โคคา-โคล่า ในอดีต

มีโฆษณาของโคคา-โคล่าชิ้นหนึ่งจากปีพ.ศ.2514 ที่ชื่อว่า “Hilltop” หรือที่รู้จักกันทั่วไปในชื่อ “ฉันอยากซื้อโค้กให้กับโลกทั้งใบ” วิดีโอได้นำเสนอกลุ่มคนหนุ่มสาวที่หลากหลายจากทั่วทุกมุมโลกในมือถือขวดแก้วโค้กยืนร้องเพลงอยู่บนยอดเขา “ฉันอยากจะทำให้โลกเป็นบ้านของทุกคน … ซื้อโค้กให้กับคนทั้งโลกและอยู่เป็นเพื่อนชิดใกล้ มันคือสิ่งที่โลกต้องการในปัจจุบัน”

โคคา-โคล่าและสิ่งที่เกิดในปัจจุบัน

ในวาระการประชุมผู้ถือหุ้นในปีนี้ซึ่งครบรอบ 50 ปี โคคา-โคล่าต้องการแสร้งทำเป็นว่ายังคงอยู่บนยอดเขา ทำให้เรารู้สึกสดชื่น มีความสุข และเต็มไปด้วยความคิดถึงความ “คลาสสิก” ของแบรนด์ 

ในขณะเดียวกัน นักกิจกรรมทั่วโลกต่างพากันเรียกร้องถึงการดำเนินงานของบริษัทอย่างโคคา-โคล่า และส่งสัญญาณให้เห็นว่า ในขณะนี้ บนยอดเขาไม่เพียงแต่เต็มไปด้วยขยะขวดพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้งเท่านั้น แต่ยังถูกปกคลุมไปด้วยโครงสร้างพื้นฐานที่ออกแบบมาเพื่อขุดเชื้อเพลิงฟอสซิลเพื่อผลิตพลาสติกใช้ครั้งเดียวทิ้ง ปัญหามลพิษพลาสติกจากโคคา-โคล่านั้นไม่ใช่แค่เป็นปัญหาขยะในทะเลเพียงเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อปัญหาด้านวิกฤตสภาพภูมิอากาศ และก่อให้เกิดวิกฤตการณ์สุขภาพของมนุษย์อีกด้วย

A plastic bottle of Coca Cola stacks among imported plastic waste at a dumpsite in Mojokerto, East Java, Indonesia. According to a Greenpeace report, Southeast Asia countries including Thailand, Vietnam, Malaysia and Indonesia have accepted more imported plastic waste, since China banned plastic waste imports in January 2018.
© Fully Syafi / Greenpeace

ทำไมเรื่องนี้จึงสำคัญ

เราอาจจะยังไม่รู้ว่า โลกที่โคคา-โคล่าต้องการสร้างบนยอดเขาแห่งนั้นมีหน้าตาเป็นเช่นไร แต่ที่เห็นได้ชัดเลยคือ มลพิษพลาสติกกำลังคุมคามสุขภาพของเราและสุขภาพของโลกใบนี้

ในเดือนธันวาคม พ.ศ.2563 จากรายงานการตรวจสอบแบรนด์สินค้าจากขยะพลาสติกซึ่งจัดขึ้นทั่วโลก โคคา-โคล่า เป็นผู้ก่อมลพิษพลาสติกมากที่สุดของโลกเป็นปีที่สามติดต่อกัน นั่นหมายความว่า ไม่ว่าคุณจะยืนอยู่บนชายหาดใดหรือเมืองไหน ที่ที่คุณเดินเล่นอยู่ก็มักจะพบบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่มีโลโก้โค้กปะปนอยู่ในน้ำและสิ่งแวดล้อมอื่น ๆ รอบ ๆ ชุมชนของคุณ

หลายทศวรรษที่ผ่านมา โคคา-โคล่าและบริษัทผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคอื่น ๆ ได้อาศัยความเชื่อผิด ๆ ของประชาชนเกี่ยวกับการรีไซเคิลเพื่อหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบต่อมลพิษพลาสติกเหล่านี้

พวกเขาใช้การรีไซเคิลมาเป็นแนวทางในการใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง และผลักภาระให้กับผู้บริโภคในการทำความสะอาด ในขณะพวกเขาเองปฏิเสธที่จะรับรู้ว่าปัญหามลพิษพลาสติกไปไกลเกินกว่าจะแก้ไขได้เพียงแค่การรีไซเคิลหรือกิจกรรมเก็บขยะ

A Coke bottle sits along the banks of the Anacostia River.   Single-use plastic is contaminating our food, our water, and the air we breathe. Trillions of drinks and snacks are sold in throwaway packaging each year, and more ends up in the environment than is recycled. The majority is dumped or burned.
© Tim Aubry / Greenpeace

การใช้พลาสติกที่ใช้ครั้งเดียวทิ้งส่งผลต่อวิกฤตสภาพภูมิอากาศ  

ในขณะที่ความสามารถในการทำกำไรของอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิลถูกเหนี่ยวรั้งจากการเรียกร้องทั่วโลกที่ต่อต้านการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ทางรอดในการเติบโตของอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิลจึงเป็นพลาสติกและการเป็นพันธมิตรในระยะยาวกับบริษัทผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคอย่างโคคา-โคล่า

นักวิทยาศาสตร์กล่าวว่า ในการผลิตพลาสติกทั้งหมด การผลิตบรรจุภัณฑ์มีสัดส่วนถึง 40 เปอร์เซ็นต์ อุตสาหกรรมจึงไม่ต้องการอะไรมากไปกว่าการเพิ่มการผลิตในส่วนนี้ และหากอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิลพัฒนาความสามารถในการสกัดและการแปรรูป เพื่อตอบสนองความต้องการพลาสติกตามการเติบโตที่คาดการณ์ไว้ การปล่อยมลพิษสู่โลกอาจจะสูงถึงเป้าหมาย 1.5 องศาเซลเซียส ซึ่งอาจส่งผลกระทบที่เลวร้ายต่อวิกฤตสภาพภูมิอากาศได้

Ineos and Braskem oil facilities in La Porte, Texas.
The Houston area has long been known as a major hub of the petrochemical and fossil fuel industry.  As upstream profits in oil and gas production have declined, the fossil fuel industry has increasingly invested in petrochemical divisions as a potential bright spot, citing low price ethane feedstocks generated from the US fracking boom and increased demand for single-use plastics in the consumer goods sector.
© Aaron Sprecher / Greenpeace

โคคา-โคล่าจึงจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลง

โคคา-โคล่า กลับไปสู่ยอดเขาที่สดใสได้อย่างไร? ถ้าหากโคคา-โคล่าต้องการแสดงให้เห็นว่าตนใส่ใจต่อวิกฤตสภาพภูมิอากาศและปัญหามลพิษพลาสติกจริง โคคา-โคล่าก็ต้องยุติความสัมพันธ์กับอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิลและยุติการพึ่งพาพลาสติกที่ใช้ครั้งเดียวทิ้งด้วย

หากโคคา-โคล่าต้องการแสดงให้เห็นว่าห่วงใยชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศและปัญหามลพิษพลาสติก ก็ต้องยุติการผลิตพลาสติก และหันมาลงทุนในระบบใช้ซ้ำเพื่อลดภาระปัญหามลพิษพลาสติก

หากโคคา-โคล่าต้องการดำเนินการตามคำมั่นด้านวิกฤตสภาพภูมิอากาศอย่างแท้จริง จะต้องไม่มีส่วนร่วมในการสร้างโรงงานปิโตรเคมีเชื้อเพลิงฟอสซิลตามแผนที่วางไว้ ซึ่งมีความเสี่ยงที่จะส่งผลกระทบที่เลวร้ายต่อวิกฤตสภาพภูมิอากาศ และต้องยุติความสัมพันธ์กับอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิล

ถึงเวลาแล้วที่ โคคา-โคล่า จะทำให้โลกเป็นบ้านหลังใหม่ของทุกคน หันมาลงทุนกับระบบใช้ซ้ำและระบบเติม เราต้องการวิธีการแก้ปัญหาที่แท้จริง ซึ่งเป็นสิ่งที่โลกกำลังเรียกร้องในปัจจุบัน

Environmental groups belonging to the global #breakfreefromplastic movement delivered monstrous plastic installations at the Department of Environment and Natural Resources (DENR) to expose the agency’s hypocritical and pro-industry stance on plastic pollution. 

The groups stressed that the delivery was intended to remind the DENR of its mandate to protect the environment and for the agency to stop serving as an apologist for the plastics industry and the companies who profit from the extensive use of single-use and throwaway plastic packaging that often end up polluting and blighting waterways and ecosystems.
© Jilson Tiu / Greenpeace

_____________________________________________________

โรบิน ฟลาฮาตี ผู้ประสานงานรณรงค์โครงการยุติมลพิษพลาสติก