การเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลจากภาวะฉุกเฉินด้านสภาพภูมิอากาศจนจมเมืองชายฝั่งทะเลเป็นเรื่องที่พูดกันมาพักใหญ่แล้วๆ แต่หลายคนยังสงสัยว่าระดับน้ำทะเลสูงขึ้นจริงไหม? 

คำตอบคือ “จริง” และไม่เพียงแค่นั้น การวิเคราะห์ข้อมูลจากเครื่องมือวัดบนดาวเทียมทั่วโลกที่เก็บรวบรวมต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปียังชี้ว่าระดับน้ำทะเลเพิ่มขึ้นเร็วกว่าที่เราเคยคิดเสียอีก

แต่ระดับน้ำทะเลเพิ่มขึ้นได้อย่างไร เพิ่มขึ้นแล้วทำไม และเราทำอะไรได้บ้าง? เดี๋ยวเราเล่าให้ฟัง  

Since June 24th, 2020, South Korea's longest monsoon in seven years has been causing serious damage from heavy rains. As torrential rain fell heavily, most cities and provinces suffered massive property damage and dozens of casualties across the country including flooding of urban and agricultural areas, power outages, landslides, loss of facilities such as roads and the collapse of reservoirs. At least 31 people have died, and 11 remain missing after 54 days of rain.
Korea Meteorological Administration concluded that this unusual longer and heavier monsoon season is an extreme weather event caused by climate change. The unusually high temperatures in the Arctic region due to climate change has made upper jet stream currents have weakened which established the conditions for cold air from the North Pole to descend to the middle latitudes. This created the 'super monsoon' in East Asia this year including Japan and China.
ในวันที่ 24 มิถุนายน 2563 ฝนที่กระหน่ำลงมาอย่างหนักทำให้เมืองหลายๆเมืองในเกาหลีใต้ต้องเผชิญกับน้ำท่วมสูง
© Sungwoo Lee / Greenpeace

ระดับน้ำทะเลเพิ่มขึ้นได้อย่างไรและเพิ่มขึ้นเร็วแค่ไหน

การเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลเกิดจากสองสาเหตุหลักๆ และทั้งสองสาเหตุมีต้นตอจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศ

ปกติแล้ว เมื่อน้ำร้อนขึ้น ปริมาตรจะขยายตัว เช่นเดียวกันกับน้ำในมหาสมุทร มหาสมุทรช่วยดูดซับก๊าซเรือนกระจกและเก็บความร้อนจนอุณหภูมิเพิ่มขึ้น ผลที่ตามมาคือการขยายตัวของน้ำ ทำให้ระดับน้ำในมหาสมุทรเพิ่มขึ้น 

นอกจากนั้น อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกที่สูงขึ้นยังทำให้ธารน้ำแข็งและพืดน้ำแข็งละลายอย่างรวดเร็วและไหลไปรวมกับน้ำในมหาสมุทร ทำให้ระดับน้ำในมหาสมุทรยิ่งเพิ่มขึ้นกว่าเดิม

แล้วระดับน้ำทะเลเพิ่มขึ้นเร็วแค่ไหน ?

นับตั้งแต่ช่วงปลายของทศวรรษที่ 60 เป็นต้นมา ระดับน้ำในมหาสมุทรเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 4.88 มิลลิเมตรต่อปี รายงานของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศปี 2562 ระบุว่าตั้งแต่ พ.ศ. 2549-2558 ระดับน้ำทะเลในมหาสมุทรเพิ่มขึ้น 3.3 มิลลิเมตรต่อปี ส่วนนักวิทยาศาสตร์ด้านภูมิอากาศและนักสมุทรศาสตร์หลายคนเชื่อว่าสาเหตุที่น้ำทะเลเพิ่มขึ้นเร็วขนาดนี้มาจากพืดน้ำแข็งที่ละลายในกรีนแลนด์ (Greenland)

ปัจจุบันไม่มีสัญญาณว่าการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลอย่างรวดเร็วจะชะลอลงเลย โดยเฉพาะในวันที่โลกยังคงเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลต่อไป คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) คาดการณ์ว่าระดับน้ำในมหาสมุทรทั่วโลกโดยเฉลี่ยอาจเพิ่มขึ้นถึง 84 เซนติเมตรในระหว่างปี พ.ศ.2562-2643

รถเมล์และรถกระบะขับฝ่าน้ำท่วมในบางแค กรุงเทพฯ กรีนพีซเตือนว่า ผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศแบบสุดขั้วบวกกับการพัฒนาที่ไม่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมอาจทำให้เกิดการแบกรับต้นทุนด้านเศรษฐกิจมากขึ้น อาจสร้างความเสียหายต่อเกษตรกรรมและทำให้แหล่งน้ำในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ปนเปื้อน

ระดับน้ำทะเลเพิ่มขึ้นแล้วยังไง?

ระดับน้ำทะเลที่เพิ่มขึ้นเกือบหนึ่งเมตรอาจฟังดูไม่น่ากลัวอะไร แต่เพียงหนึ่งเมตรนี่ก็สร้างความพินาศให้ชีวิตมนุษย์ทั่วโลกตั้งเท่าไหร่แล้ว

ในปี พ.ศ.2553 กว่า 11% ของประชากรทั่วโลกอาศัยอยู่ริมชายฝั่งทะเลและอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลปานกลางไม่ถึง 10 เมตร เมื่อระดับน้ำทะเลเพิ่มขึ้น พื้นที่ลุ่มต่ำจะเสี่ยงจมน้ำ ซ้ำยังอาจต้องเผชิญกับพลังทำลายของพายุหมุนเขตร้อนและคลื่นพายุซัดฝั่ง แหล่งน้ำจืดในธรรมชาติก็จะถูกรุกด้วยน้ำเค็ม มีการคาดการณ์ว่าภายในศตวรรษนี้ พายุหมุนเขตร้อนจะมีพลังทำลายล้างมากกว่าเดิม ผู้คนจะสูญเสียที่อยู่อาศัย วิถีชีวิตที่คุ้นเคย หรือแม้กระทั่งชีวิต 

คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ คาดการณ์ว่าก่อนปี พ.ศ.2593 กว่า 600 ล้านคนทั่วโลกที่อาศัยในที่ราบลุ่มอาจต้องเผชิญกับน้ำท่วมชายฝั่งซึ่งเป็นผลมาจากระดับน้ำในมหาสมุทรที่เพิ่มขึ้น 

นอกจากชีวิตมนุษย์แล้ว สิ่งมีชีวิตอื่นๆและระบบนิเวศก็หนีไม่พ้น น้ำท่วมและพายุหมุนเขตร้อนจะคร่าชีวิตทั้งหลายไปจากโลก ก่อให้เกิดความเสียหายเศรษฐกิจและโครงสร้างพื้นฐาน

ชายคนหนึ่งก้มลงมองรถของเขาที่ถูกน้ำท่วมจากบนชั้นสองของบ้านในจาการ์ตา อินโดนีเซีย 

แล้วเราทำอะไรได้บ้าง

ก่อนอื่นเลยผู้คนต้องตระหนักถึงวิกฤตสภาพภูมิอากาศ มีงานเชิงวิทยาศาสตร์และข้อมูลหลายชิ้นที่ยืนยันถึงวิกฤตที่ว่านี้ เมื่อรู้แบบนี้แล้วรัฐบาลเองก็ควรที่จะวางแผนรับมือเพื่อหลีกเลี่ยงหายนะ 

รายงานฉบับใหม่ของกรีนพีซ เอเชียตะวันออก เผยความเสียหายทางเศรษฐกิจที่คาดการณ์จากการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลแบบสภาวะสุดขีดใน 7 เมืองของเอเชียภายในปี พ.ศ.2573 

ตัวรายงานวิเคราะห์ถึงความเสียหายทางเศรษฐกิจและประชากรในเมืองอย่างกรุงเทพฯ จาการ์ตา และมะนิลา หากเกิดน้ำท่วมขึ้นจริง โดยพิจารณาจากแนวโน้มการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับที่สูงโดยที่การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยพื้นผิวโลกช่วงปลายศตวรรษที่ 21 จะอยู่ระหว่าง 2.6-4.8 องศาเซลเซียส ซึ่งนำไปสู่ข้อสันนิษฐานที่ว่าในปี 2573 อุทกภัยคาบอุบัติซ้ำ 10 ปี(ten-year flood) ซึ่งเป็นเหตุการณ์น้ำท่วมชายฝั่งที่เกิดจากคลื่นพายุซัดฝั่งและระดับน้ำขึ้นสูงสุด โดยมีโอกาส 10% ต่อปีที่จะเกิดน้ำท่วมสูงเกินระดับน้ำทะเล คาดว่าผู้คนกว่า 15 ล้านคนจะได้รับผลกระทบ มีความเสียหายทางเศรษฐกิจกว่า 7.2 แสนล้านดอลลาร์ในเจ็ดเมืองใหญ่ที่ทำการศึกษา

ความตกลงปารีส (Paris Agreement) ได้กำหนดกรอบที่ประเทศต่างๆต้องทำเพื่อรับมือกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศ ซึ่งนับเป็นก้าวสำคัญในการจำกัดอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกไม่ให้สูงไปกว่า 1.5 องศาเซลเซียส แต่ปัจจุบันการดำเนินการยังล่าช้าและไม่จริงจังมากพอ  

และนี่คือข้อเรียกร้องของเราต่อรัฐบาลในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพื่อกอบกู้วิกฤตสภาพภูมิอากาศ

  • เดินหน้าตามเป้าหมายที่มุ่งมั่นเพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อย่างจริงจัง
  • ยกเลิกแผนการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งใหม่ ปลดระวางโรงไฟฟ้าถ่านหินที่มีอยู่ให้เร็วขึ้น และเน้นพัฒนาระบบพลังงานหมุนเวียนที่สะอาด
  • ตัดงบการเงินการลงทุนโพ้นทะเลในอุตสาหกรรมฟอสซิล
  • ยุติการทำลายผืนป่าและการเปลี่ยนพื้นที่ป่าพรุเพื่อเกษตรเชิงอุตสาหกรรม
  • ทำให้เมืองและชุมชนมีความเข้มแข็งและมีแผนสำรองในภาวะวิกฤต ปรับเปลี่ยนโครงสร้างพื้นฐาน
  • ให้เหมาะกับสภาพภูมิอากาศ ตั้งระบบเตือนภัย กระจายศูนย์ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับผลกระทบของวิกฤต และเตรียมการเพื่อลดความเสี่ยงของภัยพิบัติในระดับชุมชน

การเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลอาจดูน่ากลัว แต่สิ่งสำคัญคือเราต้องไม่สิ้นหวัง เหมือนกับที่เรากำลังต่อกรกับโรคระบาดครั้งใหญ่ตอนนี้ เวลาเพียงหนึ่งปี ผู้นำทั่วโลกหันมาให้ความสำคัญกับการรับมือกับโรคระบาด วิกฤตสภาพภูมิอากาศก็ต้องการความแข็งขันแบบนี้เช่นกัน 

กรีนพีซและนักกิจกรรมรุ่นใหม่จากทั่วโลกกำลังเรียกร้องเพื่อให้โลกเปลี่ยนผ่านสู่ระบบพลังงานหมุนเวียนที่สะอาด สถาบันการเงินหลายแห่งก็กำลังเข้าร่วมกับเราและร่วมวางแผนในการแก้ปัญหา

การเปลี่ยนแปลงเริ่มขึ้นแล้ว และจะดำเนินต่อไป คุณเป็นส่วนหนึ่งได้ ใช้เสียงของคุณเป็นพลังในการขับเคลื่อนเรียกร้องอนาคตของโลกเรา  


ร่วมสนับสนุนการทำงานของกรีนพีซ

เราทำงานรณรงค์เพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อมและสิทธิชุมชนหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่การวิจัยข้อมูล รายงานทางวิทยาศาสตร์ และรณรงค์กับประชาชนด้วยข้อมูลเหล่านี้