ตลอดระยะเวลาที่ “วาระด้านสิ่งแวดล้อม” กลายเป็นกระแสหลัก  การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมมักจะถูกมองว่า เป็นเรื่องแยกขาดจากการเมืองอย่างสิ้นเชิง เสมือนว่าการเคลื่อนไหวทางสิ่งแวดล้อมนั้นอยู่นอกเหนือบริบทความขัดแย้ง และอาจมีสภานะภาพ ‘พิเศษ’ กว่าวาระอื่นๆ ในสังคม

ส่วนหนึ่งของการอธิบายข้างต้นมาจากแนวความคิด “สิ่งแวดล้อมแบบตื้นเขิน (shallow environmentalism)” อีกส่วนหนึ่งมาจากปฏิบัติการนิเวศวิทยาแนวลึกที่เน้นไปที่การเปลี่ยนแปลงระดับบุคคลแต่เพียงอย่างเดียว บนฐานคิดที่ว่า หากทุกคนมีจิตสำนึกการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมที่แรงกล้า และช่วยกันปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในที่สุด สิ่งแวดล้อมก็ดีขึ้นเองโดยไม่ต้องรอคอยการเปลี่ยนแปลงนโยบายหรือโครงสร้างใดๆ

Representatives from Write the Future of Thailand Network make a statement to medias about their concerns if Thailand joining the Comprehensive and Progressive Agreement of Trans-Pacific Partnership or CPTPP at the Office of the Public Sector Development Commission.

ในความเป็นจริงแล้ว ปัญหาสิ่งแวดล้อมไม่ได้จบลงที่การแก้ไขในระดับปัจเจกเพียงอย่างเดียว แนวคิดดังกล่าวข้างต้นนำไปสู่การแก้ปัญหาที่ไม่ตรงจุดและไร้ประสิทธิภาพ เนื่องจากไม่ตระหนักถึงรากเหง้าที่แท้จริงของปัญหาอันฝังลึกอยู่ในโครงสร้างสังคมที่พัฒนาไปสู่อุตสาหกรรม สิ่งแวดล้อมนั้นมีความหมายมากกว่าป่าที่เต็มไปด้วยต้นไม้ สัตว์ป่าที่อยู่อย่างปลอดภัย อากาศที่ดี น้ำสะอาด ทะเลปลอดขยะ แต่ยังเชื่อมโยงอย่างแน่นแฟ้นกับสภาพความเป็นอยู่ วิถีชีวิตของผู้คน และการบริหารจัดสรรทรัพยากรภายในประเทศ

More than one hundred people including youth and tourists have participated in the Climate Strike in Bangkok, marching around Lumpini park to call on Thai government to urgently tackle the climate emergency crisis.
They also perform a die-in.
The activity is part of the 4th Global Climate Strike.

ด้วยเหตุนี้ การเมืองจึงเป็นมิติหนึ่งที่ไม่อาจปฏิเสธได้  ภาคการเมืองจะต้องเข้ามามีส่วนในการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม เพราะในเมื่อทรัพยากรต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ดิน น้ำ ป่าไม้ และสินแร่ทั้งหลายเป็นสมบัติร่วมกันของทุกคนในชาติ รวมถึงโครงการพัฒนาขนาดใหญ่จำนวนมากที่ภาครัฐผลักดันให้เกิดขึ้นทั่วประเทศ ทั้งในรูปแบบทางตรงโดยรัฐเอง หรือออกเป็นสัมปทานให้เอกชนเข้าไปบริหารจัดการ เหล่านี้คือประเด็นสิ่งแวดล้อมซึ่งแทรกอยู่ในนโยบายของภาคการเมืองที่เราไม่อาจมองข้ามไปได้

การเปลี่ยนแปลงเพื่อสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดี จึงไม่ใช่เพียงปฏิบัติการระดับบุคคล (ดำรงชีวิตอย่างพอเพียง ลดละการเบียดเบียนทำลายธรรมชาติ)เพียงอย่างเดียว หากเป็นการผลักดันสร้างกลไกการต่อรองและนำเสนอทิศทางเชิงนโยบายในทุกระดับ  ภายใต้กรอบกติกาในระบอบประชาธิปไตย ที่ทุกฝ่ายเห็นพ้องต้องกันว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตและระบบนิเวศจนไม่สามารถสร้างคืนมาได้อีกแล้ว 

สำนึกเรื่องสิ่งแวดล้อม ต้องมาพร้อมสำนึกทางการเมืองที่เป็นประชาธิปไตย

ในช่วงที่ผ่านมาบทสนทนาหนึ่งที่น่าสนใจอย่างมากในโลกโซเชียลมีเดียอย่าง Twitter คือการตั้งคำถามว่า #ถ้าการเมืองดี จะส่งผลอย่างไรกับชีวิตของประชาชนบ้าง ซึ่งประเด็นสิ่งแวดล้อมก็ได้รับการพูดถึงเช่นกัน หลายความคิดเห็นสะท้อนว่า ระบอบการเมืองที่ดีที่ตรวจสอบได้และเปิดโอกาสให้ทุกคนมีส่วนรวมคือพื้นฐานสำคัญของการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องฝุ่น PM 2.5 ขยะพลาสติก นโยบายผังเมือง หรือโครงการก่อสร้างพัฒนาขนาดใหญ่ต่างๆ

A Greenpeace activist holds a sign with the message "Right to Clean Air" at the Victory Monument in central Bangkok to highlight the impacts of air pollution on Thai people's health and to urge the Thailand's Pollution Control Department (PCD) to incorporate PM2.5 in its Air Quality Index.  

Transport is one of the major sources of PM2.5 air pollution. The solution will require a comprehensive approach that includes an effective and sustainable transportation system and support energy-efficient vehicles and fuels.

ปัญหาสิ่งแวดล้อมหลายปัญหาอาจดูกระจัดกระจาย แยกหน่วยไม่เชื่อมต่อกัน เพียงเพราะเราเรียกชื่อปัญหาเหล่านั้นแตกต่างกันออกไป แต่หากพิจารณาถึงวัตถุประสงค์และเป้าหมายแล้ว เราอาจพบว่าการเรียกร้องเพื่อรักษาสิทธิ เช่น การเรียกร้องสิทธิในที่ทำกินให้แผ่นดินบ้านเกิดของชาวบ้านที่อำเภอจะนะ การคัดค้านโครงการเหมืองตะกั่ว ถ่านหิน แร่ทองคำของชาวบ้านในหลายจังหวัด กับการรณรงค์หยุดเรียนทุกวันศุกร์ (Climate Strike) ของเยาวชนทั่วโลกรวมทั้งในไทยเอง เพื่อประท้วงเรียกร้องให้รัฐบาลหันมาแก้ไขวิกฤตสภาพภูมิอากาศ นั้นคือเรื่องเดียวกัน ที่อยู่บนพื้นฐานของสิทธิทางสิ่งแวดล้อมที่บุคคลทุกคนพึงมีและได้รับ โดยสิทธินี้แบ่งแยกไม่ได้และติดตัวทุกคนมาตั้งแต่เกิด 

ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่าวิถีการเมืองแบบประชาธิปไตยนั้นไม่ได้สวยงาม เรียบร้อย และบริสุทธิ์สะอาดตามแบบที่หลายคนมีภาพอุดมคติไว้ รวมถึงต้องใช้เวลา ไม่ทันใจเท่าการใช้อำนาจสั่งการอย่างเด็ดขาดเพียงคนๆ เดียว แต่ถึงอย่างนั้น การเมืองแบบประชาธิปไตยก็เป็นหลักประกันถึงสิทธิที่ทุกคน ไม่ว่าจะอยู่ในสถานภาพแบบไหนจะมีโอกาสได้พูด ได้คัดค้าน ได้แสดงออก ได้ชุมนุมอย่างเต็มที่โดยไม่ต้องหวาดกลัวว่าจะเกิดผลกระทบอย่างไรต่อชีวิต ครอบครัว และคนที่รัก นอกจากนี้ยังเปิดช่องทางให้เกิดการตรวจสอบ ถ่วงดุลอำนาจของภาคส่วนๆ ไม่ต้องผูกขาดที่ใครคนใดคนหนึ่งหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งอย่างเดียว

 ไม่มี “สิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน” หากไร้ซึ่ง “ความเป็นธรรมทางสังคม”

The community representatives from Sakom, Thepha, and Suan Kong in Songkhla province announced together their intention to oppose the 2,200 megawatt coal-fired power plant project in Songkhla Province on the Rainbow Warrior.

The Rainbow Warrior is in Thailand  for “Rainbow Warrior Ship Tour 2018: 100% Renewable Energy for All". Greenpeace will be working with communities and with concerned citizens in Thailand to celebrate people power and encourage policymakers to phase out coal and to champion solutions through an inclusive and sustainable economic development model based on just, affordable, sustainable renewable energy system.

แม้ว่าในยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (2561-2580) ของประเทศไทยจะระบุถึงแผนการพัฒนาคุณภาพชีวิตบนพื้นฐานที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และมีเป้าหมายในการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมในประเด็นต่างๆ ที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและสร้างสังคมคาร์บอนต่ำ การส่งเสริมการบริโภคและการผลิตอย่างยั่งยืน ส่งเสริมและสนับสนุนแผนการจัดการขยะแบบเบ็ดเสร็จที่ไม่ก่อให้เกิดมลพิษ 

A mountain of plastic and electronic waste appears on the streets of central Bangkok as delegates from the 10 member-states of the Association of Southeast Asian Nations (ASEAN) arrive in the Thai capital for the start of the 34th ASEAN summit.
Activists holding banners saying ‘no space for waste’ unveiled the spectacle during a protest by environmental groups, including Greenpeace and community representatives from across Thailand, outside the Ministry of Foreign Affairs of Thailand - which has been chosen as the ASEAN-National Secretariat - a major focal point during this week’s talks.
They call on ASEAN leaders to declare an immediate ban on the transboundary trade in hazardous electronic and plastic wastes - without exception.

ทว่าในทางปฏิบัติ เราก็ยังได้เห็นข่าวและข้อมูลที่สวนทางกับเป้าหมายที่ภาครัฐตั้งไว้ เช่น แผนการเปิดเหมืองถ่านหินแห่งใหม่ในภาคเหนือ สวนทางกับแนวทางการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หรือแผนการขุดลอกถมทะเลถึง 1,000 ไร่ ในพื้นที่จังหวัดระยองเพื่อทำท่าเทียบเรือและคลังสินค้าโดยไม่ต้องทำตามกฎหมายเกี่ยวกับการถมทะเล ผังเมือง หรือ EIA ตามขั้นตอนกฎหมายปกติ รวมถึงปิดช่องทางการรับฟังความคิดเห็นจากภาคประชาชน หรือการตรวจสอบโดยภาคประชาสังคม 

สภาวะความย้อนแย้ง (paradox) ดังกล่าว ทำให้เราอดตั้งคำถามไม่ได้ถึงความจริงใจในการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมของภาครัฐ เพราะโครงสร้างอำนาจที่ไม่สมดุลกันนี้มีผลให้เกิดความไม่เป็นธรรมทั้งทางด้านสิ่งแวดล้อมและทางสังคมตามมา โดยเฉพาะกับกลุ่มคนที่อยู่ในสถานะรอง (subaltern) ซึ่งหมายรวมถึง ‘คนจน’ ‘คนชายขอบ’ และ ‘คนด้อยโอกาส’ เพราะเป็นกลุ่มคนที่ไม่ได้รับการเหลียวแล ไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร รวมถึงวิธีการปกป้องตัวเอง ที่เห็นได้ชัดเจนคือ กรณีของฝุ่น PM 2.5 ซึ่งคนที่มีรายได้น้อยและคนไร้บ้านไม่สามารถหลีกหนีได้ ทั้งยังไม่มีความรู้ว่าสภาพอากาศที่ขมุกขมัวที่ตนหายใจเข้าไปอยู่นั้นปนเปื้อนไปด้วยฝุ่นพิษขนาดจิ๋วจำนวนมาก ไม่ต้องคิดถึงว่ากลุ่มคนเหล่านี้จะมีเงินซื้อหน้ากาก เพื่อปกป้องตัวเองหรือไม่เลยด้วยซ้ำ ความนิ่งเฉยและล่าช้าในการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ ซึ่งเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่รัฐจะต้องมีให้กับประชาชนคือคำตอบที่ดังที่สุดถึงความจริงใจที่มีต่อประชาชน

กรีนพีซ ประเทศไทย ร่วมกับ มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม, มูลนิธิบูรณะนิเวศ, มูลนิธิชีววิถี(BIOTHAI), มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค, Friend Zone, เมล์เดย์, Climate Strike Thailand และภาคประชาชน ร่วมเดินรณรงค์ไปยังศูนย์รับเรื่องร้องทุกข์สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (กพร.) เพื่อยื่นแถลงการณ์ “พอกันที ขออากาศดีคืนมา” รวมถึงข้อเสนอแนะ เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลลงมือจัดการกับปัญหาวิกฤตฝุ่น PM2.5 อย่างจริงจังและเร่งด่วน

เรายึดมั่นในจุดยืนที่เรียกร้องให้เกิดการเปลี่ยนผ่านในสังคมไทยที่เป็นธรรม (just transition) ยั่งยืน และเป็นประชาธิปไตย เพราะเราเชื่อมั่นว่า การเปลี่ยนแปลงระดับนโยบายเป็นสิ่งจำเป็น และมีกลไกการจัดการที่มีประสิทธิภาพ โปร่งใสและตรวจสอบได้ ทำให้การปกป้องสิ่งแวดล้อมเป็นแนวปฎิบัติของคนส่วนใหญ่ (social norm)ในสังคม การเปลี่ยนแปลงจิตสำนึกระดับปัจเจกถือเป็นพื้นฐานและคุณภาพที่แท้จริงของการเปลี่ยนแปลงสังคมและปกป้องสิ่งแวดล้อม หากปราศจากมิติทางการเมืองเสียแล้ว การเปลี่ยนแปลงอย่างจริงจังใดๆ ย่อมไม่อาจเกิดขึ้นได้ 

Brand Audit in Chonburi, Thailand. © Chanklang  Kanthong / Greenpeace
อาสาสมัครกรีนพีซ

ไม่ว่าคุณเป็นใครก็สามารถมีส่วนร่วมเป็นอาสาสมัครกรีนพีซได้ ซึ่งคุณสามารถเลือกประเภทของอาสาสมัครได้ตามความสนใจ อาทิ เยาวชนกรีนพีซ (Youth) นักพูดเพื่อสิ่งแวดล้อม (Greenspeaker) นักกิจกรรมเชิงออนไลน์ (Digital Activist) และนักกิจกรรมภาคสนาม (Activist)

มีส่วนร่วม