เพราะโรคระบาด COVID-19 ทำให้เราเห็นความเชื่อมโยงว่าเรากับธรรมชาติจำเป็นจะต้องพึ่งพากันมากแค่ไหน และแสดงให้เห็นว่าระบบเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนโลกปัจจุบันนี้ถูกขับเคลื่อนด้วยวิถีชีวิตที่วุ่นวาย การบริโภคที่ล้นเกินและการผลักภาระให้กับธรรมชาติ เป็นระบบเศรษฐกิจที่ไม่ยั่งยืน  วิกฤตโรคระบาดทำให้มีความชัดเจนว่า แค่การเติบโตทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียวไม่สามารถทำให้เรามีคุณภาพชีวิตที่ดีได้ จริงๆแล้วมีวิธีอื่นหรือไม่ที่เราจะพัฒนาต่อได้?

เราน่าจะเคยได้ยินเกี่ยวกับเศรษฐกิจหมุนเวียน ที่สร้างมาเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจแบบเสรีนิยม ที่ล้าสมัย เศรษฐกิจหมุนเวียนนี้ได้รับการนำเสนอเป็นเหมือนเครื่องมือวิเศษที่สามารถแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมของโลก องค์กรธุรกิจน้อยใหญ่ทั่วโลกอ้างว่าแบบจำลองนี้คือทางออกของวิกฤติสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ช่วยป้องกันการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพและปัญหาอื่นๆอีกเท่าที่เราจะคิดออก แล้วทำไมเราจึงเรียกว่าเครื่องมือวิเศษ?  นั่นก็เพราะว่ามันควรเพิ่มความยั่งยืนทางด้านสิ่งแวดล้อมและกระตุ้นการขยายตัวทางเศรษฐกิจโดยใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

Greenpeace Luxembourg activists place two human-sized yellow signs with the message “Caution - Greenwash” at the main entrance of the Luxembourg national pension fund’s headquarters, to protest continued investment in fossil fuels.

Known as Fonds de Compensation (FDC), Luxembourg’s pension fund claims to conduct sustainable and socially responsible investments, yet provided more than half of a billion Euro to oil, gas and coal companies like Shell, BP, Total and Chevron during 2019. Greenpeace Luxembourg criticized the greenwashing tactics and demanded immediate measures from Parliament and the government to ensure the withdrawal of public funds entrusted to the FDC from fossil fuel corporations.

แน่นอนว่าจะเป็นเรื่องที่ดีมากถ้าเราทำให้เศรษฐกิจหมุนเวียนเกิดขึ้นได้จริง เราไม่ต้องเป็นกังวลว่าเราจะอาศัยอยู่บนโลกนี้ต่อไปได้หรือไม่ ไม่ต้องคอยกังวลว่าครอบครัวของเราจะต้องอพยพไปดาวอังคารหรือเปล่า นอกจากนี้ฉันเองก็ยังไม่ต้องเสียเพื่อนไปเพราะแนวคิดของฉันที่ว่า “เราไม่สามารถบริโภค ซื้อสินค้า ราวกับว่าโลกมีทรัพยากรให้ใช้อย่างไม่จบสิ้น”

แต่ในความเป็นจริง น่าเสียดายที่เศรษฐกิจหมุนเวียนเพียงอย่างเดียวไม่สามารถปกป้องพวกเราไว้ได้

ลองคิดดี ๆ ว่าจริง ๆ แล้วเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) คืออะไร?

เศรษฐกิจหมุนเวียนเป็นระบบเศรษฐกิจที่มุ่งลดของเสียและใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด ในระบบนี้ไม่ว่าจะเป็นทรัพยากรของเสีย การปล่อยมลพิษ และการรั่วไหลของพลังงานจะลดลงโดยการลดการผลิตและการบริโภค ระบบนี้เกี่ยวกับการออกแบบที่ยั่งยืน, การบำรุงรักษา, การซ่อมแซม, การนำกลับมาใช้ใหม่, การผลิตซ้ำและการประกอบใช้ใหม่ จนสุดท้ายคือการรีไซเคิล เศรษฐกิจหมุนเวียนอยู่ตรงกันข้ามกับรูปแบบการผลิตที่เรามีอยู่ในปัจจุบัน คือการนำ(ทรัพยากร)มาใช้ การสร้างผลิตภัณฑ์ และการกำจัดของเสีย ซึ่งฟังแล้วดูดีเลยทีเดียว

อย่างไรก็ตามบรรษัทอุตสาหกรรมต่างๆ เลือกหยิบเอาบางส่วนในแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนมาใช้ให้เหมาะกับตัวเอง นั่นคือเน้นไปที่วัฏจักรสุดท้ายของเศรษฐกิจหมุนเวียนคือการรีไซเคิล

เป็นเรื่องปกติที่บรรษัทอุตสาหกรรมต่างๆ จะผลักความรับผิดชอบทั้งหมดให้กับผู้บริโภค ถ้าโลกของเราสกปรกมากขึ้นนั่นไม่ใช่ความผิดของพวกเขาแต่เป็นของผู้บริโภค เพราะเรายังรีไซเคิลได้ไม่พอ บริษัทอุตสาหกรรมก็จะมีข้อเสนอแปลกๆ ว่า การแก้ปัญหาโดยใช้เทคโนโลยีที่ตายตัวจะช่วยให้พวกเรารอดพ้นจากเส้นทางแห่งมลพิษที่เป็นหายนะที่พวกเรากำลังเผชิญอยู่ แต่บรรษัทอุตสาหกรรมจงใจลืมอีกด้านหนึ่ง นั่นคือ การทำให้การผลิตและการบริโภควัสดุ ทรัพยากรและพลังงานทั้งหมดช้าลงและดำเนินแนวทางการป้องกันมิให้เกิดขยะในระยะยะยาวซึ่งออกแบบให้มีของเสียเหลือศูนย์

สุดท้ายบรรษัทอุตสาหกรรมทั้งหลายก็เป็นผู้ได้รับผลประโยชน์ไปเพราะได้บอกผู้บริโภคว่าเทคโนโลยีจะช่วยแก้ไขปัญหาทั้งหมด เราสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติและเมินเฉยต่อการจัดการกับต้นเหตุของปัญหามลพิษนั่นคือ วิถีบริโภคนิยมและการบริโภคที่ล้นเกิน

ซึ่งคุณอาจคิดว่า “ก็ดีที่ยังมี ดีกว่าไม่มีอะไรเลย”

ก็ถูกนะ แต่รู้หรือไม่ว่าเศรษฐกิจหมุนเวียนก็สร้างปัญหาได้

การรีไซเคิลให้ได้ 100% ยังเป็นเรื่องที่ห่างไกล และทรัพยากรต่างๆ เช่น พลังงานไม่สามารถรีไซเคิลได้ การพึ่งพาการรีไซเคิลอย่างเดียวก่อให้เกิดความย้อนแย้งว่าด้วยประสิทธิภาพ มันนำไปสู่การเพิ่มความต้องการผลิตภัณฑ์  ดังนั้น ก็มีการผลิตสิ่งของเพิ่มขึ้นและขุดเจาะทรัพยากรเพื่อเอามาทำสิ่งของต่างๆ มากขึ้น หรือกล่าวในอีกนัยหนึ่ง การรีไซเคิลเพียงอย่างเดียวทำให้เราออกห่างจากทางออกที่แท้จริง : นั่นคือการป้องกันมลพิษที่แหล่งกำเนิด 

แม้ว่าทรัพยากรและวัสดุทั้งหมดจะถูกนำมารีไซเคิลและการรีไซเคิลมีประสิทธิภาพ 100% ปริมาณของทรัพยากรและวัสดุเหลือใช้ที่สามารถรีไซเคิลได้นั้นจะน้อยกว่าสิ่งของที่จำเป็นการสร้างการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ เพื่อชดเชยความต่างดังกล่าวนี้ เราจบลงด้วยการที่จะต้องขุดเจาะหาทรัพยากร นำไปเผาและทำลายธรรมชาติที่ขวางทางเรา

แล้วเราจะเริ่มจากตรงไหนก่อนดีล่ะ?

เริ่มต้นด้วยการใส่คำว่า ทำให้ช้าลง” เข้าไปในคำว่า “เศรษฐกิจหมุนเวียน” เพราะภาษามีความหมาย

เพื่อให้เศรษฐกิจของเราสามารถฟื้นฟูได้และมีผลิตภาพ มิใช่เพียงการรีไซเคิลให้ได้มากขึ้นและเร็วขึ้น สิ่งที่เราต้องการคือทำให้การไหลเวียน(ของทรัพยากรและวัสดุ)ช้าลง และปิดวงจรของการไหลเวียนโดยการลดการผลิตหรือลดการบริโภค นั่นหมายถึงว่า เราจะต้องเรียงลำดับแนวทางการจัดการของเสีย และจัดวางยุทธศาสตร์ “การไม่ทำให้เกิดของเสีย” และการลดของเสียให้อยู่ในลำดับต้น ยุทธศาสตร์นี้จะช่วยให้เราต่อกรกับวิถีบริโภคนิยม การบริโภคที่ล้นเกิน และการผลิตที่ล้นเกิน และตั้งคำถามต่อแนวคิดเรื่องการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจไปพร้อม ๆ กัน

ภาพจาก Stig’s Illustration and Design

…ใช่แล้ว นี่หมายถึงการบริโภคให้น้อยลงและดำเนินการออกแบบเชิงนิเวศ ที่มีความรับผิดชอบและเอื้อต่อระบบนิเวศที่ยั่งยืนเพื่อเราทุกคน

การออกแบบควรมีลักษณะดังต่อไปนี้:

  • ง่าย – ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์ควรสร้างขึ้นด้วยเครื่องมือที่ง่ายต่อการเข้าใจและซ่อมแซมได้ง่าย
  • คำนึงถึงทรัพยากรที่นำมาใช้ – การผลิตต้องเข้าใจถึงคุณค่าของทรัพยากรทั้งหมดและทำอย่างไรที่จะสงวนรักษาและใช้ทรัพยากรให้มีประสิทธิภาพและลดการเกิดของเสีย
  • มุ่งถึงเป้าหมาย – ผลิตภัณฑ์ต้องถูกออกแบบมาให้สามารถใช้งานได้ยาวนาน และขยายอายุการใช้งานเพื่อลดการซื้อผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ โดยผลิตภัณฑ์ต้องมีความทนทาน สามารถซ่อมแซมได้ ใช้ซ้ำได้ สามารถประกอบใหม่ได้ และสามารถนำมารีไซเคิลได้ ขั้นตอนการออกแบบและการผสมวัสดุยังต้องคำนึงถึงการที่ผลิตภัณฑ์หมดอายุการใช้งานและการกำจัดขั้นสุดท้าย
  • ใช้งานได้หลากหลาย – วิศวกรรมย้อนกลับและโมดูลาร์เป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้สามารถซ่อมแซมและใช้งานผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ได้
  • ออกแบบให้มีความสากล ผลิตในระดับท้องถิ่น – เป็นการนำเอาองค์ความรู้การผลิตแบ่งปันไปทั่วโลก โดยกำหนดให้กระบวนการผลิตกระจายอยู่ใกล้กับพื้นที่ที่มีความต้องการใช้

เน้นความยั่งยืนที่แท้จริงเพื่อป้องกันและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมตลอดวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์เพื่อปกป้องโลกของเรา และ

  • ป้องกันและลดผลกระทบของชิ้นส่วนและวัสดุให้น้อยที่สุด
  • จัดหาชิ้นส่วนและวัสดุในท้องถิ่นของคุณ
  • ใช้พลังงานหมุนเวียนที่สะอาดและมีประสิทธิภาพในการผลิตพลังงาน
  • กำจัดสารพิษและมลพิษทั้งหมด
  • หลีกเลี่ยงการสร้างขยะและการผลิตที่ล้นเกิน

เปิดรับข้อมูลหรือนวัตกรรมใหม่ ๆ เพื่อสร้างมาตรฐานให้สามารถซ่อมแซมและส่งเสริมนวัตกรรมซึ่งก็คือ

  • ไม่เสียค่าใช้จ่าย – มีข้อมูลให้ทุกคนได้เข้าถึงอย่างทั่วถึง
  • แก้ไขได้ – ทุกคนสามารถแก้ไขข้อมูลบางอย่างได้เพื่อเปิดรับการเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ
  • ใคร ๆ ก็ใช้ได้ – เป็นนวัตกรรมที่เปิดใช้งานร่วมกันโดยถูกต้องตามกฎหมายและสามารถแก้ไขหรือเข้าไปเรียนรู้เพิ่มเติมได้

การทำให้เศรษฐกิจหมุนเวียนช้าลงเกิดขึ้นจริงแล้ว! เพราะมีขั้นตอนที่เปลี่ยนภูมิทัศน์ทางเศรษฐกิจและทัศนคติทางวัฒนธรรมอย่างเป็นรูปธรรมนั่นคือ แรงจูงใจทางภาษีเพื่อการซ่อมแซม, การจำกัดของการใช้คำโฆษณา, การรับผลิตภัณฑ์คืน หรือ กฏหมายว่าด้วยการขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิต การลดใช้สารเคมีที่เป็นอันตราย การลดการใช้ทรัพยากร เช่น  พลังงาน น้ำ หรือวัตถุดิบต่างๆ และดำเนินการปรับปรุงสภาพแวดล้อมของการทำงานที่ดีขึ้น (ค่าจ้าง, เวลาทำงาน, ระบบประกันสุขภาพ เป็นต้น) สำหรับโรงงานผลิต การเกษตรและการทำเหมือง เพื่อการปรับปรุงการผลิต ผู้คนควรชะลอตัวลงและมีความยืดหยุ่นมากขึ้น แบบจำลองธุรกิจที่เป็นทางเลือกแบบใหม่ (เช่น การแบ่งปัน การให้เช่า สหกรณ์ ที่ไม่เป็นลำดับขั้น) เป็นคุณลักษณะทั่วไปของธุรกิจและองค์กร และทำให้เศรษฐกิจหมุนเวียนช้าลง

Between the 8th and 20th October, 42 volunteers learn all the techniques to construct and use efficient wood stoves. The volunteers come mainly from two semi-rural areas of the city Kinshasa. With these efficient wood stoves wood can be saved. The workshop is organized by Greenpeace Africa and the Youth Support Center of Greenpeace Switzerland. This efficient wood stove is a result of a recycled tin can.

เศรษฐกิจหมุนเวียนที่แท้จริงนั้นต้องการสิ่งที่กล่าวมาข้างต้นทั้งหมด รวมถึงความโปร่งใสตรวจสอบได้ มีภาระรับผิด มีความร่วมมือและกระบวนการการมีส่วนร่วมของท้องถิ่นตลอดห่วงโซ่อุปทาน ในที่สุด ทั้งหมดนี้จะนำไปสู่ระบบเศรษฐกิจบนพื้นฐานของการเป็นเจ้าของร่วมที่ออกแบบมาเพื่อสร้างมูลค่าให้กับทุกคนโดยส่งมอบผลลัพธ์ที่เป็นธรรมและเท่าเทียม อักทั้งยังรักษาทรัพยากรและระบบนิเวศไว้เพื่อประโยชน์ต่อคนส่วนใหญ่

ยิ่งไปกว่านั้น เศรษฐกิจหมุนเวียนที่ช้าลงจริงๆนั้นต้องสะท้อนให้เห็นว่าระบบสังคมของเราเกิดวัฒนธรรมหมุนเวียนอีกด้วย เช่นในการบริการทางการเงิน ในโครงสร้างธุรกิจของเรา รวมทั้งในการวางนโยบายของรัฐและบรรทัดฐานทางวัฒนธรรม ภาคส่วนเหล่านี้จะเป็นวิธีที่ทำให้เศรษฐกิจหมุนเวียนเกิดขึ้นจริง แทนแนวคิดการหมุนเวียนสิ่งของที่เพิ่มพูนกำไร ขยับขยายธุรกิจให้มากที่สุด นอกจากนี้ยังต้องสร้างคุณค่าจากการหมุนเวียนซึ่งจะส่งผลบวกให้กับสังคมและสิ่งแวดล้อมตามที่เราต้องการ

การที่ไวรัสโควิด-19 ได้เปลี่ยนแปลงชีวิตและกิจวัตรประจำวันของพวกเราไป ดังนั้นเรามาจินตนาการกันใหม่ใหม่ดีกว่าว่าจะทำให้เราจะวางแบบแผนการบริโภคให้ช้าลงและปรับเปลี่ยนการผลิตของเราอย่างไร วิกฤตครั้งนี้ให้โอกาสเราได้ทบทวน พร้อมกับพลิกโฉมอนาคตและระบบเศรษฐกิจของเรา จงพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส