ในยุคที่ปัญหาขยะพลาสติกกลายเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ใคร ๆ ต่างตระหนักถึง หลายประเทศออกกฎหมายเพื่อควบคุมพลาสติกที่ใช้ครั้งเดียวทิ้ง รวมถึงในประเทศไทยที่ภาครัฐเริ่มรณรงค์ให้ร้านสะดวกซื้อ ห้างสรรพสินค้า หยุดการแจกถุงพลาสติกให้กับลูกค้า รวมถึงล่าสุดที่คณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้ลดและเลิกใช้พลาสติกใช้ครั้งเดียวทิ้ง 4 ชนิด คือ ถุงพลาสติกหูหิ้วที่มีความหนาน้อยกว่า 36 ไมครอน กล่องโฟมบรรจุอาหาร (ไม่รวมโฟมที่ใช้กันกระแทกในภาคอุตสาหกรรม) แก้วพลาสติกความหนาน้อยกว่า 100 ไมครอน และหลอดพลาสติก(ซึ่งมีข้อยกเว้นสำหรับการใช้ในกรณีจำเป็น ได้แก่ การใช้ในเด็ก คนชรา ผู้ป่วย เป็นต้น) แต่ยังไม่มีการพูดถึงบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่ใช้ครั้งเดียวทิ้ง ซึ่งในปัจจุบัน แบรนด์สินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่ต่างนำเสนอ ระบบรีไซเคิล ที่อ้างว่าจะเข้ามาช่วยให้บรรจุภัณฑ์ที่ผลิตขึ้นมานั้นหมุนเวียนกลับมาใช้ได้อีกครั้ง 

Workers are sorting out the recycling materials from the waste of households.
© Seungchan Lee / Greenpeace

ระบบรีไซเคิลนี้จะช่วยให้เราแก้ปัญหามลพิษพลาสติกได้จริงหรือ? 

คำตอบก็คือ ระบบรีไซเคิลเข้ามาช่วยเราได้เพียงบางส่วนเท่านั้น โดยที่ผ่านมาไทยมีสถิติการนำขยะกลับมาใช้ประโยชน์น้อยมาก ซึ่งข้อมูลจากกรมควบคุมมลพิษระบุว่าในปี 2561 มีขยะพลาสติกเพียง 500,000 ตันเท่านั้นที่เข้าสู่ระบบรีไซเคิล จากขยะทั้งหมด 27.8 ล้านตัน และมีขยะนำไปกำจัดอย่างไม่ถูกต้องถึง 7.15 ล้านต้น ซึ่งทำโดยการเทกองและเผากลางแจ้ง ดังนั้น จึงมีความเป็นไปได้มากว่าขยะที่เราพยายามแยกในครัวเรือนเหล่านั้นกำลังตกค้างอยู่ในสิ่งแวดล้อม

เห็นได้ชัดว่าเราไม่สามารถพึ่งพาเพียงแค่ระบบรีไซเคิลได้เพียงอย่างเดียว เรายังจำเป็นต้องลดใช้พลาสติกที่ใช้ครั้งเดียวทิ้ง รวมทั้งผู้ผลิตจะต้องแสดงความรับผิดชอบต่อรอยเท้าพลาสติก (plastic footprint) ที่พวกเขาทิ้งเอาไว้อย่างจริงจังด้วยการลดการใช้พลาสติกที่ใช้ครั้งเดียวทิ้งรวมทั้งเลิกผลักภาระมาให้ผู้บริโภค 

แต่ปัจจุบันอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับการผลิตบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่ใช้ครั้งเดียวทิ้งกำลัง Green Washing หรือการทำการตลาดเพื่อให้พวกเรา “เชื่อ” ว่าแบรนด์ของพวกเขาเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ด้วยระบบรีไซเคิล และนี่คือความลับของระบบรีไซเคิลที่อุตสาหกรรมเหล่านี้ไม่เคยบอกเรา

*พจนานุกรมเคมบริดจ์ ให้ความหมายของศัพท์ Green Washing เอาไว้ว่า “คือการทำให้คนเชื่อว่าแบรนด์ของคุณเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากกว่าความเป็นจริง”

Workers of the dumpster truck collect the mixed plastic waste of households for recycling. The mixed plastic waste is sent to the waste screening center to be sorted out by different materials. Much of the waste is single-use plastics, such as food containers and similar items.
© Soojung Do / Greenpeace
  1. เมื่อแบรนด์ฉวยโอกาสคว้า “ระบบรีไซเคิล” ทำให้ภาพลักษณ์ดูดี

ระบบรีไซเคิลกลายเป็นเครื่องมือที่ทำให้อุตสาหกรรมอุปโภคบริโภคที่ใช้พลาสติกที่ใช้ครั้งเดียวทิ้งยกขึ้นมาอ้างว่าตัวเองได้ทำเพื่อสิ่งแวดล้อมแล้ว ในช่วงเวลาที่เราเริ่มเห็นว่าหลอดพลาสติก ขวดพลาสติก หรือถุงพลาสติกตกค้างอยู่ในมหาสมุทรและทำร้ายสัตว์ทะเล ในตอนนั้นมันกลายเป็นกลยุทธ์ทางการตลาดเพื่อให้แบรนด์รอดตัวจากข้อครหาว่าเป็นผู้ก่อมลพิษหลัก (ภาษาอังกฤษที่ใช้เท่ ๆ กันคือคำว่า Big Polluter) หลังจากผู้บริโภคเริ่มลดใช้พลาสติกที่ใช้ครั้งเดียวทิ้งแล้วเริ่มตั้งคำถามว่า “ถ้าอยากกินขนมแบรนด์นี้ เครื่องดื่มของแบรนด์นี้ ฉันจะทำยังไงให้สามารถกินอาหาร ดื่มเครื่องดื่มเหล่านี้ได้โดยไม่สร้างขยะพลาสติก?” ในตอนนั้นระบบรีไซเคิลก็กลายมาเป็นข้ออ้างของอุตสาหกรรมทันที ในการทำให้ผู้บริโภครู้สึกว่าพวกเขาสร้างขยะได้ เพราะขยะชิ้นนั้นผลิตจากวัสดุที่รีไซเคิลได้ ซึ่งมันไม่จริง! เพราะมีขยะพลาสติกเพียงบางส่วนเท่านั้นที่ถูกนำกลับมารีไซเคิล

เราไม่ได้มองว่าระบบรีไซเคิลคือตัวร้าย แต่เรามองว่าตราบใดที่เรายังไม่สามารถจัดการให้ขยะพลาสติกเหล่านี้เข้าไปอยู่ในระบบรีไซเคิลได้ทั้งหมด ขยะที่แม้ว่าจะผลิตจากพลาสติกที่สามารถเอาไปรีไซเคิลได้ ก็ยังคงหลุดรอดออกสู่ระบบนิเวศ การผลิตบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่ใช้แล้วทิ้งออกมาเรื่อย ๆ เพื่อหวังว่าพวกมันจะเข้าสู่ระบบรีไซเคิลได้เองก็ไม่สามารถทำให้เราแก้ไขปัญหามลพิษพลาสติกได้

  1. ระบบรีไซเคิลจะไม่เวิร์ค ถ้ายังจัดการระบบไม่ดีพอ

ในขณะที่อุตสาหกรรมพลาสติกต้องการให้ผู้บริโภคคิดว่าผลิตภัณฑ์พลาสติกจำนวนมากสามารถรีไซเคิลได้ แต่จริง ๆ แล้วพลาสติกทั้งหมดที่ผลิตตั้งแต่ปี ค.ศ.1950 กลับถูกนำมารีไซเคิลน้อยกว่า 10% โดยส่วนที่เหลือถูกนำไปเผา ถูกทิ้งในหลุมฝังกลบ หรือปล่อยทิ้งกลายเป็นมลพิษในสิ่งแวดล้อม

ในช่วงเวลาที่เรายังไม่สามารถนำขยะพลาสติกทุกชิ้นเข้าสู่ระบบรีไซเคิลได้ 100 % เราจำเป็นจะต้องนำหลักการอื่น ๆ เข้ามาช่วยเพื่อลดพลาสติกที่ใช้ครั้งเดียวทิ้งได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น หลักการ 7R (Reduce, Reuse, Refill, Return, Repair/Repurpose, Replace และ Recycle) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งใน เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ก็คือ การลดขยะให้มากที่สุด และใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่มีให้เกิดประโยชน์สูงสุดจนมีขยะไปสู่หลุมฝังกลบน้อยที่สุด 

หลักการ 7R สำหรับผู้บริโภคแล้วสามารถนำไปใช้ได้ในชีวิตประจำวัน รวมถึงแบรนด์อุปโภคบริโภคที่สามารถนำหลักการเหล่านี้ไปประยุกต์ ปรับใช้เป็นวิธีลดขยะพลาสติกในห่วงโซ่การผลิตบรรจุภัณฑ์ให้เกิดพลาสติกที่ใช้ครั้งเดียวทิ้งให้ได้น้อยที่สุด และจัดการให้บรรจุภัณฑ์จากสินค้าของตนเองเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลให้ได้ 100% 

ปัจจุบันมีการกล่าวถึง “หลักการขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิต” (Extended Producer Responsibility : EPR) เราจะขอเรียกสั้น ๆ ว่า EPR หลักการนี้คือหลักการที่ขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิตไปยังช่วงต่าง ๆ ของวงจรชีวิตของบรรจุภัณฑ์ เป็นแนวทางให้ผู้ผลิตคำนึงถึงผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมอย่างครบวงจร ตั้งแต่การออกแบบ, กระจายสินค้า,​ การรับคืน, การเก็บรวบรวม, การใช้ซ้ำ, การนำกลับมาใช้ใหม่ และการบำบัด ซึ่งจะช่วยให้แบรนด์ก้าวไปไกลมากกว่าเพียงแค่การสร้างภาพลักษณ์ว่าเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แต่พวกเขาสามารถลดมลพิษพลาสติกได้จริงนั่นเอง

  1. การลดการผลิตพลาสติกชะลอวิกฤตสภาพภูมิอากาศมากกว่าการรีไซเคิล

ใครเคยสงสัยกันบ้างไหมว่าทำไมถุงผ้าต้องพิมพ์แคมเปญรณรงค์เช่น “ลดถุงพลาสติก ลดโลกร้อน” อะไรทำนองนี้ไหมคะ? ความจริงก็คือ มลพิษพลาสติกมีความสัมพันธ์กับวิกฤตสภาพภูมิอากาศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะการผลิตพลาสติกนั้นมาจากผลพลอยได้ของปิโตรเลียมซึ่งเป็นเชื้อเพลิงฟอสซิล ข้อมูลจากสำนักข่าว the Guardian ระบุว่ามีบริษัทอุตสาหกรรมน้ำมันกว่า 20 แห่งคือผู้ก่อมลพิษหลักในการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศโลก โดยตั้งแต่ปี 2508 บริษัทเหล่านี้ปลดปล่อยก๊าซไปกว่า 35% ของการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ทั่วโลก  

การผลิตพลาสติกทั่วโลกมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นเท่าตัวในอีก 15 ปีข้างหน้า ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มีการคาดการณ์ว่าความต้องการใช้เชื้อเพลิงจะลดลง ในปี 2560 ที่ผ่านมา น้ำมันดิบ 50% ถูกกลั่นและนำไปใช้ส่วนใหญ่เป็นน้ำมันในรถยนต์ แต่เมื่อเกิดเทคโนโลยียานพาหนะไฟฟ้าสำหรับขนส่งมวลชนขึ้น นั่นหมายความว่าความต้องการใช้น้ำมันจากเดิมก็จะลดลง แนวโน้มที่เกิดขึ้นทำให้อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิลหันไปสนใจการผลิตบรรจุภัณฑ์พลาสติกมากขึ้น

นอกจากนี้ในช่วงเวลาที่ทั่วโลกเริ่มสนใจการเปลี่ยนผ่านการใช้พลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิล ไปเป็นพลังงานหมุนเวียน อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิลจึงหันไปใช้ปิโตรเลียมผลิตพลาสติกมากขึ้น 

มลพิษพลาสติกดูเหมือนจะไม่เกี่ยวอะไรเลยกับการเกิดวิกฤตสภาพภูมิอากาศ คล้ายกับเป็นปัญหาที่ถูกแยกออกมาต่างหาก แต่จริง ๆ แล้วการแบ่งประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมออกเป็นข้อ ๆ ขาดจากกันไม่สามารถแก้ปัญหาได้ สิ่งที่เราต้องปรับเปลี่ยนนั่นคือเปลี่ยนมุมมองของเราต่อปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้องเชื่อมโยงกันและมีปัจจัยรอบด้านเข้ามาเกี่ยวข้องมากกว่าที่เราคิด 

  1. เปลี่ยนจาก CSR เป็น EPR สร้างความรับผิดชอบและภาพลักษณ์ที่ดีให้แบรนด์อย่างแท้จริง

เพราะเพียงการทำให้ภาพลักษณ์ขององค์กรดีขึ้น ด้วยการโปรโมทเกี่ยวกับระบบรีไซเคิลไม่ได้หมายความว่าเราจะสามารถแก้ไขมลพิษพลาสติกและวิกฤตสิ่งแวดล้อมด้านอื่นๆ ได้จริง ล่าสุด 188 องค์กรทั่วโลกรวมตัวกันเพื่อเรียกร้องให้ยุติการพึ่งพาผลิตภัณฑ์ที่ใช้ครั้งเดียวทิ้ง และให้มีการเปลี่ยนแปลงระบบการผลิตและการบริโภคตลอดวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์ เพื่อเอื้อต่อระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนที่แท้จริง

ทางออกของวิกฤตมลพิษพลาสติกมีหลากหลาย อาทิ ระบบใช้ซ้ำและรีฟิล(Reuse and refill systems) บรรจุภัณฑ์ที่ทำจากวัสดุรีไซเคิล 100% ที่มาพร้อมกับระบบเก็บรวบรวมขยะบรรจุภัณฑ์เข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล ไม่ให้บรรจุภัณฑ์เหล่านั้นหลุดออกสู่สิ่งแวดล้อม และการออกแบบบรรจุภัณฑ์ใหม่ให้ใช้พลาสติกน้อยที่สุดเท่าที่ทำได้ เหล่านี้ล้วนเป็นทางเลือกที่แบรนด์สามารถนำไปปรับใช้ สร้างระบบตาม หลักการขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิต หรือ Extended Producer Responsibility (EPR) เพื่อแก้ไขปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมรวมทั้งยังก้าวไปพร้อม ๆ กับผู้บริโภคในการลดใช้พลาสติกได้จริงอีกด้วย

Workers are sorting out the recycling materials from the waste of households.
© Seungchan Lee / Greenpeace