ปรากฎการณ์น้ำแข็งในขั้วโลกเหนือละลายคือสัญญาณเตือนถึงวิกฤตสภาพภูมิอากาศ มหาสมุทรที่เต็มไปด้วยพันธุ์สัตว์หลากชนิดกำลังต้องการความช่วยเหลือจากเราอย่างเร่งด่วน

นกนางนวลสีงาช้าง (Ivory gulls) ยืนอยู่บนก้อนน้ำแข็งขนาดเล็ก บนธารน้ำแข็งในทะเล โดยมีเรืออาร์กติก ซันไรส์เป็นฉากหลัง ทีมงานของกรีนพีซอยู่ในขั้วโลกเหนือเพื่อสำรวจข้อมูลและเป็นประจักษ์พยานต่อการลดลงของน้ำแข็งในปี 2563 © Daniella Zalcman / Greenpeace

นักวิจัยได้รับสัญญาณเตือนถึงผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงขึ้น เมื่อน้ำแข็งในทะเลอาร์กติกมีปริมาณลดลงมากที่สุด นับเป็นครั้งที่ 2 ที่น้ำแข็งในทะเลลดลงต่ำที่สุดตั้งแต่มีการบันทึก

การละลายของน้ำแข็งในขั้วโลกเหนือถือเป็นเรื่องใหญ่ เพราะเป็นสัญญาณว่ามหาสมุทรและสิ่งมีชีวิตในท้องทะเลกำลังต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน เราอยากให้คุณมาเป็นอีกหนึ่งเสียงเคียงข้างกับ 3 ล้านเสียงจากทั่วโลกที่ได้ลงชื่อร่วมปกป้องมหาสมุทร ผ่านการเรียกร้องให้เหล่าผู้นำประเทศรับรองสนธิสัญญาทะเลหลวง (Oceans Santuaries) เพื่อปกป้องพื้นที่ของมหาสมุทรอย่างน้อย 30% จากทั้งหมดภายในปี 2573 ทั้งนี้ ผู้นำโลกจะต้องแก้ไขปัญหานี้อย่างรวดเร็ว ดังที่บทความวิชาการจากองค์กร Nature Climate Change ที่ระบุว่าจะไม่มีน้ำแข็งเหลืออยู่ในขั้วโลกเหนือในฤดูร้อนปี 2578 

มหาสมุทรที่อุดมสมบูรณ์ เต็มไปด้วยทรัพยากรและพันธุ์สัตว์นานาชนิดจะเป็นแหล่งกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไม่ให้ลอยขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ การปกป้องพื้นที่มหาสมุทร 30% จากทั้งหมดด้วยเขตคุ้มครองระบบนิเวศทางทะเลในมหาสมุทรโลก จะช่วยให้ระบบนิเวศในมหาสมุทรยังคงดำเนินต่อไปได้และสามารถปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ นักวิทยาศาสตร์ได้พิสูจน์แล้วว่า ขั้วโลกเหนือ จะเป็นหนึ่งในพื้นที่สำคัญที่เราจำเป็นจะต้องปกป้องคุ้มครองเอาไว้เพราะเป็นพื้นที่สำคัญอย่างยิ่งต่อสภาพภูมิอากาศของโลก

18-year-old environmental activist and campaigner Mya-Rose Craig poses on an ice floe in the Arctic as part of the most northerly climate strike at 82.2° North.
A Greenpeace team is in the Arctic to document the impact of the climate crisis and investigate marine life in the region.
Mya-Rose Craig เยาวชนและนักกิจกรรมวัย 18 ปี กางป้ายแบนเนอร์รณรงค์เรียกร้องให้ผู้นำโลกเร่งแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กิจกรรมนี้เกิดขึ้นพร้อมกับทีมกรีนพีซที่ออกสำรวจข้อมูลและหลักฐานการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในขั้วโลกเหนือ
© Daniella Zalcman / Greenpeace

อาร์กติกต้องได้รับการปกป้องอย่างเร่งด่วน ผู้นำโลกในการประชุม UN Biodiversity Summit จะต้องให้คำมั่นสัญญาที่จะปกป้องมหาสมุทรให้เป็นส่วนหนึ่งของการภาวะฉุกเฉินด้านสภาพภูมิอากาศ และเพื่อทำให้เห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่างการวิกฤตสภาพภูมิอากาศและมหาสมุทร ตอนนี้เรืออาร์กติก ซันไรส์ของกรีนพีซ รวมทั้งลูกเรือ นักรณรงค์ นักวิทยาศาสตร์และนักกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อมก็อยู่ที่อาร์กติกแล้ว เพื่อเป็นประจักษ์พยานต่อการสภาพภูมิอากาศที่กำลังย่ำแย่ลง

ไม่เพียงแค่พวกเราเท่านั้นที่ได้รับผลกระทบ แต่กลุ่มคนชายขอบในสังคมของเราเป็นกลุ่มคนที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศและการทำลายล้างมหาสมุทรมากที่สุดกลุ่มหนึ่ง เพราะมหาสมุทรเป็นแหล่งอาหารสำคัญสำหรับกลุ่มประชากรทางตอนใต้ เราจำเป็นต้องทำให้ภาครัฐฟังเสียงของผู้คนหลายล้านที่กำลังผลักดันให้เกิดการปกป้องโลกสีน้ำเงินใบนี้ นี่เป็นเรื่องสำคัญต่อเรา ต่อสัตว์ทะเลและโลกใบนี้

Schooling fish swim over a coral reef. Once having the highest income per capita in the Pacific, Nauru's economy and environment collapsed after decades of phosphate mining had been depleted. With virtually nothing more to trade, the island nation is staking its hopes on protection of fisheries in its waters and the nearby international waters.
© Paul Hilton / Greenpeace

จากนี้ไปเราจะทำให้เสียงของเราให้กลายเป็นคลื่นเหมือนคลื่นมหาสมุทร เป็นคลื่นที่มีพลังและไม่อ่อนข้อ ในตอนนี้ที่เรากำลังเผชิญกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศเราจะต้องจดจำไว้ว่าเรามีเสียงอีกหลายล้านเสียงที่กำลังสนับสนุนเราจากทั่วโลก เราจะต้องทำให้การปกป้องมหาสมุทรครั้งนี้สำเร็จ!

เป็นอีกหนึ่งเสียงในการปกป้องมหาสมุทรร่วมกับเรา

Will McCallum หัวหน้าโครงการด้านมหาสมุทร กรีนพีซ สหราชอาณาจักร

Humpback Whale in the Indian Ocean. © Paul Hilton / Greenpeace
ร่วมผลักดันเขตคุ้มครองระบบนิเวศทางทะเลในมหาสมุทรโลก

ด้วยวิกฤตหลายๆด้านที่กำลังคุกคามมหาสมุทร เราจึงจำเป็นต้องปกป้องมหาสมุทรโลกอย่างน้อย 1 ใน 3 ส่วนภายในปี พ.ศ.2573 

มีส่วนร่วม