เนื้อหาโดยสรุป

  • นักวิจัยจาก University of Catania ในอิตาลีค้นพบเศษชิ้นส่วนพลาสติกขนาดเล็กในผลไม้และผักบางชนิดเช่น แครอท ผักกาดหอม แอปเปิ้ลและลูกแพร์
  • ไมโครพลาสติกสามารถแทรกซึมเข้าไปในรากของผักกาดหอมและลำต้นข้าวสาลี นอกจากนี้รากของพืชยังดูดซับนาโนพลาสติก ดังนั้นผลไม้และผักจึงเป็นแหล่งสะสมไมโครพลาสติกจากน้ำและดินที่ปนเปื้อนอยู่แล้ว
  • สถาบันผู้บริโภคของฮ่องกงรายงานว่าพบไมโครพลาสติกในเกลือที่นำมาทดสอบกว่า 20% จากปริมาณเกลือทั้งหมด โดยพบอนุภาคไมโครพลาสติกประมาณ 114 – 17,200 มิลลิกรัม ในเกลือทดลอง 1 กิโลกรัม
  • การหยุดกินอาหารที่มีไมโครพลาสติกปนเปื้อนเป็นเพียงแค่การแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ เพราะยิ่งเราเพิกเฉยไม่เริ่มแก้ปัญหามลพิษอย่างจริงจัง เราก็จะกินมันเข้าไปมากขึ้นโดยไม่รู้ตัว
  • การลดการผลิตพลาสติกที่ใช้ครั้งเดียวทิ้งจะต้องเกิดขึ้นตั้งแต่บริษัทต้นทางก็คือลดการผลิตพลาสติกที่ไม่จำเป็น ส่วนซูเปอร์มาร์เก็ตก็ลดใช้พลาสติกในปริมาณที่มากเกินไป ดังนั้นยิ่งเราลดการใช้พลาสติกที่ใช้ครั้งเดียวทิ้งได้เร็วเท่าไหร่ เราก็ยิ่งลดความเสี่ยงของการกินไมโครพลาสติกเข้าสู่ร่างกายได้มากเท่านั้น

แน่นอนว่าอาหารคือปัจจัยสำคัญในการใช้ชีวิตของเราทุกคน และวัตถุดิบที่นำมาใช้ประกอบอาหารจะต้องสะอาดและมีคุณภาพ แต่รู้หรือไม่ว่าปัจจุบัน วัตถุดิบที่เราใช้ทำอาหารนั้นมีไมโครพลาสติกปนเปื้อนอยู่ งานวิจัยล่าสุดที่ศึกษาเกี่ยวกับผลกระทบของร่างกายจากมลพิษพลาสติกแสดงให้เห็นแล้วว่าวัตถุดิบหลายประเภทที่เรากินมีปริมาณไมโครพลาสติกปนเปื้อน จากขยะที่เราทิ้งในตอนนี้พวกมันกลายเป็นส่วนหนึ่งในห่วงโซ่อาหารของพวกเราแล้ว 

Greenpeace Russia volunteers demonstrate how to organize an outdoor «zero waste» picnic without the use of disposable tableware and plastic packaging.

การหยุดกินอาหารที่มีไมโครพลาสติกปนเปื้อนเป็นเพียงแค่การแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ เพราะยิ่งเราเพิกเฉยไม่เริ่มแก้ปัญหามลพิษอย่างจริงจังเราก็จะกินมันเข้าไปมากขึ้นโดยไม่รู้ตัว 

1.ผักและผลไม้

นักวิจัยจาก University of Catania ในอิตาลีค้นพบเศษชิ้นส่วนพลาสติกขนาดเล็กในผลไม้และผักบางชนิดเช่น แครอท ผักกาดหอม แอปเปิ้ลและลูกแพร์

แอปเปิ้ลเป็นผลไม้ที่พบปริมาณไมโครพลาสติกเยอะที่สุดในบรรดาผลไม้ที่นำมาทดสอบ โดยพบปริมาณไมโครพลาสติกในแอปเปิ้ล 1 กรัม เฉลี่ย 195,500 ชิ้น ในขณะที่ลูกแพร์มีปริมาณไมโครพลาสติกเฉลี่ย 189,500 ชิ้นต่อ 1 กรัม ส่วนบล็อคโคลี่และแครอท เป็นผักที่พบไมโครพลาสติกมากที่สุดโดยพบไมโครพลาสติกในปริมาณมากกว่า 100,000 ชิ้นต่อผัก 1 กรัม

In June and July 2019, Greenpeace Hong Kong visited 56 Hong Kong supermarkets from 12 chains and collected data on 12,141 items.  Greenpeace survey finds that over 50% of extra plastic wrapping is made by the supermarket itself. 
Greenpeace urges the supermarkets to set up package-free zones to encourage the consumer to go plastic-free. Plus, supermarkets should examine the volume of plastic used and establish a timetable for plastic waste reduction.

ผลการศึกษาทั้ง 2 ชิ้นถูกเผยแพร่ก่อนที่จะมีการพบว่าไมโครพลาสติกสามารถแทรกซึมเข้าไปในรากของผักกาดหอมและลำต้นข้าวสาลี นอกจากนี้รากของพืชยังดูดซับนาโนพลาสติก ดังนั้นผลไม้และผักจึงเป็นแหล่งสะสมไมโครพลาสติกจากน้ำและดินที่ปนเปื้อนอยู่แล้วนั่นเอง

ซีออน ชาน ผู้ประสานงานรณรงค์ของกรีนพีซ เอเชียตะวันออก ในฮ่องกง กล่าวว่า “เรากินปริมาณไมโครพลาสติกเกือบทั้งหมดที่สะสมอยู่ในแอปเปิ้ลได้เพียงกัดแค่หนึ่งคำ สิ่งที่เราทำได้เพื่อทำให้ปัญหาการสะสมของไมโครพลาสติกนี้ทุเลาลงคือ การลดการผลิตพลาสติกที่ใช้ครั้งเดียวทิ้งจะต้องเกิดขึ้นตั้งแต่บริษัทต้นทางก็คือลดการผลิตพลาสติกที่ไม่จำเป็น ส่วนซูเปอร์มาร์เก็ตก็ใช้พลาสติกในปริมาณที่มากเกินไป ดังนั้นยิ่งเราลดการใช้พลาสติกที่ใช้ครั้งเดียวได้เร็วเท่าไหร่ เราก็ยิ่งลดความเสี่ยงของการกินไมโครพลาสติกเข้าสู่ร่างกายได้มากเท่านั้น”

2.เกลือ

เมื่อเดือนเมษายน พ.ศ.2563 สถาบันผู้บริโภคของฮ่องกงรายงานว่าพบไมโครพลาสติกในเกลือที่นำมาทดสอบกว่า 20% จากปริมาณเกลือทั้งหมด โดยพบอนุภาคไมโครพลาสติกประมาณ 114 – 17,200 มิลลิกรัม ในเกลือทดลอง 1 กิโลกรัม ยิ่งไปกว่านั้นตัวอย่างการทดลองนี้ยังแสดงให้เห็นว่าไมโครพลาสติกเหล่านี้มาจากบรรจุภัณฑ์พลาสติกใช้ครั้งเดียวทิ้งประเภทโพลีโพรพิลีน  (Polypropylene:PP) 

นอกจากนี้ จากงานวิจัยที่กรีนพีซ เอเชียตะวันออกทำร่วมกับมหาวิทยาลัย Incheon National University ในเกาหลีใต้พบว่า เกลือที่นำมาทดสอบทั้งหมด 39 แบรนด์ จาก 21 ประเทศมีไมโครพลาสติกปนเปื้อนมากกว่า 90% เกลือเหล่านี้ยังคงถูกจำหน่ายตามห้างสรรพสินค้า ซูเปอร์มาร์เก็ตและร้านค้าออนไลน์ และเมื่ออ้างอิงจากผลวิจัยในระดับสากลแล้ว เป็นไปได้ว่ามนุษย์เราอาจบริโภคอนุภาคไมโครพลาสติกเข้าไปประมาณ 20,000 ชิ้นต่อปี เมื่อบริโภคเกลือปริมาณเฉลี่ย 10 กรัมต่อวัน

3.ปลากระบอกเทา (Flathead Grey Mullet)

The results of a research carried out in Hong Kong show the presence of microplastic in 60% of wild Flathead Grey Mullet, a species commonly served in Chinese meals. The test indicates the chance of adding toxins on the eating tables and along the food chain and shows that plastic pollution is part of our daily life.
Greenpeace urges the Hong Kong government to quicken up the process of legislation to restrict the use of single-use plastics.

จากการทดลองของมหาวิทยาลัย The Education University of Hong Kong ใน พ.ศ.2560 พบไมโครพลาสติกในปลากระบอกเทาถึง 60% โดยพบปริมาณเฉลี่ย 4.3 ชิ้น ต่อปลา 1 ตัว และยังพบไมโครพลาสติกในปลาทะเลและปลากระบอกเทาที่ซื้อจากตลาดปลาอื่น ๆ อีกด้วย

พลาสติกปนเปื้อนในห่วงโซ่อาหารได้อย่างไร?

ไมโครพลาสติกเป็นพลาสติกที่แตกตัวเป็นอนุภาคขนาดเล็ก (มีขนาดความยาวน้อยกว่า 5 มิลลิเมตร) ไมโครพลาสติกนี้เกิดจากพลาสติกที่เราใช้กันในชีวิตประจำวัน เช่น บรรจุภัณฑ์จากซูเปอร์มาร์เก็ต ตาข่ายโฟมห่อผลไม้ ถุงพลาสติกใส่ขนมปัง และอื่น ๆ มีรายงานว่า ในแต่ละปีมีพลาสติกมากกว่า 112 ตันในฮ่องกงถูกทิ้งเป็นขยะไหลลงทะเล พลาสติกที่ใช้ครั้งเดียวทิ้งเหล่านี้กลายเป็นปัจจัยหลักของมลพิษพลาสติก

The results of a research carried out in Hong Kong show the presence of microplastic in 60% of wild Flathead Grey Mullet, a species commonly served in Chinese meals. The test indicates the chance of adding toxins on the eating tables and along the food chain and shows that plastic pollution is part of our daily life.
Greenpeace urges the Hong Kong government to quicken up the process of legislation to restrict the use of single-use plastics.

ไมโครพลาสติกเป็นพลาสติกชิ้นเล็ก ๆ ที่หลุดรอดลงไปในมหาสมุทรได้จากการบำบัดน้ำเสีย พลาสติกเหล่าที่ไม่ได้ละลายหายไปไหน เพียงแต่แตกตัวเป็นชิ้นเล็กลง จนเป็นอาหารของแพลงก์ตอนและหอยต่าง ๆ ทำให้ไมโครพลาสติกเข้าไปในห่วงโซ่อาหาร

มลพิษไมโครพลาสติกส่งผลกระทบร้ายแรงต่อสุขภาพเรา

ไมโครพลาสติกส่งผลกระทบต่อสุขภาพของสัตว์น้ำ เช่น ทำให้ลำไส้ของปลาเกิดความผิดปกติ สารเคมีในไมโครพลาสติกจึงอาจเป็นพิษและคุกคามสุขภาพมนุษย์ ในไมโครพลาสติกมีกลุ่มสารมลพิษตกค้างยาวนาน หรือ persistent organic pollutants (POPs) เช่น ยาฆ่าแมลงและพลาสติกไซเซอร์ หรือแม้กระทั่งส่วนประกอบในพลาสติกประเภท PE และ PP ดังนั้น สุขภาพของเราตกอยู่ในความเสี่ยงทุกครั้งที่กินอาหารที่มีพลาสติกหรือไม่โครพลาสติกปนเปื้อน

เราจะแก้วิกฤตนี้ได้อย่างไร?

มลพิษพลาสติกถือเป็นวิกฤตของความสะดวกสบาย ซึ่งความสะดวกสบายนี้เองทำให้สุดท้ายเราต้องเผชิญกับกองขยะพลาสติกในปริมาณมหาศาลดังนั้น จึงมีความจำเป็นที่ทุกกลุ่มในวงจรพลาสติกต้องหันมาลดพลาสติกตั้งแต่ต้นทาง นั่นคือการผลิต 

ผู้ผลิตและภาคธุรกิจต้องลดการผลิตที่ไม่จำเป็นลง แล้วหันมาใช้ระบบมัดจำ ระบบเติม และมุ่งผลิตบรรจุภัณฑ์แบบใช้ซ้ำแทน รวมถึงระบบเก็บรวบรวมขยะเพื่อนำเข้าสู่ระบบหมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่ ส่วนภาครัฐเองก็ควรออกนโยบายขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิต (Extended Producer Responsibility: EPR) เพื่อผลักดันให้ภาคธุรกิจคำนึงถึงการลดใช้พลาสติกใช้ครั้งเดียวทิ้งตั้งแต่ขั้นตอนแรกของการออกแบบผลิตภัณฑ์ ไปจนถึงการจัดการไม่ให้ผลิตภัณฑ์ชิ้นนั้นหลุดรอดสู่สิ่งแวดล้อม ในส่วนของผู้บริโภค นอกเหนือจากการลดใช้พลาสติกใช้ครั้งเดียวทิ้ง ยังจำเป็นต้องร่วมกันส่งเสียงบอกภาครัฐและภาคเอกชนให้มีนโยบายลดใช้พลาสติกอย่างจริงจังและทันที และพร้อมสนับสนุนสินค้าที่ลดใช้พลาสติกเหล่านั้น 

เราต้องการคุณเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการลดพลาสติกที่ใช้ครั้งเดียวทิ้งตั้งแต่ต้นทางไปจนถึงในชีวิตประจำวัน สิ่งสำคัญคือเราไม่อาจกู้วิกฤตมลพิษพลาสติกด้วยเพียงแค่การรีไซเคิล ถึงเวลาแล้วที่บริษัททั้งหลายต้องบอกลาพลาสติกที่ใช้ครั้งเดียวไปพร้อมกัน ลงชื่อบอกบริษัทผู้ผลิตให้ยุติการใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติกที่ใช้ครั้งเดียวทิ้ง รวมทั้งสนับสนุนให้ซูเปอร์มาร์เก็ตลดการใช้พลาสติกที่ใช้ครั้งเดียวทิ้ง พัฒนา “ระบบเติม” ให้ลูกค้านำภาชนะมาเติมผลิตภัณฑ์ได้เอง

Fundraising Team in Manila. © Geric Cruz / Greenpeace
ร่วมบริจาค

ด้วยความช่วยเหลือจากคุณ ทำให้เราสามารถใช้วิธีการที่สร้างสรรค์อย่างสันติ เปิดโปงการทำลายสิ่งแวดล้อม ช่วยให้สังคมตระหนักถึงความสำคัญของการปกป้องมหาสมุทร ป่าไม้ แหล่งน้ำ อาหาร และสภาพภูมิอากาศ ซึ่งล้วนเป็นระบบพื้นฐานสำหรับทุกชีวิตบนโลกใบนี้

มีส่วนร่วม