บ้านที่เสียหาย รายได้ที่หายไป พื้นที่ทำกินที่จมน้ำ ธุรกิจที่ต้องหยุดชะงัก ความเสี่ยงในชีวิตและทรัพย์สิน และชีวิตที่ต้องเริ่มต้นใหม่หลังน้ำลด นี่คือราคาจริงของภัยพิบัติที่เรากำลังแบกรับ

ยิ่งอุณหภูมิโลกกำลังสูงขึ้น เราต้องเตรียมรับมือกับความเสี่ยงจากสภาพอากาศสุดขั้วที่รุนแรงและซับซ้อนขึ้น คำถามที่ว่า ‘รัฐบาลรับมือกับน้ำท่วมวันนี้อย่างไร?’ จึงอาจไม่เพียงพอ แต่ต้องถามต่อว่า ‘ประเทศไทยพร้อมแค่ไหนสำหรับความเสี่ยงที่กำลังเพิ่มขึ้นในอนาคต?’
การรับมือหลังภัยพิบัติเกิดขึ้นอย่างเดียวไม่เพียงพออีกต่อไป ในวันที่วิกฤตสภาพอากาศเร่งเร้าให้ภัยธรรมชาติรุนแรงขึ้นทุกวัน รัฐฯ จำเป็นต้องวางแผนรับมือล่วงหน้ากับระบบเตือนภัย การจัดการน้ำ การวางผังเมือง โครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงการจัดทำข้อมูลที่บูรณากันระหว่างต่างองค์กรภาครัฐฯ และคุ้มครองประชาชนอย่างครอบคลุม โดยเฉพาะชุมชนที่มีความเปราะบาง อาทิ กลุ่มผู้มีรายได้ต่ำ คนชรา เด็ก คนที่อาศัยในพื้นที่เสี่ยง
แต่เตรียมรับผลกระทบแค่ไหนถึงจะพอ หากเรายังไม่แก้ปัญหาที่ต้นเหตุของวิกฤตการณ์นี้
การเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล ทั้งถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซฟอสซิล คือตัวการสำคัญของวิกฤตสภาพภูมิอากาศ เนื่องจากเป็นแหล่งสำคัญของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ทำให้โลกร้อนขึ้น รายงาน IEA: Global Energy Review 2568 ระบุว่า ตลอดกว่า 50 ปีที่ผ่านมา โลกมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยสัดส่วนที่มากที่สุดมาจากการผลิตพลังงาน และในปี 2567 การปล่อยคาร์บอนจากก๊าซฟอสซิลเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 2.5 หรือราว 180 ล้านตัน CO₂ โดยก๊าซฟอสซิลเป็นแหล่งที่มีส่วนต่อการเพิ่มขึ้นของการปล่อยคาร์บอนทั่วโลกมากที่สุด ในขณะเดียวกัน ทิศทางนโยบายภายใต้ร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย 2569 หรือ PDP2026 กลับกำหนดทิศทางการใช้เชื้อเพลิงก๊าซฟอสซิลในช่วง 12 ปีแรกของแผน โดยในช่วงเวลาที่ประเทศไทยควรลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงให้ได้อย่างมากตามเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคไฟฟ้า กลับมีการเพิ่มกำลังการผลิตจากโรงไฟฟ้าก๊าซใหม่เข้ามาสูงถึง 9,100 เมกะวัตต์ ขณะที่หากประเทศไทยต้องการบรรลุเป้าหมาย Net Zero ภาคการผลิตไฟฟ้าจะต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงให้ได้ 44.6 MtCO₂eq ภายในช่วง 10 ปี
วิกฤตโลกเดือดกำลังทำให้สภาพอากาศสุดขั้วตอนนี้ยิ่งรุนแรงขึ้นไปอีก
รัฐบาลต้องทำมากกว่าแค่รับมือเมื่อภัยมาถึง แต่ต้องลดความเสี่ยงก่อนเกิดภัยด้วยการลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลที่เป็นต้นเหตุสำคัญของวิกฤตสภาพภูมิอากาศ รวมถึงมีมาตรการเยียวยาผลกระทบ เพื่อไม่ให้ประชาชนต้องเผชิญกับวิกฤตที่อาจรุนแรงขึ้นกว่านี้ในอนาคต

และเมื่อความเสียหายเกิดขึ้น คำถามสำคัญคือ ใครควรเป็นคนจ่าย?
ในขณะที่ประชาชนทั้่วไปต้องแบกรับค่าความสูญเสียและเสียหายจากน้ำท่วม และภัยพิบัติอื่น ๆ แต่อุตสาหกรรมฟอสซิลยักษ์ใหญ่ยังคงดำเนินธุรกิจเพื่อแสวงหาผลกำไรและทิ้งภัยพิบัติให้ประชาชนต้องแบกรับ จากฐานข้อมูลของ Carbon Majors พบว่า ในปี 2567 การปล่อยก๊าซเรือนกระจกจำนวน 34.7 กิกะตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (GtCO₂e) เชื่อมโยงกลับไปยังผู้ผลิต น้ำมัน ก๊าซ ถ่านหิน และซีเมนต์ จำนวน 166 แห่ง โดยปริมาณการปล่อยของบริษัทและหน่วยงานเหล่านี้เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.8 เมื่อเทียบกับการปล่อยทั้งหมดในปี 2566 ในปี 2567 มีบริษัทเพียง 32 แห่ง ที่มีความเชื่อมโยงกับการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จาก เชื้อเพลิงฟอสซิลและการผลิตซีเมนต์มากกว่าครึ่งหนึ่งของการปล่อยทั่วโลก
ถึงเวลาที่เราต้องพูดถึงหลักการ “ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย” (Polluter Pays Principle) ซึ่งกำหนดให้ผู้ก่อมลพิษรับผิดชอบต้นทุนที่เกิดจากมลพิษ แทนที่จะผลักภาระให้ประชาชน
รัฐบาลควรเริ่มจากยุติการอุดหนุนและการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานฟอสซิลใหม่ และศึกษากลไกให้ผู้ประกอบการฟอสซิลร่วมรับผิดชอบต้นทุนเยียวยาสูญเสียและเสียหาย
คนที่สูญเสียบ้าน รายได้ และความมั่นคงจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศ ไม่ควรเป็นคนจ่ายราคาเพียงฝ่ายเดียว และการรับมือน้ำท่วมครั้งต่อไป ไม่ควรเริ่มต้นในวันที่น้ำมา
#StopFossilGasExpansion #MakePollutersPay #ClimateJustice #ClimateCrisis


