ท่ามกลางพลวัตการเปลี่ยนผ่านพลังงานโลก (Global Energy Transition) เพื่อหลุดพ้นจากการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล ทิศทางนโยบายพลังงานของไทยกลับแสดงสัญญาณที่สวนทางกับกระแสโลกอย่างมีนัยสำคัญ ข้อมูลเศรษฐศาสตร์พลังงานปี 2568 บ่งชี้ว่า ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าเฉลี่ยตลอดอายุโครงการ (Levelized Cost of Energy: LCOE) ของพลังงานหมุนเวียนในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกได้ปรับตัวลดลงจนมีความได้เปรียบเชิงแข่งขันอย่างชัดเจน โดยโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ระดับสาธารณูปโภค (Utility-scale Solar PV) ได้ก้าวขึ้นเป็นแหล่งผลิตไฟฟ้าที่มีต้นทุนต่ำที่สุดในภูมิภาค ด้วยค่า LCOE ระหว่าง 27 ดอลลาร์สหรัฐต่อเมกะวัตต์ชั่วโมง (ในจีน) ถึง 118 ดอลลาร์สหรัฐต่อเมกะวัตต์ชั่วโมง (ในญี่ปุ่น) ในปี 2025 ในขณะเดียวกัน พลังงานลมบนบก (Onshore Wind) โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศผู้นำอย่างจีน อินเดีย และเวียดนาม อยู่ที่ 25–70 ดอลลาร์สหรัฐต่อเมกะวัตต์ชั่วโมง ซึ่งต่ำกว่าต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซฟอสซิลเหลว (LNG) ที่ยังคงสูงถึง 77-130 ดอลลาร์สหรัฐต่อเมกะวัตต์ชั่วโมง
แนวโน้มการพัฒนาด้านราคานี้เป็นผลสืบเนื่องจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา (ปี 2553-ปัจจุบัน) ส่งผลให้ต้นทุนพลังงานแสงอาทิตย์ลดลงถึงร้อยละ 90 พลังงานลมลดลงร้อยละ 69 และระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอร์รี่ลดลงถึงร้อยละ 89 นอกจากนี้ BloombergNEF คาดการณ์ว่าภายในปี 2569 ต้นทุนแบตเตอรี่จะปรับตัวลดลงต่ำกว่า 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อหน่วยและยังมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่องในระยะยาวอีกร้อยละ 35 ภายในปี 2603 ซึ่งตอกย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วนที่ประเทศไทยต้องปรับตัวเชิงโครงสร้าง

จากการวิเคราะห์ข้อมูลย้อนหลังในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (พ.ศ. 2563–2568) พบภาพสะท้อนที่ชัดเจนของการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจพลังงานโลก โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบระหว่างต้นทุนเชื่อเพลิงฟอสซิลและพลังงานหมุนเวียน จะพบความต่างสำคัญเรื่องความผันผวนของราคาอย่างมีนัยสำคัญ ในกรณีของก๊าซฟอสซิลเหลว (LNG) ราคาในปี 2563 พบว่า อยู่ในระดับต่ำเพียง 2–4 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านบีทียู (MMBtu) หรือคิดเป็นต้นทุนค่าเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าเพียง 0.50–1.00 บาทต่อหน่วย ก่อนจะพุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดดในปี 2565 ขึ้นไปแตะระดับ 40–50 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านบีทียู ซึ่งหากสะท้อนต้นทุนจริงจะทำให้ค่าไฟฟ้าพุ่งสูงถึง 10–12 บาทต่อหน่วย อันเป็นผลกระทบโดยตรงจากความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครน
แม้ว่าในปี 2568 ราคาตลาดโลกจะเริ่มปรับตัวลดลงมาต่ำกว่าระดับ 10 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านบีทียู (หรือต้นทุนเฉพาะค่าเชื้อเพลิงประมาณ 2.50 บาทต่อหน่วย ยังไม่รวมค่าระบบส่งและค่าอื่น ๆ เพิ่มเติม) แต่ตลาดยังคงมีความอ่อนไหวต่อปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์สูง ซึ่งอาจนำไปสู่ความผันผวนของราคาซ้ำได้ทุกเมื่อ

ในขณะที่ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าเฉลี่ยตลอดอายุโครงการ (LCOE) ของพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดิน (Utility-Scale Solar PV) กลับมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่องและมีเสถียรภาพ โดยปรับลดลงจากระดับ 33–75 ดอลลาร์สหรัฐต่อเมกะวัตต์ชั่วโมง (หรือค่าไฟฟ้าตกหน่วยละ 1.12–2.55 บาท) ในปี 2568 สู่ระดับ 25–43 ดอลลาร์สหรัฐต่อเมกะวัตต์ชั่วโมง (เหลือเพียงหน่วยละ 0.85–1.46 บาท) ในปี 2573 ซึ่งในบางภูมิภาค เช่น จีน มีต้นทุนต่ำถึง 27 ดอลลาร์สหรัฐต่อเมกะวัตต์ชั่วโมง (หรือประมาณ 0.92 บาทต่อหน่วย) ข้อมูลนี้ชี้ให้เห็นว่า ในช่วงวิกฤตพลังงานปี 2565 ประเทศที่พึ่งพาพลังงานแสงอาทิตย์มีความได้เปรียบด้านต้นทุนมากกว่าการใช้ LNG ถึง 40 เท่า และแม้ในสภาวะตลาดปัจจุบัน พลังงานแสงอาทิตย์ยังคงมีต้นทุนที่ต่ำกว่าประมาณ 8 เท่า
ความแตกต่างที่สำคัญไม่ได้อยู่ที่ระดับราคาเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ “ความคาดการณ์ได้” (Predictability) โดยต้นทุนการผลิตไฟฟ้าเฉลี่ยตลอดอายุของพลังงานหมุนเวียนมีทิศทางลดลงตามพัฒนาการทางเทคโนโลยี ในขณะที่ราคาก๊าซฟอสซิลเหลว LNG ถูกกำหนดโดยปัจจัยภายนอกที่ควบคุมไม่ได้ เช่น ความผันแปรของสภาพภูมิอากาศในยุโรป หรือความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งส่งผลกระทบต่อเนื่องมายังราคาพลังงานในเอเชียอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
การเปลี่ยนผ่านทางพลังงานโลกในปี 2568 ที่ผ่านมา นับเป็นหมุดหมายสำคัญ เมื่อสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนพุ่งสูงขึ้นจนแซงหน้าการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินเป็นครั้งแรก ขณะเดียวกัน พลังงานหมุนเวียนสามารถรองรับการเพิ่มขึ้นของความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นทั่วโลกได้มากกว่าร้อยละ 90 ส่งผลให้ภาพรวมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนมีแนวโน้มก้าวขึ้นแทนที่ถ่านหินภายในช่วงกลางปี 2569 และขึ้นเป็นแหล่งผลิตไฟฟ้าหลักของโลก สอดรับกับบริบทของประเทศไทย รายงาน Thailand: Turning Point for a Net-Zero Power Grid โดย BloombergNEF ชี้ให้เห็นว่า การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานหมุนเวียน ควบคู่ระบบสายส่งอัจฉริยะ (Smart Grid) และระบบกักเก็บพลังงาน มีความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์มากกว่าโรงไฟฟ้าก๊าซแห่งใหม่ และสามารถแข่งขันได้ ภายใต้เงื่อนไขด้านต้นทุนเชื้อเพลิงและความเสี่ยงระยะยาว ดังนั้น ทิศทางนโยบายการลงทุนด้านพลังงานของไทยจึงควรปรับเปลี่ยนจากการขยายโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับก๊าซฟอสซิล ไปสู่การเร่งลงทุนในพลังงานหมุนเวียนควบคู่กับระบบสมาร์ทกริดและแบตเตอรี่ เพื่อเสริมความมั่นคงของระบบไฟฟ้า ลดต้นทุนในระยะยาว และสอดรับกับการเปลี่ยนผ่านพลังงานในระดับโลก
ภาวะย้อนแย้งเชิงโครงสร้างทางพลังงานของไทย

สถานการณ์พลังงานของประเทศไทยในปัจจุบันกำลังเผชิญกับ “ภาวะย้อนแย้งทางยุทธศาสตร์” (Strategic Paradox) อย่างมีนัยสำคัญ กล่าวคือ ในขณะที่ประชาคมโลกกำลังมุ่งลดการใช้พลังงานเชื้อเพลิงฟอสซิล ประเทศไทยกลับมีทิศทางนโยบายที่นำไปสู่ “ภาวะติดกับดักพลังงานฟอสซิล” (Fossil Lock-in) อันเป็นผลพวงจากกระบวนการวางแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้า (Power Development Plan: PDP) ในอดีตที่ขาดความยืดหยุ่นและตั้งอยู่บนสมมติฐานการคาดการณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าที่สูงเกินจริง (Over-forecasting) นำมาสู่การทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) ที่ผูกมัดระยะยาวจนทำให้มีปริมาณไฟฟ้าสำรองในระบบ (Reserve Margin) ล้นเกินความจำเป็น
ผลพวงจากการวางแผนดังกล่าว ผลักดันให้ประเทศเดินหน้าขยายโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับก๊าซฟอสซิลอย่างไร้ทิศทาง อ้างอิงจากแผนบริหารจัดการก๊าซธรรมชาติ พ.ศ. 2561–2580 (Gas Plan 2018) ที่กำหนดเป้าหมายการนำเข้า LNG เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจนแตะระดับ 26 ล้านตันต่อปี ภายในปี 2580 เพื่อรองรับภาคการผลิตไฟฟ้าที่ยังคงพึ่งพาก๊าซฟอสซิลเป็นเชื้อเพลิงหลักในสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 53 ของกำลังการผลิตทั้งหมด การกำหนดทิศทางเช่นนี้นำมาซึ่งความเสี่ยงที่เม็ดเงินลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ เช่น โครงการก่อสร้างท่าเรือ LNG แห่งที่ 3 อาจกลายเป็น “สินทรัพย์ที่ด้อยค่า” (Stranded Assets) ในอนาคต หากโลกเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้
ความเปราะบางเชิงโครงสร้างปรากฏชัดเจนจากข้อมูลในรายงานประจำปี 2567 (EPPO Annual Report 2024) ที่ชี้ให้เห็นว่า ในปี 2566 ปริมาณการนำเข้า LNG พุ่งสูงขึ้นแตะระดับ 11.6 ล้านตัน คิดเป็นอัตราการขยายตัวกว่า ร้อยละ 40 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า (Y-o-Y) สำหรับสถานการณ์ในปี 2567 แม้โครงสร้างอุปทานจะเริ่มส่งสัญญาณบวกจากการผลิตในประเทศที่ฟื้นตัว ส่งผลให้สัดส่วนการนำเข้า LNG ลดลงมาอยู่ที่ร้อยละ 28 แต่ปัจจัยพื้นฐานระยะยาวยังคงน่ากังวล เนื่องจากการถดถอยของปริมาณสำรองในอ่าวไทยและเมียนมา ทำให้มีการคาดการณ์ว่าในระยะยาว ไทยอาจต้องพึ่งพา LNG สูงถึงร้อยละ 60 ของความต้องการก๊าซทั้งหมดภายในกลางทศวรรษ 2030
กลไกราคาพลังงานของไทยจึงตกอยู่ในสภาวะเปราะบางจากการพึ่งพาการนำเข้า ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อค่าไฟฟ้าผ่านค่าไฟฟ้าผันแปร (Fuel Adjustment Charge: Ft) แม้ปัจจุบันอัตราค่า Ft จะปรับตัวอยู่ที่ระดับ 9.72 สตางค์ต่อหน่วย สะท้อนราคา LNG ที่อ่อนตัวลง แต่เสถียรภาพดังกล่าวเป็นเพียงสภาวะชั่วคราว (Transient Stability) เพราะสิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ ภาระหนี้สะสมของ กฟผ. (Accumulated Factor: AF) จากวิกฤตราคาช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน ที่ยังคงเป็นพันธนาการทางการเงิน ทำให้ค่าไฟฟ้าไม่สามารถปรับลดลงได้ตามต้นทุนเชื้อเพลิงจริง บั่นทอนขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และแม้ภาครัฐจะพยายามแทรกแซงราคาผ่านการอุดหนุนข้ามกลุ่ม (Cross-subsidization) เพื่อตรึงค่าไฟครัวเรือน แต่ภาระต้นทุนส่วนเกินกลับถูกผลักไปยังภาคอุตสาหกรรม ซึ่งยิ่งซ้ำเติมต้นทุนการผลิตของภาคธุรกิจไทย
นอกเหนือจากผลกระทบด้านราคา จุดเปราะบางเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุดคือ “ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์” (Geopolitical Risks) ซึ่งสอดคล้องกับผลการวิจัยภายใต้โครงการ CASE (Clean, Affordable, and Secure Energy for Southeast Asia) โดยสถาบันวิจัยพลังงาน (ERI) และ Agora Energiewende ที่ชี้ให้เห็นว่า พลวัตของตลาด LNG โลกถูกกำหนดโดยปัจจัยความขัดแย้งระหว่างประเทศและความปลอดภัยของเส้นทางขนส่งทางทะเล (Maritime Logistics Security) ความผันผวนเหล่านี้ไม่เพียงแต่ทำให้ต้นทุนการนำเข้าพุ่งสูงขึ้นฉับพลัน แต่ยังซ้ำเติมสถานะทางการเงินของหน่วยงานสาธารณูปโภคอย่างการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ที่แบกรับภาระหนี้สะสมมาตั้งแต่วิกฤตการณ์รัสเซีย-ยูเครน ให้มีความเปราะบางยิ่งขึ้น และท้ายที่สุด ต้นทุนความเสี่ยงเหล่านี้ย่อมถูกถ่ายทอด (Pass-through) กลับมาสู่ภาคครัวเรือนและภาคอุตสาหกรรมในรูปแบบของค่าไฟฟ้าที่ไม่อาจปรับลดลงได้อย่างยั่งยืน
อีกหนึ่งปัญหาที่สำคัญคือ ความไม่ยืดหยุ่นของระบบโครงสร้างพื้นฐาน (Systemic Rigidity) ที่นำไปสู่ “ภาวะติดกับดักพลังงานฟอสซิล” (Fossil Lock-in) โดยผ่านกลไก “สัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาว” (Power Purchase Agreement: PPA) และข้อสัญญาแบบ “ไม่ใช้ก็ต้องจ่าย” (Take-or-Pay) พันธนาการทางสัญญารูปแบบนี้บีบบังคับให้หน่วยงานสาธารณูปโภคจำเป็นต้องรับซื้อก๊าซและเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าต่อเนื่องไปอีก 20–25 ปี แม้ว่าต้นทุนเชื้อเพลิง LNG จะพุ่งสูงขึ้นหรือเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียนจะมีต้นทุนต่ำกว่าเพียงใดก็ตาม สภาวการณ์นี้เท่ากับเป็นการผูกมัดประเทศไว้กับเทคโนโลยีที่เสี่ยงต่อการล้าสมัย (Obsolescence Risk) และตัดโอกาสในการเข้าถึงต้นทุนพลังงานที่ถูกกว่าในอนาคต
นอกจากนี้ ข้อมูลจากการศึกษาวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ (Lifecycle Assessment) ยังเผยให้เห็นข้อเท็จจริงว่า การนำเข้า LNG อาจส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมรุนแรงกว่าเชื้อเพลิงดั้งเดิมอย่างถ่านหิน โดยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดวัฏจักรของโรงไฟฟ้าที่ใช้ LNG นำเข้าจากสหรัฐฯ มีปริมาณสูงกว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ผลิตในท้องถิ่นถึงร้อยละ 33 สะท้อนให้เห็นว่า การพึ่งพา LNG นำเข้าขัดแย้งกับเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2050 (Net Zero 2050) ที่ประเทศไทยได้ประกาศไว้ในเวทีนานาชาติ
ความเปราะบางด้านความมั่นคงทางพลังงานยังถูกซ้ำเติมด้วยปัจจัยด้าน “เศรษฐศาสตร์การเมืองระหว่างประเทศ” เมื่อการตัดสินใจนำเข้าพลังงานมิได้ตั้งอยู่บนพื้นฐานความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ แต่เกิดจากแรงบีบคั้นทางการทูตและการค้า ดังกรณีในเดือนเมษายน 2025 ที่นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ประกาศแผนการรับซื้อ LNG จากสหรัฐอเมริกาเพิ่มเติมจำนวน 1 ล้านตัน (มูลค่าราว 600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ภายในระยะเวลา 5 ปี เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบจากกำแพงภาษีนำเข้าร้อยละ 36 ภายใต้นโยบายของรัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์
กรณีดังกล่าวสะท้อนภาพสถานะ “การสูญเสียอธิปไตยทางพลังงาน” (Loss of Energy Sovereignty) หรือการต้องพึ่งพาจมูกคนอื่นหายใจอย่างชัดเจน ซึ่งหากเกิดวิกฤตความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ระลอกใหม่ ไม่ว่าจะในตะวันออกกลาง ทะเลจีนใต้ หรือภูมิภาคอื่นใด ประเทศไทยย่อมไม่อาจหลีกเลี่ยงวิกฤตราคาที่รุนแรงได้ เนื่องจากโครงสร้างพลังงานของประเทศได้ถูกผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของความเสี่ยงระดับโลกอย่างสมบูรณ์
ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายด้านพลังงานถึงรัฐบาลหลังการเลือกตั้ง 2569

การเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 มิใช่เพียงหมุดหมายทางการเมือง แต่คือจุดเปลี่ยนทางประวัติศาสตร์ (Critical Juncture) ที่จะกำหนดชะตาชีวิตของประชาชนท่ามกลางวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรง รัฐบาลชุดต่อไปต้องนำพาประเทศไทยออกจาก “กับดักเชื้อเพลิงฟอสซิล” (Fossil Lock-in) ระบบโครงสร้างอำนาจที่เอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มทุนพลังงานขนาดใหญ่ โดยมุ่งเน้นการสร้าง “ความเป็นธรรมทางสภาพภูมิอากาศ” (Climate Justice) และประชาธิปไตยทางพลังงาน ให้เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ประชาชนมีสิทธิในการกำหนดหรือเลือกอนาคตทางพลังงานของตนเองได้
เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง วาระทางการเมืองต้องก้าวข้ามรูปแบบ “ประชานิยมทางพลังงาน” (Energy Populism) ที่เน้นเพียงการแทรกแซงราคาค่าไฟฟ้าในระยะสั้นผ่านมาตรการอุดหนุนทางการคลังหรือการใช้กลไกการบริหารจัดการเงินเรียกคืน (Clawback Mechanism) จากรัฐวิสาหกิจเพื่อตรึงราคา วิธีการดังกล่าวเปรียบเสมือนการรักษาอาการที่ปลายเหตุ ซึ่งไม่เพียงแต่ล้มเหลวในการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง แต่ยังสร้าง “การบิดเบือนกลไกตลาด” (Market Distortion) ผ่านการอุดหนุนข้ามกลุ่ม (Cross-subsidization) ที่ผลักภาระต้นทุนไปยังภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม ส่งผลให้ขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศลดลง
ดังนั้น ข้อเสนอทางนโยบายที่พรรคการเมืองควรผลักดันอย่างเร่งด่วน คือการรื้อปรับระบบโครงสร้างพลังงานของประเทศอย่างบูรณาการ (Comprehensive Structural Reform) โดยมุ่งเน้นในประเด็นสำคัญ ดังนี้:
- การเปิดเสรีและปฏิรูปโครงสร้างตลาดไฟฟ้า
หัวใจของการปฏิรูปโครงสร้างตลาดไฟฟ้าคือ การลดการกระจุกตัวของอำนาจในระบบกิจการไฟฟ้าแบบรวมศูนย์ และการส่งเสริมให้เกิด ระบบไฟฟ้าที่มีการแข่งขันอย่างเป็นธรรม โปร่งใส และมีการกระจายอำนาจ เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านพลังงานไปสู่ความเป็นธรรม หนึ่งในกลไกสำคัญคือนโยบายเร่งด่วนการอนุญาตให้เกิด “สัญญาซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง” (Direct Power Purchase Agreement: Direct PPA) ควบคู่กับ “การเปิดให้ใช้ระบบโครงข่ายไฟฟ้าแก่บุคคลที่สาม” (Third Party Access: TPA) ภายใต้หลักการกำกับดูแลที่เป็นธรรมและไม่เลือกปฏิบัติ เพื่อให้ผู้ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเข้าถึงสิทธิในการเชื่อมต่อและจำหน่ายไฟฟ้า (Right to grid connect and power sales) ให้แก่ผู้ใช้ไฟฟ้าได้โดยตรงผ่านโครงข่ายไฟฟ้าที่มีอยู่ โดยไม่ถูกกีดกันจากโครงสร้างตลาดเดิม
แม้ในปัจจุบันจะเริ่มเห็นพลวัตจากภาคเอกชนรายใหญ่ ที่ได้รับใบอนุญาตจัดหาและค้าส่งก๊าซฟอสซิล (Shipper) เพื่อบริหารจัดการต้นทุนเชื้อเพลิงด้วยตนเอง แต่กลไกดังกล่าวยังจำกัดอยู่ในวงแคบ ดังนั้น การขยายการเข้าถึงตลาดไฟฟ้าและการลดข้อจำกัดเชิงโครงสร้างดังกล่าว จะช่วยเพิ่มทางเลือกให้ผู้บริโภค กระตุ้นการแข่งขันด้านราคาที่เป็นธรรม และสนับสนุนการลงทุนในพลังงานหมุนเวียนที่สะอาดเป็นธรรม อันจะนำไปสู่การลดต้นทุนการผลิตไฟฟ้าฟอสซิลในระยะยาว และเอื้อให้ค่าไฟฟ้าสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่ม พลังงานแสงอาทิตย์ภาคประชาชน ที่มีศักยภาพสูงและเปิดโอกาสให้ประชาชนมีบทบาทเป็นทั้งผู้ผลิตและผู้ใช้พลังงาน (prosumer)
- การเปลี่ยนผ่านสู่ระบบพลังงานแบบกระจายศูนย์ (Decentralization & Prosumerism)
ด้วยพัฒนาการทางเทคโนโลยีของแผงเซลล์แสงอาทิตย์ (Photovoltaics) ที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้นในขณะที่ต้นทุนลดต่ำลงอย่างมีนัยสำคัญ รัฐบาลควรดำเนินนโยบายเชิงรุกในการส่งเสริมการติดตั้งและผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา (Solar Rooftop) พร้อมส่งเสริมการเข้าถึงระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนของภาคครัวเรือน ธุรกิจขนาดเล็ก และชุมชน โดยสนับสนุนกลไกด้านการเงินที่เหมาะสม อาทิ เครื่องมือทางการเงินสีเขียว (Green Financing) ควบคู่กับการรับประกันสิทธิของประชาชนในการเชื่อมต่อระบบโครงข่ายไฟฟ้าและจำหน่ายไฟฟ้าในอัตราที่เป็นธรรม เพื่อจูงใจให้ภาคครัวเรือนและธุรกิจมีส่วนร่วมในการผลิตพลังงาน ซึ่งจะช่วยลดภาระความต้องการไฟฟ้าสูงสุด (Peak Load) ของระบบโครงข่ายหลัก พร้อมทั้งเร่งการปฏิรูปและปลดล็อกกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนของภาคประชาชน เป็นเงื่อนไขสำคัญในการขยายการมีส่วนร่วมอย่างมีความหมายของประชาชนในระบบพลังงาน โดยเฉพาะในภาคเกษตรกรรมและพื้นที่ชนบท ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการผลิต สร้างรายได้เสริม และเสริมสร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานราก ควบคู่ไปกับการลดภาระความต้องการไฟฟ้าสูงสุดของระบบไฟฟ้าโดยรวม และสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านพลังงานที่ยั่งยืนและเป็นธรรม

- การปรับโครงสร้างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าและสัญญาซื้อขายพลังงาน (PDP & Contractual Reformation)
ทบทวนและปรับโครงสร้างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ของประเทศให้สอดคล้องกับเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียนที่เป็นธรรม และการหลีกเลี่ยงการลงทุนที่อาจนำไปสู่การพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลในระยะยาว แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (PDP) ฉบับใหม่ จำเป็นต้องกำหนดเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนในการลดระดับการพึ่งพาก๊าซฟอสซิล โดยระบุ “กรอบเวลาการเปลี่ยนผ่าน” (Transition Timeline) ที่ชัดเจนเป็นไปได้จริง และต้องแสดงเจตจำนงที่ชัดเจนในการทบทวน PDP ให้สอดคล้องกับเป้าหมายการลดคาร์บอนตามที่ประเทศกำหนด ควบคู่กับการกำหนดเป้าหมายการติดตั้งพลังงานหมุนเวียนรายปีและการเพิ่มดัชนีความยืดหยุ่นของระบบโครงข่ายไฟฟ้า (Grid Flexibility Index)
ในมิติทางกฎหมาย ภาครัฐควรทบทวนเงื่อนไขสัญญาที่มีอยู่เดิม (PPAs) โดยเฉพาะสัญญาระยะยาวและเงื่อนไขที่อาจสร้างภาระต่อผู้ใช้ไฟฟ้าในระยะยาว “ไม่ใช้ก็ต้องจ่าย” (Take-or-Pay) เพื่อหลีกเลี่ยงภาวะการผูกมัดโครงสร้างระบบไฟฟ้าไว้กับเชื้อเพลิงฟอสซิล หรือ “ภาวะการเปลี่ยนผ่านไม่ได้” (Path Dependence) และเปิดพื้นที่เชิงนโยบายสำหรับการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนและระบบไฟฟ้าที่มีความยืดหยุ่นมากขึ้น อันจะช่วยลดภาระค่าไฟฟ้าและสนับสนุนเป้าหมายการเปลี่ยนผ่านพลังงานที่เป็นธรรม
- การยกระดับโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะและเทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงาน (Smart Grid & BESS)
การเปลี่ยนผ่านสู่ระบบพลังงานหมุนเวียนและระบบพลังงานแบบกระจายศูนย์ จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนจากโครงสร้างพื้นฐานของระบบไฟฟ้าที่มีความยืดหยุ่น โปร่งใส และรองรับการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างเป็นธรรม ข้อจำกัดดั้งเดิมเกี่ยวกับ “ความผันผวน” (Intermittency) ของพลังงานหมุนเวียน สามารถแก้ไขได้อย่างมีประสิทธิภาพผ่านการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) และการบูรณาการระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (Battery Energy Storage Systems: BESS) ซึ่งปัจจุบันมีความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์อย่างมีนัยสำคัญ รัฐบาลควรเร่งให้ความสำคัญต่อการปรับปรุงและบูรณาการแผนแม่บทระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) ของประเทศไทย พร้อมทั้งการจัดสรรงบประมาณที่เพียงพอและต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถดำเนินการได้ตามแผน และรองรับการเปลี่ยนผ่านระบบการผลิตไฟฟ้าไปสู่การใช้พลังงานหมุนเวียน 100% ภายในปี ค.ศ. 2050
นอกจากนี้ การยกระดับสู่ Smart Grid ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการสมดุลระหว่างอุปสงค์และอุปทาน รองรับ “แหล่งผลิตไฟฟ้าแบบกระจายศูนย์” (Distributed Generation) และลดการสูญเสียพลังงานในระบบส่งไฟฟ้า (Transmission Losses) อีกทั้ง การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานทางพลังงานเหล่านี้ยังทำหน้าที่เป็นกลไกกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการสร้างงานในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงอีกด้วย
การเลือกตั้งทั่วไปในปี 2569 มิได้เป็นเพียงกลไกการเปลี่ยนผ่านอำนาจบริหารตามวาระปกติ แต่ถือเป็น “จุดเปลี่ยน” (Turning Point) ที่จะกำหนดทิศทางโครงสร้างพื้นฐานและเศรษฐกิจของประเทศไทยไปอีกหลายทศวรรษ ประเทศไทยกำลังยืนอยู่บนทางแพร่งที่ต้องเลือกระหว่างการยึดติดกับกระบวนทัศน์เดิมที่พึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล ซึ่งเต็มไปด้วยความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาและข้อจำกัดทางการค้า หรือการก้าวสู่กระบวนทัศน์ใหม่แห่งความมั่นคงทางพลังงานที่ยั่งยืน
การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดมิใช่ทางเลือกในอุดมคติอีกต่อไป แต่เป็น “ความจำเป็นทางเศรษฐศาสตร์” (Economic Imperative) ด้วยต้นทุนเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียนและระบบกักเก็บพลังงานที่ลดต่ำลงจนถึงจุดคุ้มทุน ประกอบกับศักยภาพทางภูมิศาสตร์ของไทยที่มีความพร้อมทั้งด้านพลังงานแสงอาทิตย์ การขาดแคลนเพียงอย่างเดียวในขณะนี้คือ “เจตจำนงทางการเมือง” (Political Will) ที่จะผลักดันนโยบายเชิงรุก เปรียบเทียบกับบริบทระดับภูมิภาคที่ประเทศเพื่อนบ้าน อาทิ เวียดนาม อินโดนีเซีย และมาเลเซีย ได้เริ่มปรับโครงสร้างเพื่อดึงดูดการลงทุนสีเขียวและสร้างฐานอุตสาหกรรมใหม่ หากประเทศไทยยังติดอยู่กับเชื้อเพลิงฟอสซิลต่อไป ย่อมหมายถึงการสูญเสียขีดความสามารถในการแข่งขันและโอกาสในการสร้างงานมูลค่าสูงให้แก่ประชาชน
หน้าต่างแห่งโอกาสนี้มีระยะเวลาจำกัด ทุกปีที่ล่าช้าในการตัดสินใจเชิงโครงสร้าง หมายถึงต้นทุนค่าเสียโอกาส (Opportunity Cost) มหาศาลจากการนำเข้าเชื้อเพลิง LNG และความเสี่ยงที่จะถูกโดดเดี่ยวจากห่วงโซ่อุปทานโลกภายใต้กติกา CBAM ดังนั้น ภาคการเมืองในวาระการเลือกตั้ง 2569 จำเป็นต้องก้าวข้าม “นโยบายประชานิยมระยะสั้น” ที่มุ่งเน้นเพียงการแทรกแซงราคาปลายทาง ไปสู่การนำเสนอ “วิสัยทัศน์เชิงโครงสร้าง” ทั้งการเปิดเสรีตลาดไฟฟ้า การกระจายอำนาจการผลิตสู่ภาคประชาชน และการปฏิรูปกฎระเบียบที่ล้าสมัย
ท้ายที่สุด อนาคตของเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและความมั่นคงทางพลังงานของไทย ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจ ณ ช่วงเวลานี้ การเลือกตั้งที่จะมาถึงจึงเป็นพันธกิจร่วมกันของสังคมไทยในการกำหนดชะตากรรมของประเทศ ว่าจะเลือกดำรงอยู่ในสถานะ “ผู้ตามที่เปราะบาง” หรือก้าวขึ้นเป็น “ผู้นำที่เข้มแข็ง” ในระเบียบเศรษฐกิจโลกใหม่ การเปลี่ยนผ่านนี้เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ประชาธิปไตยทางพลังงานจะต้องเป็นไปได้เพื่อความมั่นคงทางพลังงานที่สะอาดและเป็นธรรมกับประชาชนทุกคนอย่างแท้จริง
สามารถอ่านข้อเสนอเชิงนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมของกรีนพีซ ประเทศไทยร่วมกับมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLAW) ได้ที่นี่
แหล่งอ้างอิง
Agora Energiewende. (2025). Thailand’s natural gas crossroads: Strategic Risk Mitigation
for a Carbon-Neutral Era. https://www.agora-energiewende.org/fileadmin/Partnerpublikationen/2025/Thailands-Natural-Gas-Crossroads-Report.pdf
Bangkok Biz News. (2024). ‘พลังงาน’ ชง ครม.ของบ 1.9 พันล้าน อุ้มค่าไฟ ‘กลุ่มเปราะบาง’ [บทความข่าวเศรษฐกิจ]. https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1125494
BloombergNEF. (2025). Global cost of renewables to continue falling in 2025 as China extends manufacturing lead. https://about.bnef.com/insights/clean-energy/global-cost-of-renewables-to-continue-falling-in-2025-as-china-extends-manufacturing-lead-bloombergnef/
BloombergNEF. (2025, May 19). Thailand: Turning point for a net-zero power grid. Bloomberg Finance L.P. https://assets.bbhub.io/professional/sites/24/19-05-2025_Thailand_Turning-Point-for-a-Net-Zero-Power-Grid.pdf
Electricity Generating Authority of Thailand Energy Policy and Planning Office. (2018). Thailand gas plan 2018. https://www.eppo.go.th/images/Infromation_service/public_relations/PDF/Gasplan2018.pdf
Energy Policy and Planning Office. (2024). EPPO annual report 2024. https://www.eppo.go.th/epposite/images/Infromation_service/EppoAnnualReport/EppoAnnualReport2024.pdf
Energy Regulatory Commission. (n.d.). Automatic adjustment mechanism (Ft). https://www.erc.or.th/th/automatic/
Federal Reserve Bank of St. Louis. (n.d.). U.S. natural gas price (PNGASJPUSDM). https://fred.stlouisfed.org/series/PNGASJPUSDM
Howarth, R. W. (2024). The greenhouse gas footprint of liquefied natural gas (LNG) exported from the United States. Energy Science & Engineering, 12(11), 4843–4859. https://doi.org/10.1002/ese3.1934
International Energy Agency. (2024). World energy investment 2024: Overview and key findings. https://www.iea.org/reports/world-energy-investment-2024/overview-and-key-findings
International Energy Agency. (2025a). Renewables 2025: Renewable electricity. https://www.iea.org/reports/renewables-2025/renewable-electricity
Norton Rose Fulbright. (2025). Vietnam power sector snapshot. https://www.nortonrosefulbright.com/en/knowledge/publications/1d041eb0/vietnam-power-sector-snapshot
Reuters. (2025, April 16). Thailand plans to import more U.S. LNG over next five years, says minister. https://www.reuters.com/business/energy/thailand-plans-import-more-us-lng-over-next-5-years-says-minister-2025-04-16
UK Wood Mackenzie. (2025). Renewable levelized cost of electricity competitiveness reaches new milestone across global markets in 2025. https://www.woodmac.com/press-releases/renewable-levelized-cost-of-electricity-competitiveness-reaches-new-milestone-across-global-markets-in-2025/
Visual Capitalist. (2024). The plummeting cost of renewable energy. https://www.visualcapitalist.com/the-plummeting-cost-of-renewable-energy/

