กรุงเทพฯ, 19 พฤษภาคม 2569 – หลังจากที่คณะรัฐมนตรีปัจจุบันที่นำโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ไม่ได้นำร่างพระราชบัญญัติการรายงานและเปิดเผยข้อมูลการปล่อยและเคลื่อนย้ายสารมลพิษ หรือ ร่างกฎหมาย PRTR กลับเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาภายในวันที่ 13 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ตัวแทนประชาชนผู้เสนอร่างกฎหมาย PRTR นำโดย เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง จากมูลนิธิบูรณะนิเวศ ร่วมกับตัวแทนจากมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม กรีนพีซ ประเทศไทย และประชาชนผู้ประสบปัญหามลพิษจากหลายพื้นที่ เข้ายื่นหนังสือถึงประธานสภาผู้แทนราษฎร เรียกร้องให้เร่งพิจารณาร่างกฎหมาย PRTR ต่อไปโดยเร็ว

เครือข่ายภาคประชาสังคมย้ำว่า กฎหมาย PRTR เป็นกลไลสำคัญเพื่อรับมือกับวิกฤตการณ์สิ่งแวดล้อม ปกป้องสุขภาพประชาชน และสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนต่อเศรษฐกิจของประเทศ พร้อมยืนยันไม่เห็นด้วยกับการลดทอนเนื้อหาและความสำคัญของกฎหมาย PRTR ให้เหลือเพียงบางมาตราในพระราชบัญญัติ สิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ ร่างกฎหมาย PRTR ฉบับประชาชนจัดทำขึ้นตามกรอบการพัฒนา PRTR ขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organisation for Economic Co-operation and Development- OECD) และเคยผ่านการพิจารณาร่วมกันอย่างสร้างสรรค์ในชั้นของคณะกรรมาธิการวิสามัญก่อนการยุบสภา โดยมีทั้งผู้แทนจากภาคประชาชน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคต่าง ๆ และหน่วยงานราชการร่วมพิจารณาด้วยกันทั้งหมด

เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศ และในนามผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวน 11,685 คน ที่ร่วมกันเสนอร่างกฎหมายฉบับนี้ กล่าวว่า  “เนื่องจากร่างกฎหมาย PRTR ไม่ได้รับการเสนอจาก ครม. ให้รัฐสภาดำเนินการพิจารณาต่อ ภาคประชาชนจึงขอยื่นหนังสือถึงประธานสภาผู้แทนราษฎรเพื่อขอยืนยันร่างของภาคประชาชน เพื่อขอให้สภาผู้แทนราษฎรได้บรรจุเป็นวาระพิจารณาต่อไป ตามมาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย พ.ศ. 2564 ที่ว่า ร่างพระราชบัญญัติที่ตกไปเพราะมีการยุบสภาผู้แทนราษฎร และคณะรัฐมนตรีชุดใหม่หลังการเลือกตั้งไม่ได้ร้องขอให้รัฐสภาพิจารณาต่อไป ผู้แทนของผู้เข้าชื่อเสนอร่างพระราชบัญญัติฯ ตามมาตรา 11 สามารถมีหนังสือยืนยันต่อประธานสภาผู้แทนราษฎรภายใน 120 วัน เพื่อให้พิจารณาร่างพระราชบัญญัตินั้นต่อไป และให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรดำเนินการตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร”

ร่างกฎหมาย PRTR ของภาคประชาชนมีชื่อเต็มว่า ร่างพระราชบัญญัติการรายงานและเปิดเผยข้อมูลการปล่อยและเคลื่อนย้ายสารมลพิษ พ.ศ. … (นางสาวเพ็ญโฉม แซ่ตั้ง กับผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวน 11,685 คน เป็นผู้เสนอ) เป็นร่างกฎหมายที่พัฒนาขึ้นมาตามกรอบของ OECD  ซึ่งได้รับรับภารกิจจากมติที่ประชุมสุดยอดสิ่งแวดล้อมโลกที่สหประชาชาติได้จัดขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2535 ซึ่งมีข้อสรุปว่า การพัฒนาอุตสาหกรรมที่เกิดขึ้นทั่วโลกในหลายสิบปีที่ผ่านมาสร้างความเสียหายแก่สิ่งแวดล้อมและสุขภาพของคนอย่างรุนแรง” 

เพื่อยับยั้งหายนะในอนาคตโลกเราจำเป็นต้องมุ่งสู่ทิศทางการพัฒนาที่ยั่งยืนขึ้น และเพื่อสนับสนุนให้รัฐบาลทุกประเทศมีข้อมูลที่บอกถึงชนิดและปริมาณของมลพิษที่ปล่อยสู่สิ่งแวดล้อม จึงขอให้รัฐบาลผู้ลงนามในปฏิญญาริโอและแผนปฏิบัติการ 21 จัดทำและปรับปรุงฐานข้อมูลเกี่ยวกับรายการการปล่อยมลพิษสู่สิ่งแวดล้อม เพื่อเป็นแนวทางในการลดและควบคุมความเสี่ยงจากมลพิษและสารอันตรายต่าง ๆ ซึ่งต่อมา OECD ได้ให้ชื่อว่า PRTR (Pollutant Release and Transfer Register) 

ภาคประชาชนขอย้ำว่า เราได้ส่งหนังสือยืนยันร่างกฎหมาย PRTR ถึงนายกรัฐมนตรีแล้วเมื่อวันที่ 2 เมษายนที่ผ่านมา แม้จะมีข้อกังวลจากฝ่ายรัฐบาลเรื่องกฎหมายซ้ำซ้อนและการเพิ่มภาระทางเศรษฐกิจ แต่เราขอยืนยันว่า กฎหมาย PRTR เป็นเครื่องมือที่ดีที่สุดในการแก้ไขวิกฤตสิ่งแวดล้อม ปกป้องสุขภาพ และเป็นประโยชน์ต่อภาคเอกชนที่จะสร้างเศรษฐกิจที่ยั่งยืนด้วย และเราไม่เห็นด้วยกับการลดทอนให้เหลือเพียงบางมาตราใน พ.ร.บ. สิ่งแวดล้อม

“ร่างกฎหมาย PRTR ของประชาชนได้ออกแบบตามกรอบและคู่มือของ OECD และทุกประเทศก็แยกกฎหมาย PRTR ออกจากกฎหมายสิ่งแวดล้อมและกฎหมายอื่น ๆ เนื่องจาก PRTR เป็นกลไกและระบบใหญ่ที่มีความเฉพาะเจาะจง ไม่ควรไปแฝงอยู่ในกฎหมายอื่น นอกจากนี้ร่างกฎหมายนี้ก็เคยผ่านการพิจารณาร่วมกันอย่างสร้างสรรค์ในคณะกรรมาธิการวิสามัญ ซึ่งมีทั้งผู้แทนภาคประชาชน สมาชิกสภาจากหลายพรรค และหน่วยงานราชการ ก่อนการยุบสภา” ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศ กล่าวย้ำ

อัมรินทร์ สายจันทร์ ผู้จัดการมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า “แม้ตัวแทนรัฐบาลจะชี้แจงว่าจะมีการผนวกเรื่อง PRTR ไว้เป็นส่วนหนึ่งในการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ แต่ภาคประชาชนยังคงยืนยันถึงความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการตรา พ.ร.บ.PRTR แยกเป็นกฎหมายเฉพาะ เพื่อให้สิทธิของประชาชนในการเข้าถึงข้อมูลมลพิษ รวมถึงหลักเกณฑ์ขั้นตอนที่เป็นสาระสำคัญ ได้รับการบัญญัติรับรองอย่างหนักแน่นในกฎหมายระดับพระราชบัญญัติ เช่น ขอบเขตการกำหนดประเภทสารมลพิษที่ต้องมีการรายงาน และข้อมูลพื้นฐานที่ต้องมีการเปิดเผยให้ประชาชนเข้าถึงได้ เพื่อให้แน่ใจได้ว่าระบบ PRTR ของไทยจะมีหลักการและองค์ประกอบที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล นอกจากนี้ พ.ร.บ.PRTR ที่ภาคประชาชนเสนอยังได้ออกแบบให้มีคณะกรรมการที่มีผู้แทนจากกระทรวงต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญ เพื่อประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงานในการเก็บรวบรวม ส่งต่อและตรวจสอบข้อมูลมลพิษ เพื่อสร้างฐานข้อมูลกลางที่น่าเชื่อถือและเข้าถึงได้โดยทุกภาคส่วนอย่างแท้จริงด้วย”

ข้อกังวลดังกล่าวสะท้อนว่า การผลักดันกฎหมาน PRTR ไม่ใช่เพียงการเพิ่มกลไกทางกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่คือการวางระบบข้อมูลมลพิษของประเทศให้โปร่งใส ตรวจสอบได้ และเปิดให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลที่จำเป็นต่อการปกป้องสุขภาพ ชุ มชน และสิ่งแวดล้อมของตนเอง โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ประเทศไทยกำลังเร่งเดินหน้าโครงการอุตสาหกรรมและโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ในหลายพื้นที่

มนูญ วงษ์มะเซาะห์ นักรณรงค์ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และพลังงาน กรีนพีซ ประเทศไทย กล่าวว่า “รัฐสภาควรเร่งหยิบร่างกฎหมาย PRTR ขึ้นมาพิจารณาโดยเร็วที่สุดในฐานะผู้แทนของประชาชน เพราะกฎหมายฉบับนี้ยังคงยืนยันเจตจำนงภาคประชาชนว่า “สิทธิในการรับรู้ข้อมูลด้านมลพิษ” คือหัวใจสำคัญของธรรมภิบาลด้านสิ่งแวดล้อม ในขณะที่รัฐบาลกำลังเดินหน้าโครงการอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ภายใต้นโยบายการเติบโตทางเศรษฐกิจ รัฐบาลไม่อาจละเลยกฎหมาย PRTR ได้ หากประเทศไทยมุ่งหวังจะยกระดับมาตรฐานการพัฒนาอุตสาหกรรมและก้าวเข้าสู่มาตรฐานของ OECD อย่างแท้จริง กฎหมาย PRTR เป็นมาตราฐานสากลด้านธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อม และเป็นเครื่องมือในการสร้างความโปร่งใส ความรับผิดรับชอบ และการคุ้มครองสิทธิของประชาชนในการเข้าถึงข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นธรรม”  

เครือข่ายภาคประชาชนขอเรียกร้องให้สภาผู้แทนราษฎรเร่งบรรจุร่างกฎหมาย PRTR ฉบับภาคประชาชนเข้าสู่วาระการพิจารณาโดยเร็ว และเดินหน้ากระบวนการพิจารณาอย่างโปร่งใส มีส่วนร่วม และคงไว้ซึ่งหลักการสำคัญของกฎหมายฉบับนี้ เพื่อให้ประเทศไทยมีระบบเปิดเผยข้อมูลมลพิษที่ประชาชนเข้าถึงได้จริง และเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจที่รับผิดชอบต่อสุขภาพ สิ่งแวดล้อม และสิทธิของประชาชนอย่างแท้จริง

ข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ

เทวรักษ์ รุ่งเรืองวิรัชกิจ กรีนพีซ ประเทศไทย Tel: 087 787 5474