สถานการณ์ทั่วไปของสงครามในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะในเลบานอน เราไม่ได้เผชิญกับภาวะสงครามผ่านแค่พาดหัวข่าวด่วนหรือเสียงระเบิดเท่านั้น แต่ผลกระทบจากสงครามยังปรากฎอยู่ในเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ของชีวิตประจำวัน ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับไฟฟ้าดับ ความหวาดกลัวต่อการขาดแคลนพลังงานเชื้อเพลิง ค่าเดินทางที่แพงขึ้น ไปจนถึงราคาของขนมปัง

ประชาชนยืนมองพื้นที่ที่ถูกอิสราเอลโจมตีทางอากาศ ซึ่งพุ่งเป้าไปยังชานเมืองทางตอนใต้ของกรุงเบรุต ในย่านอัล-กาฟาอัต เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2569 อิสราเอลเปิดฉากการโจมตีระลอกหนึ่งทั้งในกรุงเตหะรานและเบรุตในวันเดียวกัน ขณะเดียวกัน การโจมตีในกรุงแบกแดดครั้งนี้ได้ดึงอิรักซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้านเข้าไปพัวพันลึกยิ่งขึ้นในสงครามตะวันออกกลาง ที่กำลังจุดชนวนให้เกิดวิกฤตทางเศรษฐกิจไปทั่วโลก
© AFP via Getty Images
สงครามในตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันอย่างไร
สงครามไม่ได้สร้างผลกระทบเฉพาะแนวหน้าการสู้รบเท่านั้น แต่ยังซึมลึกสู่บ้านเรือน อาหารการกิน การเดินทาง บิลค่าไฟฟ้า และความสามารถในการดูแลปากท้องของครอบครัวในการจัดหาความต้องการพื้นฐาน เพื่อให้มีชีวิตรอดปลอดภัยและอยู่กินอย่างมั่นคง
ทุกครั้งที่ความขัดแย้งทวีความรุนแรงขึ้น ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเรื่องการเมืองเท่านั้น แต่ยังลุกลามไปถึงชีวิตประจำวันของผู้คนนับล้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อความเป็นอยู่ต้องพึ่งพาระบบพลังงานแบบรวมศูนย์ที่ทั้งเปราะบางและผูกติดกับเชื้อเพลิงฟอสซิลที่ห่วงโซ่อุปทานสามารถสั่นคลอนได้ทุกเมื่อ ปัญหานี้ปรากฎอย่างชัดเจนในภาวะสงครามที่กำลังโหมกระหน่ำในภูมิภาคของเรา เมื่อเส้นทางการเดินเรือถูกปิด ราคาน้ำมันและก๊าซฟอสซิลจึงพุ่งสูงขึ้น หรือความกลัวต่อการขาดแคลนปัจจัยยังชีพยิ่งทวีสูงขึ้น สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องเศรษฐกิจเท่านั้น แต่กลับกลายเป็นภาระที่ตกอยู่กับประชาชนโดยตรง ทั้งการเดินทางที่ยากลำบากขึ้น การดำเนินธุรกิจมีต้นทุนสูงขึ้น การเข้าถึงไฟฟ้ากลายเป็นเรื่องยากลำบากและไม่มีความมั่นคงยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันในหลายครอบครัวต้องกลับมาเผชิญกับวิกฤตนี้อีกครั้ง

ภาพท้องฟ้าของนครดูไบซึ่งมีอาคารตึกระฟ้าบุรจญ์เคาะลีฟะฮ์ (Burj Khalifa) (ด้านขวา) อันเป็นสัญลักษณ์สำคัญ ปรากฏพร้อมกับกลุ่มควันที่พวยพุ่งขึ้นจากเหตุการณ์เพลิงไหม้ใกล้สนามบินนานาชาติดูไบ เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2569 ผู้ให้บริการสนามบินระบุว่า เที่ยวบินต่าง ๆ เริ่มทยอยกลับมาให้บริการอีกครั้ง ซึ่งก่อนหน้านี้สนามบินแห่งนี้มีผู้โดยสารระหว่างประเทศคับคั่งที่สุดในโลก โดยเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากโดรนก่อให้เกิดไฟไหม้ถังน้ำมันใกล้เคียง ขณะที่อิหร่านยังคงเดินหน้าโจมตีในแถบอ่าวอาหรับต่อไป
สนามบินดูไบ ซึ่งเคยเป็นสนามบินที่มีผู้โดยสารระหว่างประเทศมากที่สุดในโลก เริ่มทยอยกลับมาให้บริการอีกครั้งในวันเดียวกันนั้นตามคำกล่าวของผู้ดำเนินการบิน (airport operator) หลังจากที่ “เหตุจากโดรน” ทำให้ถังเชื้อเพลิงบริเวณใกล้เคียงเกิดไฟไหม้ ขณะที่อิหร่านยังคงดำเนินการโจมตีในภูมิภาคอ่าวต่อไป
© AFP via Getty Images
พลังงานฟอสซิล ไม่ปลอดภัยและไม่มั่นคง
ขณะที่ประชาชนบางกลุ่มต้องเผชิญกับความรุนแรงเต็มรูปแบบจากการโจมตีทางอากาศและการสู้รบ ประชาชนกลุ่มอื่นก็เผชิญกับภาวะเศรษฐกิจหดตัว และหวาดกลัวต่อสถานการณ์ที่อาจเลวร้ายลงไปอีก ทว่ามีความจริงประการหนึ่งที่เชื่อมโยงเราทุกคนเข้าด้วยกัน นั่นคือความเสี่ยงจากระบบเศรษฐกิจโลกที่พึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลมากเกินไป เนื่องจากเชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นพลังงานที่มีความผันผวนสูงและเกี่ยวข้องโดยตรงกับความขัดแย้งต่าง ๆ ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้สังคมของเราเปราะบางยิ่งขึ้นในทุกครั้งที่เกิดวิกฤต
แรงสั่นสะเทือนจากสงครามไม่ได้จำกัดอยู่เพียงประเทศที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากความขัดแย้งเท่านั้น แต่ยังขยายวงกว้างไปถึงเศรษฐกิจของประเทศในภูมิภาค เช่น อียิปต์ ตูนิเซีย และโมร็อกโก ซึ่งทำให้ต้นทุนค่าเชื้อเพลิง การขนส่ง ไฟฟ้า และราคาสินค้าอุปโภคบริโภคพื้นฐานพุ่งสูงขึ้นอย่างมาก
สงครามส่งผลกระทบต่อตลาดอย่างรวดเร็ว โดยในช่วงแรกของการยกระดับความรุนแรง ราคาน้ำมันพุ่งสูงเกิน 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ขณะที่ค่าเงินปอนด์อียิปต์อ่อนค่าลงมาอยู่ที่ราว 53 ปอนด์ต่อดอลลาร์สหรัฐ ประกอบกับราคาเชื้อเพลิงภายในประเทศที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนด้านการขนส่ง ไฟฟ้า และอาหารเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย สำหรับในประเทศตูนิเซีย ค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผนวกกับราคาน้ำมันโลกที่พุ่งสูง ได้สร้างแรงกดดันต่องบประมาณประจำปี 2026 และค่าครองชีพเพิ่มสูงขึ้นเนื่องมาจากเศรษฐกิจที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานอย่างหนัก ทางด้านประเทศโมร็อกโก ซึ่งต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันเป็นส่วนใหญ่ ส่งผลให้ราคาน้ำมันภายในประเทศเผชิญแรงกดดันเพิ่มขึ้นเช่นกัน กระทบต่อภาคส่วนสำคัญ เช่น เกษตรกรรมและอุตสาหกรรมการผลิต

ภาพบันทึกเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2026 และเผยแพร่โดยกองทัพเรือไทย แสดงให้เห็นควันลอยขึ้นจากเรือขนส่งสินค้าของไทย มยุรี นารี (M.V.Mayuree Naree) ใกล้ช่องแคบฮอร์มุซหลังจากถูกโจมตี กองทัพเรือไทยระบุว่า เรือบรรทุกสินค้าลำนี้กำลังเดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญ ได้ถูกโจมตีเมื่อวันที่ 11 มีนาคม โดยสามารถช่วยเหลือลูกเรือได้แล้ว 20 คน © Royal Thai Navy / Handout
พลังงานกลายเป็นตัวประกันในสงครามตะวันออกกลาง และประชาชนคือผู้ที่ต้องแบกรับภาระ
เพียงไม่กี่วันหลังจากสหรัฐฯ และอิสราเอลโจมตีอิหร่าน พลังงานได้กลายเป็นสมรภูมิโดยตรง เมื่อความขัดแย้งทวีความรุนแรงอย่างรวดเร็วทั่วตะวันออกกลาง โครงสร้างพื้นฐานของเชื้อเพลิงฟอสซิลจึงตกเป็นเป้าหมายหลักในทันที ช่องแคบฮอร์มุซกลายเป็นจุดตึงเครียดที่คุกคามอุปทานพลังงานของโลก อิสราเอลตัดการส่งก๊าซฟอสซิลไปยังอียิปต์และจอร์แดน และราคาก๊าซฟอสซิลทะยานสูงขึ้นเกือบร้อยละ 50 หลังโรงงานผลิตก๊าซฟอสซิลขนาดใหญ่แห่งหนึ่งในกาตาร์ต้องหยุดชะงัก สถานการณ์นี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าพลังงานฟอสซิลสามารถนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตของผู้คนโดยตรง
พลังงานหมุนเวียนในภูมิภาคตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือไม่ได้เป็นเพียงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมหรือสภาพภูมิอากาศที่ถูกมองข้ามอีกต่อไป พลังงานหมุนเวียนคือกุญแจสู่ความมั่นคงและความยั่งยืนของระบบพลังงานในชีวิตประจำวันของสังคม ที่เคยพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลเพียงอย่างเดียว สำหรับเราวันนี้ เรื่องนี้เกี่ยวข้องโดยตรงกับการฟื้นตัว (resilience) ในชีวิตประจำวัน ความยั่งยืน และศักดิ์ศรีของสังคมอีกทั้ง ยังเป็นอธิปไตยที่ไม่ใช่เพียงในความหมายเชิงนามธรรมทางการเมืองเท่านั้น แต่เป็นการสร้างศักยภาพของสังคมในการจัดสรรตามความต้องการระดับท้องถิ่น การกระจายอำนาจ และลดการพึ่งพาความผันผวนตามตลาด สงคราม และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์
การเปลี่ยนผ่านพลังงานหมุนเวียนที่สะอาดและเป็นธรรมคือทางออก
อธิปไตยทางพลังงานไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนแหล่งพลังงานหนึ่งไปสู่อีกแหล่งหนึ่ง แต่ต้องอาศัยการทบทวนและปรับเปลี่ยนโครงสร้างของระบบพลังงานทั้งหมดเป็นรากฐาน ยิ่งการผลิตพลังงานมีการกระจายศูนย์มากขึ้น ไม่ห่างไกลจากบ้านเรือน โรงเรียน โรงพยาบาล พื้นที่เกษตรกรรม และธุรกิจขนาดย่อมสามารถเข้าถึงได้มากเพียงใด ชุมชนของเราก็จะยิ่งมีขีดความสามารถในการฟื้นตัว (Resilient) ต่อภาวะวิกฤตได้มากยิ่งขึ้น ระบบพลังงานรูปแบบกระจายศูนย์ เช่น พลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา หรือโครงการชุมชนขนาดเล็ก อาจไม่สามารถขจัดความเสี่ยงได้ทั้งหมด แต่ช่วยลดความเปราะบาง พร้อมทั้งคืนอำนาจให้ประชาชนสามารถจัดการวิถีชีวิตของตนเองและสร้างความเข้มแข็งได้อย่างยั่งยืนและเป็นธรรม

ชายคนหนึ่งมองไปยังสถานที่ที่ถูกการโจมตีทางอากาศของอิสราเอลในชานเมืองทางตอนใต้ของกรุงเบรุต เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2026 © AFP via Getty Images
เราเห็นข้อเท็จจริงนี้อย่างชัดเจนในกรณีเลบานอน ท่ามกลางวิกฤตการล่มสลายของภาคพลังงานไฟฟ้าอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ครอบครัวและภาคธุรกิจหลายพันแห่งต่างหันมาใช้พลังงานแสงอาทิตย์ ไม่ใช่เพื่อความหรูหราหรือเป็นทางเลือกเพื่อสิ่งแวดล้อม แต่เป็นหนทางการเอาตัวรอด หลายคนไม่ได้เลือกแนวทางเหล่านี้เพื่อแก้ไขวิกฤตสภาพภูมิอากาศ แต่เพื่อให้มีไฟฟ้าใช้งาน อันจะช่วยให้พวกเขาสามารถดำรงชีวิต ประกอบอาชีพ และศึกษาเล่าเรียนต่อไปได้อย่างมีศักดิ์ศรี
ในความเป็นจริงทางออกนี้สามารถนำไปใช้ได้ครอบคลุมทั่วทั้งภูมิภาคของโลก โดยตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือถือเป็นภูมิภาคที่มีทรัพยากรพลังงานแสงอาทิตย์มากที่สุดแห่งหนึ่ง แต่สังคมของเราติดกับดักระบบพลังงานที่ซ้ำเติมความเปราะบางของเราในทุกสงครามหรือความผันผวนของตลาด ในทางกลับกัน เรามีทรัพยากรที่จะสร้างอนาคตพลังงานที่เป็นอธิปไตยทางพลังงานที่มีความอิสระ และมั่นคงมากยิ่งขึ้น แต่เรากลับยังติดอยู่กับรูปแบบเชื้อเพลิงฟอสซิลแบบเดิม อย่างไรก็ตาม เป็นเรื่องน่ายินดีที่บางประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลางเริ่มวางแผนการเปลี่ยนแปลง อย่างประเทศโมร็อกโกตั้งเป้าผลิตไฟฟ้ามากกว่าครึ่งหนึ่งจากแหล่งพลังงานหมุนเวียนภายในปี พ.ศ. 2573 ขณะที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนเป็นสามเท่าภายในปีเดียวกัน

ภาพถ่ายหมู่คณะของกรีนพีซ ประกอบด้วย เจ้าหน้าที่ อาสาสมัคร ผู้ฝึกงาน และกลุ่มสหกรณ์สตรี ในการติดตั้งพลังงานแสงอาทิตย์ขนาด 3 กิโลวัตต์ที่สหกรณ์การเกษตรของกลุ่มผู้หญิง ณ หมู่บ้านเล็ก ๆ ทางใต้ของเลบานอน เดียร์ คาโนน ราส อัล-ไอน์ © Imad Maalouf / Greenpeace
สิ่งที่จำเป็นในวันนี้คือการปฏิรูประบบ
สิ่งที่เราต้องการในวันนี้ไม่ใช่เพียงการขยายการเติบโตของโครงการพลังงานหมุนเวียนเพียงอย่างเดียว แม้ว่าจะมีความสำคัญก็ตาม แต่ยังรวมถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบตั้งแต่ฐานรากไปสู่รูปแบบพลังงานที่เป็นธรรม โดยยึดโยงกับสิทธิของประชาชนเป็นศูนย์กลางอย่างแท้จริง เราต้องการนโยบายที่เปิดโอกาสให้ครัวเรือน ชุมชน สถาบันต่าง ๆ และเกษตรกรสามารถเข้าถึงพลังงานหมุนเวียนในราคาที่เอื้อมถึงได้ และกระจายศูนย์อย่างเป็นระบบ ภายใต้กรอบกฎหมายที่ชัดเจน พร้อมทั้งการสนับสนุนเงินทุนที่เป็นธรรม ตลอดจนการมีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจเชิงนโยบาย โดยมองพลังงานเป็นส่วนหนึ่งของหลักประกันทางสังคมและเศรษฐกิจ ไม่ใช่แค่เรื่องทางเทคนิคเท่านั้น
ภาวะสงครามได้พังทลายมายาคติทั้งหมดลงอย่างสิ้นเชิง กล่าวคือ ความมั่นคงทางพลังงานไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของเทคโนโลยีหรือตัวเลขในรายงานตลาด แต่เป็นเรื่องของชีวิตประจำวัน ความมั่นคงทางสังคม และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เมื่อไฟฟ้า การคมนาคม การถนอมอาหาร ตลอดจนการดำเนินงานของโรงเรียนและโรงพยาบาล ต้องตกเป็นตัวประกันของความขัดแย้งที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของผู้คน ปัญหาพลังงานจึงฝังรากอยู่ลึก ถือเป็นหัวใจสำคัญของของระบบทั้งหมด ไม่ใช่เพียงปัญาในห่วงโซ่อุปทานเท่านั้น

ประชาชนเข้าร่วมการเดินขบวน Fridays for Future ที่กรุงเบรุต ประเทศเลบานอน © Greenpeace / Roland Salem
ดังนั้น การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียนแบบกระจายศูนย์ที่เป็นธรรมจึงไม่ใช่ความฟุ่มเฟือยอีกต่อไป แต่เป็นความจำเป็นขั้นพื้นฐานในการเพิ่มความเข้มแข็งในการฟื้นตัวของชุมชนให้พร้อมรับมือกับวิกฤต เมื่อชุมชนมีอธิปไตยทางพลังงาน พวกเขาจะมีเกราะป้องกันวิถีชีวิต ทนต่อแรงกระแทกต่อเศรษฐกิจและใช้ชีวิตประจำวันได้ดียิ่งขึ้น ในภูมิภาคตะวันออกกลางของเรา อธิปไตยทางพลังงานไม่ได้วัดกันที่ปริมาณการผลิตเพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับความสามารถในการเป็นหลักประกันว่า ชีวิตของเราจะไม่ตกเป็นตัวประกันของสงครามหรือวิกฤตการณ์ระลอกใหม่ในอนาคต
Ghiwa Nakat ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการบริหารของกรีนพีซ ภูมิภาคตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ
เรื่องราวนี้ถูกเผยแพร่ครั้งแรกในภาษาอารบิกโดยเฉพาะบน CNN Economics


