ชี้เปิดทางฟอกเขียว ซ้ำเติมความไม่เป็นธรรมทางสภาพภูมิอากาศ

กรุงเทพฯ, 5 มิถุนายน 2569เครือข่ายเพื่อความเป็นธรรมทางสภาพภูมิอากาศ ซึ่งเกิดจากรวมตัวขององค์กรภาคประชาสังคมกว่า 14 องค์กร รวมตัวบริเวณหน้าสำนักงานสหประชาชาติ (UN) ประจำประเทศไทย เพื่อยื่นหนังสือต่อผู้แทนสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR) แสดงจุดยืนปฏิเสธร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (ร่าง พ.ร.บ. โลกร้อนที่ไม่เป็นธรรม) โดยระบุว่า ร่างกฎหมายฉบับนี้ไม่สามารถคุ้มครองประชาชนจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศได้อย่างแท้จริง แต่กลับเสี่ยงเอื้อประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมฟอสซิล ผู้ก่อมลพิษรายใหญ่ และกลไกคาร์บอนเครดิตที่อาจกลายเป็นใบอนุญาตฟอกเขียวอย่างถูกกฎหมาย

กิจกรรมครั้งนี้จัดขึ้นภายใต้หัวข้อ “รัฐไทยกับการเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมที่ไม่เป็นธรรม” เพื่อส่งเสียงสะท้อนของภาคประชาชนต่อกลไกสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ ท่ามกลางสถานการณ์วิกฤตสภาพภูมิอากาศ ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศจะระบุชัดเจนว่า รัฐมีพันธกรณีทางกฎหมายในการปกป้องประชาชนจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศ และสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติจะยืนยันว่า สิทธิในสิ่งแวดล้อมที่สะอาด ดีต่อสุขภาพ และยั่งยืนเป็นสิทธิมนุษยชน โดยประเทศไทยลงคะแนนอยู่ฝ่ายเสียงข้างมาก แต่ร่างกฎหมายโลกร้อนของไทยกลับยังสะท้อนแนวทางที่เอื้อประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมฟอสซิลมากกว่าการคุ้มครองสิทธิของประชาชน ชุมชนท้องถิ่น และกลุ่มเปราะบาง

เครือข่ายฯ ระบุว่า การรับมือวิกฤตสภาพภูมิอากาศต้องตั้งอยู่บนหลักสิทธิมนุษยชน ความเป็นธรรมทางสภาพภูมิอากาศ สิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดี สิทธิในที่ดิน และสิทธิในการจัดการทรัพยากรของชุมชน ไม่ใช่การผลักภาระให้ประชาชน เกษตรกร กลุ่มชาติพันธุ์ คนจนเมือง และชุมชนชายฝั่งต้องแบกรับต้นทุนของการเปลี่ยนผ่านที่ไม่เป็นธรรม ขณะเดียวกัน รัฐบาลและภาคเอกชนต้องร่วมขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาสภาพภูมิอากาศโดยยึด ‘ประชาชนเป็นศูนย์กลาง’ เคารพสิทธิชุมชนท้องถิ่น และบังคับใช้หลักการผู้ก่อมลพิษต้องเป็นผู้รับผิดชอบ หรือ Polluters Pay Principle อย่างเป็นรูปธรรม

ตัวแทนเครือข่ายภาคประชาชนจากหลายพื้นที่ทั่วประเทศได้ผลัดกันกล่าวสะท้อน และหยิบยกตัวอย่างผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นจริง ทั้งปัญหาวิกฤตสภาพภูมิอากาศต่อเกษตรกรรม ผลกระทบจากเหมืองแร่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ผลกระทบจากการประกาศเขตป่าสงวนทับซ้อนพื้นที่กลุ่มชนเผ่าพื้นเมืองและชาติพันธุ์ ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำของคนจนเมือง ชะตากรรมของชุมชนชายฝั่งภายใต้นโยบายคาร์บอนเครดิต และการลอยนวลพ้นผิดของกลุ่มทุนฟอสซิล 

เครือข่ายฯ ชี้ให้เห็นว่า ท่ามกลางวิกฤตสิ่งแวดล้อมที่ประชาชนไทยกำลังเผชิญ ความพยายามของรัฐ ในการสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมนั้นกลับ ‘ไม่เป็นธรรมอย่างที่กล่าวอ้าง’เนื่องจากขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน ไม่รับรองสิทธิชุมชนและสิทธิในการจัดการทรัพยากรท้องถิ่นอย่างเพียงพอ อีกทั้งยังสนับสนุนระบบการซื้อขายคาร์บอนเครดิต ซึ่งไม่ใช่แนวทางการแก้ไขวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่ยั่งยืน และเสี่ยงกลายเป็นเครื่องมือการฟอกเขียว (Greenwashing) ให้กลุ่มทุนและผู้ก่อมลพิษรายใหญ่ให้สามารถดำเนินธุรกิจที่ทำลายสิ่งแวดล้อมได้อย่างถูกกฎหมาย

เลิศศักดิ์ คำคงศักดิ์ เครือข่ายประชาชนผู้เป็นเจ้าของแร่ กล่าวว่า

ร่าง พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของกรมโลกร้อนมุ่งเน้นให้นำเอาคาร์บอนเครดิต ซึ่งส่วนใหญ่ได้จากการปลูกป่า เข้ามาทดแทนการลดการปล่อยคาร์บอนที่มีแหล่งกำเนิดจากผู้ปล่อยรายใหญ่ คาร์บอนเครดิตจำนวนมากมาจากที่ดินของประชาชนที่ถูกเปิดให้เอกชนขอสัมปทานเพื่อนำไปปลูกป่า ซึ่งส่งผลให้บริษัทใหญ่เลือกจ่ายเงินปลูกป่ามากกว่าการลดปล่อยคาร์บอนที่แหล่งกำเนิด โลกจึงไม่มีทางเย็นลงด้วยแนวทางนี้

ดร.สุรินทร์ อ้นพรม นักวิชาการอิสระด้านวนศาสตร์ชุมชน ได้ตอกย้ำถึงผลกระทบของกฎหมายฉบับนี้ที่จะเกิดขึ้นกับผืนป่าและชุมชนท้องถิ่นว่า

การผลักดันกลไกตลาดคาร์บอนในพื้นที่ป่าผ่านโครงการคาร์บอนเครดิตโดยปราศจากการรับรองสิทธิชุมชน ถือเป็นการสร้างความเหลื่อมล้ำระลอกใหม่ ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้มองป่าเป็นเพียง ‘เครื่องมือดูดซับคาร์บอน’ เพื่อชดเชยการปล่อยก๊าซของกลุ่มทุน แต่ละเลยมิติทางนิเวศวิทยาและวิถีชีวิตของชุมชนที่พึ่งพิงทรัพยากร สิ่งที่เรากำลังเผชิญคือปรากฏการณ์การแย่งยึดที่ดิน (Green Grabbing) และความเหลื่อมล้ำทางสภาพอากาศที่เบียดขับคนท้องถิ่นและกลุ่มชาติพันธุ์ออกจากที่ดินทำกิน และเปลี่ยนระบบนิเวศให้กลายเป็นเพียงสินทรัพย์เพื่อต่อลมหายใจให้อุตสาหกรรมฟอสซิล

เครือข่ายฯ เน้นย้ำถึงการแก้ปัญหาวิกฤตสภาพภูมิอากาศต้องเริ่มจากการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากแหล่งกำเนิด ไม่ใช่การพึ่งพาระบบซื้อขายคาร์บอนเครดิตที่เปิดโอกาสให้กลุ่มอุตสาหกรรมฟอสซิลหรือหน่วยงานที่มีอำนาจทางการเงินสามารถซื้อสิทธิในการปล่อยคาร์บอนได้ต่อไป กลไกดังกล่าวไม่ได้นำไปสู่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างแท้จริง และไม่สอดคล้องกับเป้าหมายบรรลุการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี ค.ศ. 2050 (พ.ศ. 2593) แต่ในทางกลับกัน กลไกนี้ยังทำหน้าที่เสมือน ‘ใบอนุญาตฟอกเขียวอย่างถูกกฎหมาย’ เพื่อเปิดทางให้ผู้ก่อมลพิษรายใหญ่สามารถดำเนินธุรกิจที่ทำลายสิ่งแวดล้อมต่อไปได้โดยไม่ต้องปรับเปลี่ยนโครงสร้างการผลิต  

ธารา บัวคำศรี ผู้อำนวยการ Climate Connector กล่าวถึงบทเรียนจากต่างประเทศว่า

เราเคยเห็นตัวอย่างมาแล้ว ในระยะแรกของระบบซื้อขายสิทธิปล่อยก๊าซของสหภาพยุโรป อุตสาหกรรมฟอสซิลได้รับสิทธิปล่อยก๊าซฟรี ทั้งไม่สามารถลดมลพิษได้จริง และทำกำไรลาภลอยถึง 1.7 ล้านล้านบาท ขณะที่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสหภาพยุโรปแทบไม่ลดลง ด้านเกาหลีใต้ซึ่งมีคาร์บอนเครดิตที่รับรองว่ามีคุณภาพสูง การประเมินในเวลาต่อมาพบว่า มีการลดการปล่อยก๊าซเกินจริงถึง 18 เท่า สำหรับประเทศไทย ร่างกฎหมายโลกร้อนมีแนวโน้มจะเดินตามรอยนี้และกลายเป็นสถาปัตยกรรมแห่งการฟอกเขียว

ด้วยเหตุนี้ เครือข่ายประชาชนเพื่อความเป็นธรรมทางสภาพภูมิอากาศ จึงแสดงจุดยืนสนับสนุน “การเปลี่ยนผ่านพลังงาน” เป็นกลไกหลักในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ยั่งยืนแทนการพึ่งพากลไกตลาดคาร์บอน พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งปรับเปลี่ยนโครงสร้างพลังงานของประเทศ จากการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล และเดินหน้าสู่การพัฒนาและส่งเสริมพลังงานหมุนเวียนที่เป็นธรรม ที่ประชาชนเข้าถึงและมีส่วนร่วมได้อย่างแท้จริง แนวทางดังกล่าวไม่เพียงช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากต้นทาง แต่ยังลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ลดค่าครองชีพ และสร้างความมั่นคงทางพลังงานที่เป็นธรรมต่อประชาชน

อรรถพล พวงสกุล นักรณรงค์ด้านสภาพภูมิอากาศและการเปลี่ยนผ่านพลังงานที่เป็นธรรม กรีนพีซ ประเทศไทย กล่าวทิ้งท้ายว่า

การเปลี่ยนผ่านสู่ระบบพลังงานหมุนเวียนอย่างแท้จริง เช่น การกระจายศูนย์การผลิตไฟฟ้าผ่านระบบโซลาร์รูฟท็อปภาคประชาชน คือทางออกที่แก้ปัญหาตรงจุด การปลดแอกพลังงานหมุนเวียนไม่เพียงแต่ช่วยลดก๊าซเรือนกระจกจากต้นทางอย่างเป็นรูปธรรม แต่ยังเป็นการคืนสิทธิและลดค่าครองชีพให้แก่ประชาชน สร้างความมั่นคงทางพลังงานที่ทุกคนมีส่วนร่วมได้ และที่สำคัญที่สุดคือการยุติมลพิษทางอากาศที่กำลังบั่นทอนสุขภาพของคนไทยทั้งประเทศ ซึ่งเป็นสิ่งที่ระบบซื้อขายคาร์บอนเครดิตไม่มีวันทำได้

หลังจากที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในหลักการของร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. …. ไปเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 ปัจจุบันร่างกฎหมายดังกล่าวอยู่ระหว่างการตรวจพิจารณาอย่างละเอียดโดยสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ร่วมกับกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (สส.) และเปิดรับฟังความคิดเห็นเพิ่มเติม โดยคาดว่าจะเข้าสู่การพิจารณาภายในปีนี้ 

เครือข่ายประชาชนเพื่อความเป็นธรรมทางสภาพภูมิอากาศยืนยันจุดยืนคัดค้านร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (ร่าง พ.ร.บ.โลกร้อนที่ไม่เป็นธรรม) ซึ่งเห็นว่าเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มอุตสาหกรรมฟอสซิลและผู้ก่อมลพิษรายใหญ่ พร้อมขอเรียกร้องให้รัฐบาลปรับปรุงร่างกฎหมายดังกล่าว โดยยึดหลักสิทธิมนุษยชน ความเป็นธรรมทางสภาพภูมิอากาศ และการมีส่วนร่วมของประชาชน รวมถึงรับรองสิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดี สิทธิในที่ดิน และสิทธิในการจัดการทรัพยากรของชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม  

หมายเหตุ

[1] เครือข่ายเพื่อความเป็นธรรมทางสภาพภูมิอากาศ ประกอบด้วย (1) สมัชชาคนจน (2)กรีนพีซ ประเทศไทย (3) มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (ENLAW) (4) สหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ (สกน.) (5)เครือข่ายประชาชนผู้เป็นเจ้าของแร่ (6)ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (P-move) (7)Fossil Free Thailand Coalition (8)โครงการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะด้านทรัพยากรแร่ (9)กลุ่มอนุรักษ์ป่าภูยูง (10)กลุ่มอนุรักษ์น้ำซับคำป่าหลาย (11)เครือข่ายปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน (คปอ.) (12)สภาริมรางเมืองขอนแก่น (13)เครือข่ายรักษ์ระนอง (14) แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย