การระบาดครั้งใหญ่ของไวรัสโควิด19 นอกจากจะส่งผลต่อสังคม เศรษฐกิจ และชีวิตความเป็นอยู่ของเราแล้ว ยังทำให้เรารู้จักกับสิ่งมีชีวิตเล็ก ๆ อย่างไวรัสมากขึ้น หลายคนถึงกับเกลียดและกลัวเชื้อโรคไป ซึ่งก็ไม่แปลกอะไร อาจจะค้านกับความรู้สึกของเรา แต่หากจะบอกว่าโลกใบนี้จะน่าอยู่ขึ้น หากไม่มีไวรัสและจุลชีพใดอยู่เลยจริงหรือไม่ .. ต้องขอตอบว่า ไม่จริง และหากคุณได้รู้จักกับจุลชีพต่าง ๆ มากขึ้นอีกนิด คุณจะอาจจะเปลี่ยนมุมมองว่า ไม่ใช่จุลชีพที่ร้ายไปเสียหมด แต่การเปลี่ยนแปลงความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศต่างหาก คือตัวการกระตุ้นให้เกิดโรคระบาด

ข้อมูลมากมายจากนักวิจัยและนักวิทยาศาสตร์ระบุชัดว่า โรคระบาดครั้งใหญ่ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา เช่น เอดส์ อีโบล่า หวัดนก และชาร์ส ไม่ได้จู่ ๆ ก็เกิดขึ้นตามช่วงเวลา แต่เป็นผลจากการกระทำและกิจกรรมของมนุษย์ต่อระบบนิเวศของสิ่งแวดล้อม หากเราไม่เริ่มทำความเข้าใจระบบนิเวศ และหันมาดูแลสิ่งแวดล้อมมากขึ้นตั้งแต่วันนี้ อาจส่งผลให้เกิดโรคอุบัติซ้ำและอุบัติใหม่ดังที่กรณีของไวรัส โควิด-19 

Prague seen during the shutdown due to Covid-19. 

The disease was first identified in December 2019 in Wuhan, the capital of China's Hubei province, and has since spread globally, resulting in the ongoing 2019–20 coronavirus pandemic.

สิ่งมีชีวิตขนาดเล็ก ลมหายใจของโลก

โรคภัยต่าง ๆ ถือเป็นภัยคุกคามหนึ่งอันเป็นผลกระทบจากสิ่งแวดล้อมที่ถูกทำลาย โดยองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุไว้ว่า ร้อยละ 60 ของโรคติดเชื้ออุบัติใหม่ที่ได้รับรายงานทั่วโลกนั้น เป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน โดยที่ในจำนวนจุลชีพก่อโรคจำนวน 30 เชื้อที่เกิดขึ้นในสามทศวรรษล่าสุดนั้น มีมากถึงร้อยละ 75 ที่มีจุดเริ่มต้นมาจากจุลชีพที่อยู่อาศัยในตัวสัตว์ และภายหลังติดต่อมาสู่คน

โรคติดต่อร้ายแรงจากสัตว์สู่คนเหล่านี้ข้อมูลจากปี 2555 เผยว่า ได้คร่าชีวิตคนทั่วโลกไปแล้วกว่า 2.2 ล้านคนต่อปี จากเชื้อจุลชีพร้ายเพียง 13 ชนิด (Reuters, 2012) แต่เชื่อหรือไม่ว่าเชื้อจุลชีพนั้นไม่ได้เลวร้ายไปเสียหมด แต่ประชากรหลากหลายสายพันธุ์ของจุลชีพประเภทต่าง ๆ อย่างไวรัสและแบคทีเรีย (ยังมีจุลชีพอื่นอีกแต่ในที่นี้ขอกล่าวเฉพาะแบคทีเรียและไวรัส) มีบทบาทสำคัญคือสร้างความสมดุลให้กับระบบนิเวศ และดำรงอยู่ได้ภายใต้ความสมดุลของระบบนิเวศเช่นกัน 

จุลชีพนั้นมีชีวิตอยู่ทุกหนทุกแห่งบนโลก แม้แต่ในที่ที่หนาวเย็นที่สุด ร้อนที่สุด มีสภาพเป็นกรด หรือพื้นที่อย่างท้องทะเลและผืนดิน ในดินนั้นมีสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กเหล่านี้อยู่อาศัยจำนวนมาก กล่าวได้ว่า ดินที่อุดมสมบูรณ์หนึ่งช้อนชา (หนึ่งกรัม) มีแบคทีเรียอาศัยอยู่ราว 1 พันล้านตัว และหลากหลายสายพันธุ์ บางชนิดมีหน้าที่เปลี่ยนไนเตรทในอากาศให้ต้นไม้นำไปใช้ได้ บ้างก็ย่อยสลายซากพืชซากสัตว์ บางชนิดก็มีความโรแมนติกสักหน่อย กับการสร้างกลิ่นหอมเย็นของไอดินหลังฝนตกให้สัตว์ประเภทแมลงขาปล้องต่าง ๆ มากินและผสมพันธุ์ สร้างความอุดมบูรณ์ในผืนดินเป็นวัฏจักรต่อไป

Tapajós river, next to Sawré Muybu Indigenous Land, home to the Munduruku people, Pará state, Brazil. Brazilian Government plans to build 43 dams in the Tapajós river basin. The largest planned dam, São Luiz do Tapajós, will impact the life of indigenous peoples and riverside communities. Mega-dams like these threaten the fragile biome of the Amazon, where rivers are fundamental to regeneration and distribution of plant species and the survival of local flora. Renewable energy, such as solar and wind, holds the key to Brazil’s energy future.

ในท้องทะเลเอง แบคทีเรียและไวรัสเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าแพลงก์ตอนด้วยเช่นกัน โดยกลุ่มไฟโตแพลงตอน (Phytoplankton) เป็นกลุ่มที่สังเคราะห์แสงและคาร์บอนไดออกไซด์ ผลิตเป็นออกซิเจนให้กับโลกของเราในสัดส่วนราวครึ่งหนึ่งของออกซิเจนทั้งหมด ต้องขอบคุณสิ่งมีชีวิตเล็ก ๆ เหล่านี้ในท้องทะเล แต่หากว่ากันด้วยเรื่องทะเล ไวรัสน่าจะเป็นขาใหญ่ประจำถิ่น ถือว่าเป็นสิ่งมีชีวิตที่หลากหลายที่สุดในทะเล โดยน้ำทะเลหนึ่งลิตรนั้นมีไวรัสอยู่อาศัยราว 1 หมื่นล้านตัว (มหาสมุทรครอบคลุมพื้นผิวโลกร้อยละ 65 ต้องลองคำนวนกันเล่น ๆ ดูนะคะ) แต่ไวรัสเหล่านั้นไม่ได้เป็นอันตรายต่อมนุษย์ แต่ไวรัสนั้นช่วยควบคุมประชากรแบคทีเรียในท้องทะเลไม่ให้มีมากเกินไป ตัวอย่างหนึ่งที่สร้างสีสันอันโรแมนติกให้กับผู้ที่มองเห็นก็คือปรากฏการณ์แพลงก์ตอนบลูม ที่ทำให้น้ำทะเลเปลี่ยนสี อาจเป็นสีฟ้า เขียว หรือแดง แต่หากเกิดเป็นระยะเวลานานย่อมไม่ดีแน่ เนื่องจากออกซิเจนในน้ำจะหมดไป อาจกลายเป็นเดดโซน (dead zone) หรือพื้นที่ที่ไม่มีสิ่งมีชีวิตใดอาศัยอยู่ได้ ดังนั้นบทบาทสำคัญของไวรัสในจุดนี้ คือควบคุมจำนวนประชากรแบคทีเรียในท้องทะเล

A gelatinous planktonic animal at 70 feet at night in the Sargasso Sea. Exact species in need of identification.
Greenpeace is on an expedition in the Sargasso Sea, a unique region in the North Atlantic Ocean that is home to a diverse array of marine life, including loggerhead and green sea turtles.
The journey, part of the "Protect the Oceans" year long tour, will see Greenpeace and University of Florida researchers team up to study the impact of plastics and microplastics on marine life and the importance that the Sargasso's drifting Sargassum seaweed habitat has for the development of juvenile sea turtles.

ไม่เพียงเท่านั้น การที่ไวรัสเข้าไปฝังตัวในดีเอ็นเอแบคทีเรียนั้นยังช่วยให้แบคทีเรียปรับตัวและอยู่รอดได้แม้ในสภาวะที่ยากจะดำรงชีวิต เช่น ในระดับที่มีธาตุอาหารต่ำในทะเล อุณหภูมิสูง  มีความเข้มข้นของสารเคมีสูง เป็นต้น 

อย่างไรก็ตาม ความรู้ของมนุษย์เกี่ยวกับจุลชีพยังมีจำกัด และเพิ่งเริ่มต้นในศตวรรษที่ 19 ที่ผ่านมาเท่านั้น แต่เพียงความรู้ที่มีอยู่นี้เราก็เริ่มรู้ว่า แม้จะมีขนาดเล็กจิ๋ว แต่ความสำคัญของจุลชีพนั้นมหาศาล และจำเป็นต่อสมดุลของระบบนิเวศ

สายสัมพันธ์ของโรคระบาดและระบบนิเวศ

ไม่ต่างจากผืนป่าและท้องทะเล แบคทีเรียและไวรัสก็เป็นสิ่งมีชีวิตประจำถิ่น (host) ในตัวของมนุษย์หรือสายพันธุ์สัตว์ชนิดใดชนิดหนึ่งเช่นกัน เช่นเดียวกับการที่ไวรัสอาจอาศัยอยู่ในแบคทีเรียได้ แต่จุลชีพเหล่านี้ไม่ได้มีความคิดซับซ้อนว่าจะมุ่งทำร้ายมนุษย์ หรือคร่าชีวิตใด บ้างก็อยากจะอาศัยอยู่กับโฮสต์ไปนาน ๆ จึงพยายามหลบหนีภูมิคุ้มกันและซ่อนตัวอยู่ในร่างกาย เป้าหมายที่แท้จริงของไวรัสคือการดำรงชีวิตและแพร่กระจายเผ่าพันธุ์ แต่การติดโรคของมนุษย์จากสัตว์นั้นเกิดขึ้นเพราะอะไร

ตามธรรมชาติแล้ว ไวรัสนั้นอาจอยู่อาศัยในสัตว์สายพันธุ์ใดสายพันธุ์หนึ่งโดยเฉพาะ อาจฝังอยู่ในยีน เติบโตและวิวัฒนาการมาพร้อมกับสัตว์ อาจทำให้สัตว์ตัวใดตัวหนึ่งป่วย หรือไม่ป่วยได้ตามภูมิคุ้มกันที่สัตว์ตัวนั้นมี ดังเช่น กรณีของค้างคาวที่มีไวรัสอย่างอีโบลา และโคโรนา อาศัยอยู่นั้น แนวโน้มที่จะส่งต่อไวรัสไปยังสัตว์ชนิดอื่นมีน้อยมาก เนื่องจากตามสัญชาติญาณแล้ว ค้างคาวไม่ได้เข้าใกล้หรืออยู่รวมกลุ่มกับสัตว์ชนิดอื่น แม้ว่านักวิทยาศาสตร์จะตรวจพบโคโรนาไวรัสมากถึง 3,200 สายพันธุ์ในค้างคาว แต่โดยปกติแล้วไม่มีอันตรายอย่างไรต่อมนุษย์ ที่ผ่านมามีสองสายพันธุ์เท่านั้นที่ก่อโรคร้ายแรงอย่างซาร์ส และโควิด-19  (Watts, 2020) แต่การถูกรบกวนถิ่นที่อยู่โดยมนุษย์ หรือนำมาใช้ประโยชน์โดยวิธีต่าง ๆ ของมนุษย์ ทำให้มีโอกาสง่ายขึ้นที่ไวรัสจะต้องการเอาชีวิตรอด และหาเป้าหมายใหม่ในการแพร่พันธุ์ ซึ่งในที่นี้เป้าหมายอาจจะเป็นมนุษย์ซึ่งอยู่ใกล้ชิดที่สุด

A bat flies over Um island, famous as Bats Island in Sorong, West Papua.

หากไม่รวม Covid-19 ที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน ลองย้อนดูความเชื่อมโยงของโรคอุบัติใหม่หรืออุบัติซ้ำในช่วงตั้งแต่ปี 2000 (พ.ศ.2543) เป็นต้นมา ว่าเชื่อมโยงกับระบบนิเวศที่ถูกทำลายอย่างไรบ้าง

HIVs (เอดส์) : โรคติดต่อจากไวรัสนี้นักวิทยาศาสตร์ได้ย้อนกลับไปถึงที่มาดั้งเดิมว่ามาจากลิงสายพันธ์ุชิมแปนซีในคาเมรูน ซึ่งพบว่ามีการติดเชื้อไวรัสชนิดใกล้เคียงกัน (ชื่อว่าไวรัส SIVs) ออกลักษณะอาการของโรคคล้ายเอดส์ ในช่วงนั้นสัตว์ชนิดนี้ถูกล่าเพื่อเอาเนื้อ และเป็นไปได้ว่าการติดเชื้อนั้นอาจเกิดจากการปนเปื้อนของเลือดในขั้นตอนการฆ่าและชำแหละ 

SARS-CoV 2003 : นักวิทยาศาสตร์ได้ตรวจสอบหาต้นตอของที่มาโคโรนาไวรัสสายพันธุ์นี้ ซึ่งผลพบว่า เจอไวไรโคโรนาสายพันธุ์ใกล้เคียงกันในสัตว์ที่ถูกนำมาขายในตลาดสัตว์ที่มณฑลกวางตุ้ง โดยพบลักษณะเชื้อที่ตรงกันถึงร้อยละ 98.8% ในอีเห็นเครือ  (Y. Guan, 2003) แต่ภายหลังทราบที่มาที่แท้จริงว่าสัตว์ที่เป็นที่อยู่ของเชื้อไวรัสนี้มาจากค้างคาว ทำให้นักวิทยาศาสตร์สันนิษฐานว่า การที่นำสัตว์ต่างสายพันธุ์มารวมกันอย่างแออัดในตลาดค้าเนื้อสดนั้น ทำให้การติดเชื้อไวรัสข้ามสายพันธุ์เกิดขึ้น และเป็นชนวนทำให้แพร่ระบาด

อีกหนึ่งตัวอย่างของการติดเชื้อข้ามสายพันธุ์อันเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงของมนุษย์ และเกี่ยวข้องกับค้างคาวเช่นกัน คือเหตุการณ์โรคระบาดในหมูที่มาเลเซียเมื่อปี 1997 (พ.ศ. 2540) และทำให้เกษตรกรติดเชื้อไข้สมองอักเสบ (Encephalitis) โชคดีที่เชื้อนี้ไม่ได้ติดต่อระหว่างมนุษย์ได้โดยตรง ท้ายที่สุดก็จบลงด้วยการฆ่าหมูไปทั้งสิ้นกว่าล้านตัวในปี 2542เกือบเป็นจุดจบของอุตสาหกรรมเนื้อหมู ไวรัสนี้ถูกตั้งชื่อว่า Nipah ตามหมู่บ้านที่เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น 

A vulnerable micro-bat is released after being recorded for a biodiversity study in the Leard State Forest in Northwest New South Wales near the mining town of Boggabri. The forest is the largest vegetation remnant left on the Liverpool Plains and is home to 396 flora and fauna species including 34 threatened species.

เกี่ยวกับค้างคาวอย่างไร? นักวิทยาศาสตร์ได้ตรวจสอบย้อนกลับไปหาสาเหตุของไวรัสเช่นกัน และพบว่าเกี่ยวข้องกับฝูงค้างคาวที่ถูกทำให้ไร้บ้านอันเป็นผลมาจากการทำลายป่าในท้องถิ่น โดยเมื่อไม่มีป่า ค้างคาวจึงย้ายมาอาศัยที่ต้นไม้ใกล้กับฟาร์มหมู และไวรัสนั้นแพร่สู่หมูผ่านทางมูลค้างคาว จากนั้นจึงส่งเชื้อต่อจากหมูยังเกษตรกรและแรงงาน ซึ่งเดิมทีนั้นความหลากหลายทางชีวภาพของทั้งสัตว์ใหญ่และจุลชีพหลายสายพันธุ์เป็นสิ่งที่ช่วยรักษาสมดุล ไม่ได้ทำให้ไวรัสจากมูลค้างคาวสามารถแพร่กระจาย

อีโบลา 2014 : แม้จะยังไม่สามารถสรุปได้ชัดเจน แต่การคาดเดาจากหลายงานวิจัยของนักวิทยาศาสตร์พบว่าสถานการณ์ต้นเหตุของอีโบลานั้นเชื่อมโยงกับการทำลายป่าของแอฟริกาที่เกิดขึ้นต่อเนื่องก่อนหน้าการระบาดของโรคสองปี (Olivero et al, 2017) โดยการทำลายป่านี้ทำให้ฝูงค้างคาวต้องย้ายถิ่นฐานขยับเข้าใกล้เมืองที่มนุษย์อยู่มากขึ้น บ้างก็สันนิษฐานว่ามาจากกอริล่า ซึ่งการทำลายป่านั้นดำเนินการเพื่อค้าไม้ รวมถึงกระบวนการเกษตรเชิงอุตสาหกรรมที่มีการเผา จนกระทั่งเมื่อปี 2014 (พ.ศ. 2557) นั้นเหลือพื้นที่ป่าเพียงร้อยละ 4 (Plumer, 2014)  

Zika 2016 : ยุงลาย เป็นพาหะสำคัญของไวรัสซิก้า ซึ่งเป็นพาหะนำโรคชนิดเดียวกับไวรัสไข้เลือดออกเดงกี่และไข้เลือดออกชิคุนกุนย่า โดยปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดการแพร่เชื้อนั้นนักวิทยาศาสตร์ก็เชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ป่าของแอมะซอนอีกเช่นกัน “การทำลายป่าเพื่อเป็นทุ่งเลี้ยงสัตว์และเกษตรเชิงอุตสาหกรรมนั้นเป็นปัจจัยหลักในการก่อโรคระบาดในภูมิภาคแอมะซอน โดยการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินเกินขึ้นกินอาณาบริเวณกว้างและเชื่อมโยงกับสาเหตุการก่อโรคติดต่อโดยตรง เช่น การสูญเสียพื้นที่ป่า และการคุกคามของมนุษย์ในพื้นที่ป่า ซึ่งปัญหาเรื่องสาธารณสุขและสุขอนามัยนั้นยิ่งทำให้ปัญหานี้เลวร้ายขึ้น” (An. Acad. et al., 2020)

ยุงเป็นพาหะส่งต่อเชื้อไวรัสจากลิงแสมไปยังมนุษย์ผู้ที่เข้าไปใกล้ชิดในบริเวณป่า ไม่ว่าจะเป็นการทำลายป่า ล่าสัตว์ หรือการเลี้ยงปศุสัตว์ และวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่ทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกสูงขึ้น และการขยายตัวของเมืองและความแออัดของที่อยู่อาศัยของมนุษย์ยิ่งเป็นปัจจัยทำให้แมลงรำคาญอย่างยุงเพิ่มจำนวนได้ง่ายเพียงแค่มีน้ำขัง 

หวัดนก: โรคหวัดนกเป็นโรคระบาดที่อุบัติซ้ำหลายครั้ง แทบจะพบเห็นได้ทุกปีในระยะหลัง  แม้ว่าจะไม่ระบาดระหว่างมนุษย์เท่าใดนัก (มีผู้เสียชีวิตจากหวัดนกกว่า 300 ราย ในปี 2556) แต่ปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดโรคระบาดที่ส่งผลมาถึงมนุษย์นั้นก็คือการเปลี่ยนแปลงถิ่นที่อยู่ของสัตว์ การทำลายป่า และวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่ทำให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้น ส่งผลต่อเส้นทางการบินอพยพของนกหรือเป็ดป่าที่มีเชื้อไวรัสอาศัยอยู่ในตัว ขยับเข้าใกล้กับมนุษย์หรือใกล้กับฟาร์มปศุสัตว์ โดยการทำฟาร์มปศุสัตว์ขนาดอุตสาหกรรมนั้นมีการเลี้ยงสัตว์ปีกรวมกันจำนวนมาก ส่งผลต่อความเครียดและสุขภาพของสัตว์ ทำให้ภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติถดถอย ผลเสียที่ตามมาคือการฆ่าสัตว์ปีกในฟาร์มจำนวนมหาศาล ส่งผลต่อเศรษฐกิจ และสุขภาพของผู้ที่ใกล้ชิดกับบริเวณฟาร์ม

โรคระบาดและแหล่งที่มาดังกล่าวเป็นตัวอย่างที่เห็นการเชื่อมโยงของการทำลายป่าอันเป็นบ้านของสัตว์ การล่าสัตว์ป่ามาเป็นอาหาร การขยายตัวของเกษตรและปศุสัตว์เชิงอุตสาหกรรม และการคุกคามของมนุษย์ในรูปแบบต่าง ๆ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เราหยิบกันมาพูดและสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนขึ้นในช่วงการระบาดของโควิด-19 

Evidence of deforestation to give way for new palm oil plantation adjacent to High Carbon Stock forests (HCS) area inside PT. Buana Adhitama (BAT) concession, a subsidiary to Golden Agri-Resources Limited in Central Kalimantan, Indonesia.

รายงานล่าสุดจากคณะวิจัยนำโดย Christine Kreuder Johnson จากสถาบัน One Health Institute มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เผยว่า ตั้งแต่ปี 1940 (พ.ศ. 2483) เป็นต้นมาโรคระบาดที่มาจากสัตว์สู่คนนั้นมีสาเหตุมาจากการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ป่า เกษตรกรรม หรือการล่าสัตว์ โดยอาจมีไวรัสในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมราว 1 หมื่นสายพันธุ์ที่เป็นอันตรายต่อมนุษย์ (Johnson et al., 2020) 

แม้ว่าข้อมูลความเชื่อมโยงจะออกมาเช่นนี้ แต่ไม่ได้หมายความว่าป่าและสัตว์ป่าคือภัยคุกคามและเป็นแหล่งเชื้อโรคที่เราจะต้องกำจัดออกไป แต่ในทางกลับกัน จุลชีพและระบบนิเวศที่สมบูรณ์คือสิ่งที่รักษาความสมดุลของสรรพสิ่งบนโลก ควบคุมปริมาณของสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ อย่างสมดุล แต่กิจกรรมของมนุษย์ที่คุกคามป่าและสัตว์ป่าจนเกิดความสามารถในการฟื้นฟูของระบบนิเวศคือตัวแปรของโรคระบาด ภัยจากโรคระบาดจากการสูญเสียระบบนิเวศจึงเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจที่ไม่เคยถูกนำมาคิดอย่างจริงจัง และน่าจะเป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญมากขึ้นหลังจากนี้ 

แนวคิด One Health สุขภาพหนึ่งเดียว ทั้งคน สัตว์ และสิ่งแวดล้อม จึงควรถูกนำมาปรับใช้ในการติดตามเฝ้าระวังควบคุมโรคภัย รวมถึงเพื่อรักษาและคำนึงถึงสายสัมพันธ์ของสุขภาพคน สัตว์ และสิ่งแวดล้อมเป็นหนึ่งเดียว 

ธรรมชาติที่สมบูรณ์ คือภูมิคุ้มกันที่ดีที่สุดของโลกต่อโรคระบาด เพื่อเลี่ยงและป้องกันเราและโลกจากการระบาดครั้งต่อไป

___________________________

ข้อมูลอ้างอิง

1. World Health Organisation, Zoonotic disease: emerging public health threats in the Region.  http://www.emro.who.int/about-who/rc61/zoonotic-diseases.html

2. K. Kelland, ‘Diseases from animals hit over two billion people a year’, Reuter, 5 July 2012.https://www.reuters.com/article/us-disease-animal-human/diseases-from-animals-hit-over-two-billion-people-a-year-idUSBRE8640D820120705

3. D.H. Crawford, Viruses: A Very Short Introduction (Oxford University Press, 2018)

4. F. Ryan, Virusphere. From Common Colds to Ebola Epidemics: Why We need the Viruses that Plague Us (William Collins, 2019)

5. United States Environmental Protection Agency, The Effects: Dead Zones and Harmful Algal Blooms. https://www.epa.gov/nutrientpollution/effects-dead-zones-and-harmful-algal-blooms

6. BBC Thai, แบคทีเรียใช้ความหอมของไอดินกลิ่นฝน หลอกล่อสัตว์ในดินให้มาช่วยแพร่พันธุ์, 17 เมษายน 2020. https://www.bbc.com/thai/features-52309596?fbclid=IwAR1kFZRl8YrEpA1ShaUe-MNzgjfbuuRBbcvDb0bGdkJIDk3Te2umUeOttnI

7. American Society of Agronomy, Probiotics—for plants: Helpful bacteria promote growth, less fertilizer on crops, Phys.org, 8 July 2015. https://phys.org/news/2015-07-probioticsfor-bacteria-growth-fertilizer-crops.html

8. J.Watts, ‘Promiscuous treatment of nature’ will lead to more pandemics – scientists, The Guardian, 7 May 2020. https://www.theguardian.com/environment/2020/may/07/promiscuous-treatment-of-nature-will-lead-to-more-pandemics-scientists

9. J. Berg, Animals in Chinese markets carried SARS-like virus, Center for Infectious Disease Research and Policy, University of Minnesota, 09 September 2003. https://www.cidrap.umn.edu/news-perspective/2003/09/animals-chinese-markets-carried-sars-virus

10. B Plumer, How deforestation is helping to spread Ebola, Vox, 13 July 2014. https://www.vox.com/2014/7/31/5956885/ebola-outbreak-virus-deforestation

11. J. Olivero, J. E. Fa, R. Real, el al., ‘Recent loss of closed forests is associated with Ebola virus disease outbreaks’, Scientific Report 7, 14291 (2017). https://doi.org/10.1038/s41598-017-14727-9

12. An. Acad. Bras. Ciênc,‘Beyond diversity loss and climate change: Impacts of Amazon deforestation on infectious diseases and public health’ vol.92 no.1, Epub,17  Apr 2020. https://doi.org/10.1590/0001-3765202020191375

13. C. Mooney, The hidden environmental factors behind the spread of Zika and other devastating diseases, The Washington Post, 3 February 2020. https://www.washingtonpost.com/news/energy-environment/wp/2016/02/03/the-hidden-environmental-factors-behind-the-spread-of-zika-and-other-deadly-diseases/

14. C. K. Johnson, P. L. Hitchens, P. S. Pandit, et al., ‘Global shifts in mammalian population trends reveal key predictors of virus spillover risk’, Proc. R. Soc. B.28720192736. http://doi.org/10.1098/rspb.2019.2736

15. R., Kessler, ‘What Exactly Is Deforestation Doing to Our Planet?’, EcoHealth Alliance, 2017, https://www. ecohealthalliance.org/2017/11/deforestation-impact-planet.