การนำเข้าถ่านหินมายังประเทศไทยเพิ่มปริมาณขึ้นในช่วงกลาง คริสตทศวรรษที่ 1990 โดยมีปริมาณสูงกว่าการใช้ถ่านหินทั้งหมดภายในประเทศนับตั้งแต่ปี 2557 เป็นต้นมา ในปี 2562 ไทยนำเข้าถ่านหินในปริมาณ 21.7 ล้านตัน คิดเป็นร้อยละ 60.8 ของการใช้ถ่านหินทั้งหมด 35 ล้านตันในปีนั้น

การใช้ถ่านหินนำเข้าในภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น โดยสัดส่วนการใช้ถ่านหินในภาคอุตสาหกรรม เพิ่มสูงขึ้นเมื่อเทียบกับภาคการผลิตไฟฟ้าจากร้อยละ 23 ในปี 2533 เป็นร้อยละ 39 ในปี 2562 ถ่านหินนำเข้าถูกใช้ในการผลิตปูนซีเมนต์มากที่สุด (ร้อยละ 61 ของถ่านหินนำเข้า ทั้งหมดในปี 2562) ที่เหลือเป็นอุตสาหกรรมอาหาร สิ่งทอ และอุตสาหกรรมอื่น ๆ โดยภาพรวม ในปี 2562 ถ่านหินนำเข้าถูกใช้ในภาคอุตสาหกรรมร้อยละ 62.7 และใช้ใน ภาค การผลิตไฟฟ้าของผู้ผลิตไฟฟ้าอิสระ (Independent Power Producers) ร้อยละ 37.3

Gathering Dust Report

การนำเข้าถ่านหินสู่ประเทศไทยแทบทั้งหมดเป็นการขนส่งทางทะเล ในปี 2562 ประเทศผู้ส่ง ออกถ่านหินมายังประเทศไทย คือ อินโดนีเซีย ออสเตรเลีย และรัสเซีย

บรรษัทสัญชาติไทยมีบทบาทแทรกซึมอยู่ในห่วงโซ่อุปทานถ่านหิน บริษัทเหล่านี้เป็นทั้ง เจ้าของเหมืองถ่านหินในประเทศที่ส่งออกถ่านหิน เช่น อินโดนีเซีย และออสเตรเลีย เป็นต้น เป็นบริษัทขนส่งและจัดจำหน่ายถ่านหินนำเข้าในประเทศไทย และเป็นทั้งผู้ใช้ถ่านหินนำเข้า ในกระบวนการผลิตทางอุตสาหกรรม บรรษัทข้ามชาติไทยที่มีบทบาทหลักนี้ประกอบด้วย บริษัท บ้านปู จำกัด(มหาชน) บริษัท ลานนารีซอร์สเซส จำกัด(มหาชน) (โดยมีบริษัท สยาม ซีเมนต์กรุ๊ป จำกัด(มหาชน) เป็นเจ้าของ) บริษัท เอ็นเนอร์ยี่ เอิร์ธ จำกัด (มหาชน) และบริษัท เอเชีย กรีน เอนเนอจี จำกัด(มหาชน) นอกจากการจัดจำหน่ายถ่านหินนำเข้าภายในประเทศ บริษัทเหล่านี้ยังจัดจำหน่ายถ่านหินนำเข้าไปยังอีกหลายประเทศ

การนำเข้าถ่านหินที่เพิ่มปริมาณมากขึ้น นี้สวนทางกับเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศ ขณะเดียวกัน ไทยเป็น หนึ่งในประเทศที่มีความเสี่ยงต่อวิกฤตสภาพภูมิอากาศ อันดับต้นๆ ของโลก มีการศึกษา ต่างๆ ที่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของพลังงานหมุนเวียน ของประเทศ (เช่น วิสัยทัศน์พลังงาน หมุนเวียน 100% ในภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ภายในปี 2593) ที่ระบุว่ามีค่าใช้จ่ายต่ำกว่าการใช้ ถ่านหินและก่อให้เกิดการจ้างงานเป็นจำนวนมาก

Solar Rooftop at Luang Suan Hospital in Thailand. © Greenpeace / Arnaud Vittet มีส่วนร่วม ×