนึ่งผู้แปรรูปและชาวประมงจะรู้ว่าจับมาก็ขายไม่ได้ ไม่คุ้มทุน เขาจะเริ่มมองวิธีอื่นว่าจะต้องขายสัตว์น้ำประเภทไหน และผลักให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ถ้าเอามาแล้วไม่มีคนกิน สุดท้ายก็จะไม่มีผู้ผลิต”

นอกจากการหยุดกินสัตว์น้ำวัยอ่อน คุณมดทิ้งท้ายว่าเราจะมีอาหารทะเลบริโภคอย่างยั่งยืนในอนาคตจริง ๆ ถ้าตลาดผู้บริโภคตื่นตัวถึงที่มาของอาหารทะเล ในประเทศพัฒนาแล้ว ตลาดจะต้องการรู้ว่าสินค้ามีส่วนละเมิดสิทธิแรงงาน หรือกระทบระบบนิเวศหรือไม่ ซึ่งเร่งให้มาตรฐานรับรองการทำประมงอย่างยั่งยืนและคุ้มครองแรงงาน เข้ามาตอบสนองความต้องการผู้บริโภคที่ตื่นตัวแล้ว นั่นคืออนาคตของตลาดผู้บริโภคไทยที่คุณมดอยากเห็น

Humpback Whale in the Indian Ocean. © Paul Hilton / Greenpeace
ผลักดันเขตคุ้มครองทางทะเล

ด้วยวิกฤตหลายๆด้านที่กำลังคุกคามมหาสมุทร เราจึงจำเป็นต้องปกป้องมหาสมุทรโลกอย่างน้อย 1 ใน 3 ส่วนภายในปี พ.ศ.2573 

มีส่วนร่วม