จากนักศึกษาวิชาครู ผู้ใช้เวลาสุดสัปดาห์เดินทางเยือนชุมชนกับค่ายอาสามหาวิทยาลัยเมื่อ 30 ปีก่อน วันนี้ “ประวีณ จุลภักดี” หรือ ดร.ประวีณ คือหนึ่งในบุคคลสำคัญในขบวนการขับเคลื่อนด้านสิ่งแวดล้อมและพลังงานในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ชายผู้ยืนหยัดคัดค้านโครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในสุราษฎร์เมื่อเกือบ 2 ทศวรรษก่อน ยังคงหยัดยืนต่อสู้กับโครงโรงไฟฟ้าก๊าซฟอสซิลอย่างไม่ย่อท้อจวบจนปัจจุบัน
ก้าวแรกสู่แวดวงงานพัฒนาของ “ประวีณ จุลภักดี”
เดิมทีประวีณเป็นชาวนครศรีธรรมราช แต่ได้ย้ายมาอยู่สุราษฎร์ธานีหลังจบชั้นมัธยม 6 เพื่อเข้าศึกษาต่อที่สาขาครุศาสตร์ วิทยาลัยครูสุราษฎร์ธานี ณ ที่แห่งนี้เส้นทางการทำงานในฐานะนักพัฒนาของประวีณเริ่มฉายแวว เขาเป็นสมาชิกชมรมอาสาพัฒนาชุมชนของคณะ นอกเหนือจากตำราเรียนแล้ว ประวีณยังออกเดินทางไปเยี่ยมเยียนตามชุมชนต่าง ๆ ทุกเดือน บางครั้งก็ถี่ถึงสัปดาห์ละครั้ง

ตอนนั้นเราจัดตั้งกลุ่มอาสาเด็กสุราษฎร์ ก็ไปทำงาน ทำกระบวนการเรียนรู้ร่วมกับชุมชน ดูวิถีชีวิตความเป็นอยู่ ดูว่าพี่น้องของเรามีปัญหาอะไร
ประวีณย้อนความหลังถึงคณะทำงานเป็นอาสาสมัครนักศึกษา โดยเขาจะเรียกสมาชิกชุมชนที่ทำงานด้วยว่า ‘พี่น้อง’ เสมอ
“เรามีไปร่วมกิจกรรมที่จังหวัดอื่นด้วย” เขากล่าวต่อ พร้อมเล่าถึงการร่วมงานกับเครือข่ายสมาชิกชมรมอาสาจากหลายวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ทั่วประเทศ ซึ่งครั้งหนึ่งที่ประวีณ และเพื่อนจากชมรมอีก 2 คนเป็นตัวแทนชาวสุราษฎร์ไปร่วมในขบวนการอนุรักษ์ผืนป่ากับหลวงพ่อประจักษ์ ธัมมปทีโป (พระประจักษ์ เพชรสิงห์) ที่จังหวัดบุรีรัมย์
ในช่วงปี 2533-2534 พระประจักษ์ร่วมกับชาวบ้านบุรีรัมย์ปกป้องผืนป่าดงใหญ่เนื้อที่กว่า 5-6 แสนไร่ (สถาบันลูกโลกสีเขียว, 2561) หลังจากท่านได้พบเห็นการเผาทำลายป่าโดยกลุ่มอิทธิพล ข้าราชการระดับสูง และนายทุน ที่มุ่งเปลี่ยนผืนป่าธรรมชาติให้กลายเป็นไร่ยูคาลิปตัสและทุ่งมันสำปะรัง
เหตุการณ์ครั้งนั้นเป็นการต่อสู้ครั้งแรก ๆ ของประวีณ ที่ทำให้เขาได้เห็นภาพการต่อสู่ของชาวบ้านในภาคอีสานด้วยตาตัวเอง พร้อมทั้งได้เรียนรู้กลไกของ ‘โครงการจัดสรรที่ดินทำกินแก่ราษฎรผู้ยากไร้ในพื้นที่ป่าสงวนเสื่อมโทรม’ หรือ ‘คจก.’ ของรัฐบาลในขณะนั้น ซึ่งแม้ภาครัฐจะอ้างวัตถุประสงค์เพื่อปกป้องป่าด้วยการอพยพราษฎรที่ถูกตราหน้าว่า “บุกรุก” ออกจากป่า แล้วมอบที่ดินเสื่อมโทรมให้ทำกินทดแทนกับ “ผู้ยากไร้” แต่โครงการนี้ก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นเพียงข้ออ้างในการเอื้อประโยชน์และมอบสัมปทานผืนป่าแก่นายทุน (ilaw, 2562)

หลังจากเก็บเกี่ยวบทเรียนจากภาคอีสาน ประวีณได้เดินทางกลับมาขับเคลื่อนกระบวนการในภาคใต้บ้านเกิด โดยมุ่งศึกษาผลกระทบจากเขื่อนรัชชประภา เขื่อนอเนกประสงค์ที่จุดมุ่งหมายเพื่อการผลิตไฟฟ้า เสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้แก่คนใต้ ทว่าในอีกมุมหนึ่ง สิ่งก่อสร้างมหึมานี้กลับเบียดชาวบ้านออกจากที่ดินทำกินดั้งเดิม และจัดสรรที่ดินบริเวณใต้เขื่อนที่ ณ ขณะนั้นไร้ระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานรองรับให้แก่ชุมชน
ประสบการณ์และการคลุกคลีในพื้นที่ตั้งแต่สมัยศึกษาในชั้นปริญญาตรี ได้จุดประกายให้ประวีณหันมาสนใจประเด็นสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง จนนำไปสู่การศึกษาต่อในระดับปริญญาโทสาขาการวางแผนยุทธศาสตร์ และปริญญาเอกสาขานักพัฒนาสังคม ควบคู่ไปกับการทำงานในองค์กรพัฒนาเอกชน หรือ NGO โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการปกป้องสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติในท้องถิ่น โดยมีชุมชนและคนท้องถิ่นเป็นแกนกลาง
ที่ทำสิ่งแวดล้อมเพราะเรื่องสิ่งแวดล้อมมันตอบโจทย์ในทุกเรื่องทรัพยากรตอบโจทย์ความหลากหลายทางชีวภาพ เศรษฐกิจฐานราก ความมั่นคงทางอาหาร และภัยพิบัติ อย่างอุทกภัย และน้ำป่าไหลหลาก และเรื่องที่ 5 ที่เรากำลังเคลื่อนกันอยู่คือ การเปลี่ยนผ่านพลังงาน
ทรัพยากรของคนใต้ และการเปลี่ยนผ่านพลังงาน
แต่เดิมผมก็เป็นเพียงผู้บริโภคพลังงานนะ […] ก้าวแรกที่เราทำงาน NGO เราเริ่มจากการทำงานกับพี่น้องประมงชายฝั่ง
ประวีณเล่าย้อนถึงจุดเริ่มต้นก่อนจะเข้าสู่เส้นทางสาย NGO ซึ่งเริ่มจากการทำงานร่วมกับเครือข่ายพี่น้องประมงชายฝั่ง ที่มุ่งเน้นการปกป้องทรัพยากรธรรมชาติ ทว่าภารกิจปกป้องทรัพยากรไม่อาจทำได้ หากพื้นที่มีการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ซึ่งนั่นเองคือสิ่งที่เกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2552 เมื่อการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟฝ.) ล็อคเป้าจังหวัดสุราษฎร์ธานีเป็นหนึ่งใน 14 พื้นที่เป้าหมายสำหรับโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ (Sanook, 2552)
ตอนนั้นรัฐ มีแนวคิดที่จะสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ตำบลคันธุลี อำเภอท่าชนะ จังหวัดสุราษฏร์ธานี และที่อำเภอละแม จังหวัดชุมพร ผมจึงไปร่วมกับพี่น้องที่ขับเคลื่อนเรื่องสิ่งแวดล้อมต่อต้าน
ประวีณ อธิบายว่า ในฐานะที่เขาขับเคลื่อนงานด้านทรัพยากรประมงชายฝั่ง โดยมีตำบลคันธุลี เป็นหนึ่งในพื้นที่ปฏิบัติการ หากมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เข้ามา จะเกิดผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมของพี่น้องอในพื้นที่อย่างมหาศาล
ส่วนที่สองคือ เราเห็นผลกระทบที่เกิดขึ้นจากอุบัตเหตุโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ทั่วโลก […] แต่ไทยนี่แปลก กลับมาสนับสนุน รณรงค์ หาพื้นที่เผยแพร่ข้อมูล อย่างน้อยที่สุด พี่น้องเราต้องเสียพื้นที่ทำกินทั้งบนบกและในทะเล และแม้ว่าจะชดเชยเยียวยาเท่าไหร่ ก็ไม่มีทางจะหาจุดคุ้มทุนได้ โดยเฉพาะการทำอาชีพประมง ซึ่งจะหายไปเลยจากคันธุลี
ประวีณชี้ให้เห็นถึงความสูญเสีย และตั้งคำถามถึงแนวทางของกลุ่มผู้สนับสนุนการสร้างโรงไฟฟ้า ซึ่งไม่ใช่เพียงโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เท่านั้น แต่ยังรวมถึงขบวนการผลักดันโครงการโรงไฟฟ้าก๊าซฟอสซิลที่ตามมาในอีกไม่กี่ปีให้หลัง ซึ่งมักใช้วิธีการ ‘ให้ข้อมูลด้านเดียว’ เพื่อจูงใจให้ชุมชนยอมรับและเห็นชอบกับโครงการ

เพื่อรับมือกับความท้าทายนี้ ประวีณและภาคีเครือข่ายจึงร่วมกันเดินสายจัดกระบวนการเรียนรู้ให้ชุมชน โดยนำทักษะและกระบวนการเรียนรู้จากวิทยาลัยครูมาประยุกต์ใช้ เพื่อให้ข้อมูลแก่ชุมชนถึงผลกระทบต่อวิถีชีวิต เศรษฐกิจ และการทำประมงในระดับพื้นที่ ทั้งในอำเภอท่าชนะและพื้นที่ใกล้เคียง ข้อมูลความเสี่ยงรอบด้านเหล่านี้คือสิ่งที่มักจะ ‘ตกหล่น’ และถูกละเลยระหว่างทาง เมื่อหน่วยงานผู้ผลักดันโรงไฟฟ้าเดินทางจากเมืองใหญ่มาพร้อมแผนพัฒนาภาคใต้ โดยหลงลืมไปว่ากำลังลดทอนให้คนใต้เป็นเพียงตัวประกอบฉาก
เราต้องทำนะ เพราะผลกระทบ [จากโรงไฟฟ้า] นี่หากเกิดแล้ว จะเกิดยาวเลย ทุกคนเมื่อมีการรับรู้ ก็มีความตื่นตัว และลุกขึ้นมาเรียกร้องกับรัฐบาลให้มายุติเรื่องนี้ พี่น้องช่วยกันเรียกร้อง จนสุดท้ายโครงการนี้ก็ไม่สามารถดำเนินการในพื้นที่ได้
สังเวียนข้อมูล จากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ สู่โรงไฟฟ้าก๊าซฟอสซิล และหมุดหมาย ‘แลนด์บริดจ์’ ?
12 ปีหลังจากชาวสุราษฎร์ร่วมแรงร่วมใจขับไล่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ออกไปจากบ้านเกิดสำเร็จ รัฐบาลไทยได้บรรจุแผนการก่อสร้างโรงไฟฟ้าก๊าซฟอสซิลลงในแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้า (Power Development Plan: PDP) ฉบับปี 2564 ทว่าสิ่งที่ไม่เปลี่ยนไปคือกลวิธีของภาครัฐในการให้ข้อมูลกับคนในพื้นที่ด้วยเรื่องเล่าและมายาคติชุดเดิม
หลังมีการรับฟังไป 1-2 ครั้ง เราก็เห็นว่าการให้ข้อมูลไม่ได้ต่างจากเดิม นั่นคือ พยายามผลักดันให้โรงไฟฟ้าสามารถเกิดขึ้นได้

แผนการครั้งนี้ตั้งใจจะจัดตั้งโรงไฟฟ้าก๊าซฟอสซิลที่ตำบลเขาหัวควาย อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยมักถูกนำเสนอภายใต้ชื่อก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงหลัก ซึ่งจะส่งผ่านท่อมาจากอำเภอขนอม จ.นครศรีธรรมราช หรือแหล่งดอนสัก จ.สุราษฎร์ธานี และใช้น้ำมันดีเซลเป็นเชื้อเพลิงสำรอง (คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ, 2564)
เขาบอกว่า ถ้ามีการสร้างโรงไฟฟ้าที่นี่ พี่น้องเราจะมีความมั่นคงทางพลังงาน พี่น้องเราจะได้ใช้ไฟฟ้าที่ราคาถูกลง ซึ่งในความเป็นจริง ระบบกระบวนการจำหน่ายเนี่ย มันเป็นจริงไม่ได้ เพราะค่าไฟฟ้าถูกกำหนดไว้ในโครงสร้าง มีกกพ. (คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน) ซึ่งมีกำเกณฑ์ชี้ชัดไว้อยู่แล้ว
เขากล่าวเสริมว่า สายส่งไฟฟ้าในภาคใต้จะนำกระแสไฟฟ้าจากโรงผลิตมุ่งตรงไปยังศูนย์กลางการกระจายไฟฟ้า หรือ ‘ฮับ’ (Hub) ที่จังหวัดตรัง ก่อนจะจ่ายกระแสไฟกลับมายังบ้านเรือนประชาชน ดังนั้นการมีโรงงานผลิตไฟฟ้าจากก๊าซฟอสซิลตั้งอยู่เยื้องหน้าบ้าน จึงไม่ได้ช่วยให้ค่าไฟของคนในพื้นที่ถูกลงแต่อย่างใด เพราะไฟฟ้าไม่ได้เดินทางตรงเข้าสู่ครัวเรือนรอบที่ตั้งโงไฟฟ้าโดยตรง
นอกจากนี้ ข้อโต้แย้งเรื่องความมั่นคงทางพลังงานยังย้อนแย้งกับข้อเท็จจริงที่ว่าประเทศไทยมีไฟฟ้าสำรองล้นระบบอยู่แล้ว (ประเทศไทยมีกำลังผลิตไฟฟ้าสำรองอยู่ที่49,571.79 เมกะวัตต์ หรือคิดเป็น 43.92% ของความต้องการไฟฟ้าสูงสุด JustPow, 2567) ประวีณชี้ให้เห็นว่า ภาคใต้จึงไม่มีความจำเป็นต้องมีโรงไฟฟ้าเพิ่มเติมแต่อย่างใด
ถ้าเราเอาข้อมูลปัจจุบันมาดู ประเทศเราสำรองไฟฟ้าอยู่ที่ราว 40-50% สูงกว่ากำลังการใช้ไฟจริง พี่น้องเราเขาต้องรู้ว่า พลังงานสำรอง ไฟฟ้าสำรอง มันกลายเป็นภาระทางเศรษฐกิจของผู้ใช้พลังงานแทบทุกครัวเรือน ทั้งทางตรงและทางอ้อม ทางตรงคือค่า Ft ที่ต้องจ่าย ส่วนทางอ้อมคือ ราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้น ต้นทุนการผลิตที่เพิ่ม

ประเด็นต่อมาคือ การสร้างงาน ซึ่งประวีณตั้งคำถามสำคัญว่าการเปลี่ยนพื้นที่ประมงและเกษตรกรรมอันอุดมสมบูรณ์ให้กลายเป็นเขตอุตสาหกรรมเป็นแนวคิดที่ถูกต้องแล้วหรือไม่? เมื่อที่ข้อมูลจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ปี 2565 ชี้ว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด (GPP) ของจังหวัดสุราษฎร์ธานีมาจากภาคการเกษตร ป่าไม้ และประมง กว่าร้อยละ 23.1 คิดเป็นมูลค่า 370,860 บาทต่อหัว ซึ่งเป็นสัดส่วนที่มากที่สุดในทุกหมวดหมู่ การนำจุดแข็งด้านความอุดมสมบูรณ์ของจังหวัดไปแลกกับการโครงการใหญ่ที่หวังผลด้านอุตสาหกรรมเป็นเรื่องน่าเคลือบแคลงว่า ท้ายที่สุดแล้วผู้ที่ได้รับผลประโยชน์คือพี่น้องชุมชนจริงหรือไม่
ความยากคือ มายาคติที่ถูกสร้างขึ้นมาเรื่อย ๆ ตลอดหลายปีที่ผ่านมาว่า ไม่ว่าจะเป็นความเชื่อว่าโครงการเหล่านี้สามารถสร้างรายได้ให้ชุมชน หรือทำให้ค่าไฟฟ้าถูกลง มายาคติแบบนี้เราสามารถลบล้างด้วยข้อมูล ในขนะเดียวกัน เมื่อชุมชนไม่เห็นด้วยกับกระบวนการพัฒนาการแบบนี้ รัฐก็ต้องมีทางเลือกให้ชุมชน และสิ่งที่ภาคประขาชนทกำลังทำอยู่ในภาคใต้ตอนนี้ คือการเปลี่ยนแปลงพลังงาน จาก ก๊าซ น้ำมัน ถ่านหิน มาเป็นพลังงานหมุนเวียน ที่ชุมชนสามารถเข้าถึงได้ นั่นคือพลังงานโซลาร์
นอกจากการต่อสู้ทางความคิดเพื่อทลายมายาคติแล้ว การต่อสู้กับกลุ่มทุนขนาดใหญ่และผู้มีอิทธิพล ก็เป็นอีกบททดสอบที่ประวีณและอีกหลายคนในกลุ่มคนทำงานภาคประชาสังคมด้านสิ่งแวดล้อมยังคงต้องแบกรับร่วมกันอย่างไม่ย่อท้อ
อุปสรรคและความเสี่ยงบนเส้นทางของนักเคลื่อนไหว
ประวีณถอดบทเรียนว่า “อุปสรรค” ในการทำงานขับเคลื่อนด้านสิ่งแวดล้อมมีอยู่ด้วยกัน 3 มิติหลัก
อุปสรรคประการแรกคือ การต่อสู้กับกลุ่มทุนพลังงาน ซึ่งสามารถผูกขาดนโยบายส่วนกลาง และแผ่อิทธิพลครอบงำเครือข่ายในระดับท้องถิ่น ส่งผลให้ภาครัฐมักออกนโยบายที่เอื้อประโยชน์ให้แก่กลุ่มทุนเหล่านี้เข้ามามาดำเนินโครงการ นอกเหนือจากนโยบายรัฐ ในระดับพื้นยังมีกลุ่มนักลงทุนที่พร้อมจะกว้านซื้อที่ดินในราคาสูง เพื่อจูงใจให้ชาวบ้านยอมขายที่ดินเดิมโดยคิดว่าจะสามารถนำเงินไปซื้อที่ดินผืนใหม่ในบริเวณอื่นได้มากขึ้น ซึ่งปรากฏการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นทั่วไปรวมถึงในอำเภอท่าชนะ แม้ว่ากระแสการผลักดันโรงไฟฟ้าก๊าซฟอสซิลจะดูเงียบลงในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แต่การกว้านซื้อที่ดินในลักษณะนี้ที่ยังมีอยู่มาก สะท้อนว่าความเป็นไปได้ที่ ‘ผีพลังงานฟอสซิลจะกลับมา’ ยังคงเกิดขึ้นได้เสมอ

อุปสรรคประการที่สองคือ การสร้างความรู้ความเข้าใจกับชุมชน เพื่อให้ตระหนักว่าเรื่องโรงไฟฟ้าฟอสซิลไม่ใช่เรื่องไกลตัว “ถ้าโครงการเหล่านี้เกิดขึ้น ย่อมส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิต 100 เปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าเราให้ข้อมูลและจัดการให้ชาวบ้านได้รู้เท่าทันตั้งแต่ต้น ชุมชนก็จะเกิดพลังในการปกป้องตนเองและเลือกที่จะไม่ขายที่ดินให้กลุ่มทุน”
อุปสรรคประการที่สาม ซึ่งละเอียดอ่อนและรุนแรงที่สุดคือ การสร้างความแตกแยกในหมู่ประชาชน ประวีณมองว่านี่คือกลวิธีที่ถูกนำมาใช้ ‘เป็นเรื่องปกติ’ ทว่ามีผู้นำท้องถิ่นเป็นตัวแปรสำคัญ หากผู้นำชุมชนเอนเอียงไปฝั่งกลุ่มทุนมากกว่าผลประโยชน์ของชาวบ้าน ความขัดแย้งในพื้นที่จะยิ่งทวีความรุนแรงและกลายเป็นรอยร้าวลึกในระยะยาว
มีครั้งหนึ่งโดนคที่ไม่เห็นด้วยเข้ามาต่อย รุมกันหลายคนเลยล่ะ เป็นคนรู้จักกันซะด้วยนะ […] เนอะ ไม่น่าทำกันแบบนี้เลย
ประวีณเล่าย้อนอดีตพลางหัวเราะอย่างอารมณ์ดี
นั่นเป็นการถูกทำร้ายร่างกายเพียงครั้งเดียวที่เขาเคยเผชิญ สมัยยังเป็นนักศึกษาที่ออกมาเคลื่อนไหวคัดค้านโครงการเขื่อนรัชชประภา ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของชาวบ้านอย่างมหาศาล และเป็นบาดแผลเรื้อรังที่แม้เขื่อนจะสร้างแล้วเสร็จมาเกือบ 40 ปีแล้ว ชาวบ้านที่ถูกไล่ที่ในขณะนั้น บางส่วนก็ยังคงไม่มีที่ดินทำกินใหม่จนถึงทุกวันนี้ (ข้อมูลจากกิจกรรมแลกเปลี่ยนความเห็นในงาน ‘วิกฤติสงคราม วิกฤติพลังงาน และทางออกของคนใต้’ จัดโดยกรีนพีซและเครือข่าย, 2569)
แน่นอนว่าการเดินหน้าขัดผลประโยชน์ของผู้มีอิทธิพล ย่อมทำให้ชีวิตของนักเคลื่อนไหวตกอยู่ในสภาวะสุ่มเสี่ยง ดร.ประวีณเผยว่าเขาไม่สามารถนับจำนวนสายโทรศัพท์ที่โทรเข้ามาหาได้ ทั้งสายจาก “ผู้ประสงค์ดี” ที่โทรมาเตือน และ “ผู้ประสงค์ร้าย” ที่โทรมาข่มขู่คุกคามความปลอดภัย หรือบางครั้งก็มาในรูปแบบการเสนอผลประโยชน์เป็นตัวเงินเพื่อขอให้ยุติบทบาท
นอกจากการโทรศัพท์มาข่มขู่หรือเจรจา บางครั้งก็มีนัดไปกินข้าวเพื่อพูดคุยกับคนในพื้นที่ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ซึ่งเราต้องระมัดระวังตัวอย่างมาก หรือเวลาลงพื้นที่ไปจัดเวทีพูดคุยกับชาวบ้าน รถของเราก็เคยโดนเจาะยาง ปล่อยลมล้ออยู่บ่อยครั้ง จนต้องคอยระวังและหาเพื่อนพ้องเดินทางไปด้วยกัน ตลอดเส้นทางการต่อสู้นี้ถามว่ารู้สึกไม่ปลอดภัยไหม… ก็รู้สึกอยู่ตลอด แต่มันเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องทำเพื่อปกป้องบ้านเกิด
ดร.ประวีณ กล่าวทิ้งท้าย
ยิ้มกลางสายฝน ก้าวไปข้างหน้าเพราะเชื่อว่าต้องมีวันแห่งความสำเร็จ
ยามฝนหลั่ง เมฆบังบดทิวเขา ยามเห็นเจ้า เปียกปอนตอนใกล้สาง
พบคนจริง ยิ่งยงคู่คงเส้นทาง เห็นผู้สร้าง ความทรงจำมิเลือนจากใจ
ยืนหยัดทนง คู่คงเส้นทางยืดเยื้อ ยิ้มเพื่อ ความฝันใกล้บรรลุชัย
-ส่วนหนึ่งจากเพลง ยิ้มกลางสายฝน, หงา คาราวาน

เคยฟังเพลงยิ้มกลางสายฝนไหม
เคยฟังเพลงยิ้มกลางสายฝนไหม” ดร.ประวีณ เอ่ยถามผู้สัมภาษณ์ หลังถูกตั้งคำถามว่า บนเส้นทางทั้งที่เหนื่อยล้าและเต็มไปด้วยเสี่ยง ทำไมเขาถึงไม่เคยหยุดก้าวเดินเลยตลอดระยะเวลา 30 กว่าปีที่ผ่านมา
พี่นี่เคยยิ้มกลางสายฝนนะ ยิ้มเพราะความสุขจากการทำงาน เพราะว่างานที่เราทำไปมันตรงกับสิ่งที่ชุมชนต้องการ ไม่ว่างานจะหนักแค่ไหน พี่ก็มีความสุข
ดร.ประวีณกล่าว ก่อนหยาดฝนจะเริ่มหลั่งออกมาจริง ๆ ระหว่างการสัมภาษณ์ เขายืนยันด้วยรอยยิ้มว่าหยดน้ำบนใบหน้านั้นไม่ใช่คราบน้ำตา หากแต่คือความตื้นตันใจ
นักกิจกรรมวัย 55 ปี ยิ้มกลางสายฝนอยู่ครู่หนึ่ง เมื่อก้อนความตื้นตันจางลง เขาจึงเริ่มพาผู้สัมภาษณ์ย้อนเวลากลับไปถึงเหตุการณ์เมื่อราว 30 ปีก่อน ตอนที่เขาเพิ่งก้าวเข้าสู่แวดวงงานพัฒนาใหม่ ๆ เพื่อต่อสู้กับนโยบายของรัฐบาลที่พยายามโยกย้ายพี่น้องชุมชนออกจากบ้านเกิด ที่เผอิญถูกประกาศทับซ้อนให้เป็นพื้นที่อุทยาน
“วันหนึ่งพี่แบกหนังสือลังใหญ่มาก หนักหลายโล อาจจะถึงสิบเดินขึ้นเขา ลงเขา ระยะทาง 2-3 กิโลฯ น่ะ เดินก็ประมาณ 2 ชั่วโมงได้ ไปกัน 2-3 คน เป็นคนจากชุมชนเอง ตอนนั้นฝนตกหนัก เราก็แบกลังหนังสือใหญ่เดินขึ้นเขา แล้วก็นึกว่า ‘เรามาทำอะไรตรงนี้’”
แต่สิ่งที่ทำให้เราก้าวต่อไปคือ นี่คือสิ่งที่เราต้องทำ เพราะถ้าเราไม่ทำ มันจะมีอะไรอีดเยอะแยะมากมายที่จะเกิดขึ้นกับพี่น้องของเรา ถ้าเขาได้รู้ข้อมูลที่เรากำลังพาไป มันจะปลดล็อคเขาได้
ดร.ประวีณกล่าว ยังคงยิ้มกลางสายฝน
พอไปถึงมีคนคอยเราอยู่เต็ม เขาก็ลุ้นว่าพอฝนตกเราจะไปตามที่บอกไหม บางคนก็คิดว่าเราคงไม่ไปแล้ว บางคนชะเง้อคอมอง พอไปถึง เราก็เริ่มกระบวนการเลย เริ่มสอนหนังสือ ให้ข้อมูลกับชุมชนเลย
ชุมชนในวันนั้นคือ ชาวบ้านหมู่ 15 ตำบลตะกุก อำเภอวิภาวดี จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งผลลัพธ์จากการต่อสู้ในครั้งนั้น ทำให้ชุมชนไม่ถูกขับไล่หรืออพยพย้ายถิ่นฐาน เพราะชุมชนสามารถพิสูจน์ได้ว่า วิถีชีวิตและเกษตรกรรมของพวกเขาไม่ได้ทำลายสิ่งแวดล้อม แผนการอพยพชุมชนของรัฐบาลในพื้นที่นั้นจึงเป็นอันยกเลิกไป
เส้นทางของประวีณที่ผ่านมา ประสบความสำเร็จหลายครั้งในขบวนการที่เขาเข้าร่วม ทั้งการปกป้องสิทธิของพี่น้องหมู่ 15 การคัดค้านโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่คันธุลี รวมถึงอนุรักษ์ทรัพยากรชายฝั่งจนได้เห็นความอุดมสมบูรณ์ของกุ้ง หอย ปู ปลาในแหล่งน้ำธรรมชาติ และเห็นเกษตรกรมีผลผลิตเลี้ยงชีพ สิ่งเหล่านี้ยังคงหล่อเลี้ยงรอยยิ้มของเขา แต่ขณะเดียวกัน มันก็เป็นสิ่งที่บอกเขาว่า “ยังหยุดไม่ได้”
ความสำเร็จในตอนนี้ยังเป็นความสำเร็จเล็ก ๆ ยังเป็นความสำเร็จเฉพาะเวลาหนึ่ง ในระยะยาว [คุณประวีณ] ก็ต้องทำต่อไปเรื่อย ๆ ถ้ายังมีแรง […] การเปลี่ยนแปลงมันเกิดขึ้นตลอดเวลา ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในชั่วชีวิตเรา แต่สิ่งที่เราทำตอนนี้เป็นพื้นฐานของคนรุ่นต่อไป สิ่งที่เราทำตอนนี้เป็นพื้นฐานของคนรุ่นต่อไป

ที่สู้อยู่ก็เพราะเห็นอนาคต
ทางเลือกสู่อนาคต พลังงานหมุนเวียนที่สะอาดที่ชุมชนเป็นเจ้าของ
ดร.ประวีณ เน้นย้ำว่า การลุกขึ้นมาคัดค้านโครงการพลังงานฟอสซิลของภาคประชาชนนั้น ไม่ใช่การปฏิเสธอย่างไร้ทางเลือกหรือทางออก หากแต่เขาและภาคีเครือข่ายกำลังพยายามสร้าง “ทางออกที่เป็นรูปธรรม” ด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งเป็นทางเลือกด้านพลังงานสะอาดที่ปลอดภัยและยั่งยืนอย่างแท้จริง
หนทางที่เป็นรูปธรรมก็คือ ให้ชุมชนเป็นทั้งผู้ผลิต ผู้บริโภค และผู้จำหน่ายด้วย โครงสร้างแบบนี้ต้องสร้างกระบวนการเรียนรู้ต่อ และมีกลไกรัฐมาสนับสนุน เช่น ราคาอุปกรณ์ เทคโนโลยี วัสดุ น่าจะต่ำลง รัฐฯ น่าจะมีกองทุนนะ และกลไกรับซื้อไฟฟ้าจากพี่น้องเราในระดับครัวเรือน ถ้ากลไกแบบนี้เกิดขึ้นได้จริง พี่น้องเราจะเป็นผู้ประกอบการที่สำคัญได้
ปัจจุับน เครือข่ายภาคประชาสังคมในสุราษฎร์ฯ ได้ร่วมกันขับเคลื่อนจนเกิดพื้นที่ต้นแบบใน 4-5 ตำบล ที่มีการติดตั้งโซลาร์เซลล์ในที่สาธารณะ บ้านเรือน และพื้นที่แปลงเกษตร ซึ่งเขาเรียกว่า เป็นความสำเร็จอีกก้าวหนึ่ง และต้องผลักดันต่อไปให้ขยายวงกว้างออกไปเรื่อย ๆ
นอกจากการสร้างโมเดลต้นแบบในพื้นที่แล้ว การขับเคลื่อนเชิงนโยบายเพื่อเปลี่ยนผ่านพลังงานที่สะอาดและเป็นธรรมก็เป็นงานที่ต้องเดินหน้าต่อต่อ โดยอาศัยความร่วมมือและประสานกำลังกับองค์กรต่าง ๆ ตั้งแต่ระดับจังหวัด ระดับภูมิภาค ระดับประเทศ ไปจนถึงองค์กรระหว่างประเทศ เพื่อเสริมสร้างและแลกเปลี่ยนทรัพยากรร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่น องค์ความรู้ด้านกฎหมาย นวัตกรรมเทคโนโลยี หรือทุนสนับสนุน เพื่อร่วมกันถักทออนาคตพลังงานที่ผู้คนในท้องถิ่นเป็นผู้กำหนดชะตาชีวิตของตนเอง



