ปัจจุบันโลกของเรายังนิยมใช้วิธี ‘รีไซเคิล’ เพื่อจัดการกับปัญหาขยะพลาสติก แต่แม้ว่าจะมีความพยายามแยกขยะและนำไปรีไซเคิลให้มากที่สุด แต่เมื่อดูในรายละเอียดแล้ว การรีไซเคิลอาจยังไม่ใช่ทางออกที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด เพราะหลายประเทศยังคงรีไซเคิลพลาสติกได้น้อย เช่น ในปี 2564 สหรัฐอเมริกามีขยะพลาสติกทั้งหมด 40 ล้านตัน แต่มีขยะพลาสติกที่ถูกรีไซเคิลเพียง 2 ล้านตัน (คิดเป็น 5-6%) เท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้นในทุก ๆ ปี โลกยังผลิตขยะพลาสติกอยู่เรื่อย ๆ ราว 400 ล้านตัน ซึ่งเยอะจนเกินกว่าที่เราจะจินตนาการได้เลย นี่จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้เราเห็นข่าวเกี่ยวกับการพบไมโครพลาสติกในอุจาระสัตว์ ในอุจจาระมนุษย์ หรือแม้กระทั่งพบไมโครพลาสติกในเลือดมนุษย์ ข่าวเหล่านี้สะท้อนถึงความล้มเหลวในการจัดการขยะพลาสติก และตอนนี้ปัญหานี้กำลังกลายเป็นภัยคุกคามของเราและสิ่งมีชีวิตทั่วโลก

A tourist walks on Bali's iconic Kuta beach that is buried by plastic  rubbish during monsoon season in Denpasar, Bali. Bali's beaches are being strewn by plastic rubbish which is becoming an annual event due to the monsoon weather,  poor waste management and a global marine pollution crisis.

อีกหนึ่งประเด็นที่ต้องจับตามองและโลกจะต้องร่วมกันแก้ปัญหานั่นคือ วิกฤตสภาพภูมิอากาศ หลายคนอาจคาดไม่ถึงว่าพลาสติกมีส่วนทำให้เกิดวิกฤตสภาพภูมิอากาศด้วย แต่ความจริงคือบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่ใช้ครั้งเดียวทิ้งกว่า 98% ที่ถูกผลิตขึ้นมา มาจากเชื้อเพลิงฟอสซิล และการขยายตัวของการผลิตพลาสติก ทำให้มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG) เพิ่มขึ้นมหาศาลจนอาจทำให้เราไม่สามารถไปถึงเป้าหมายที่จะจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกไม่เกิน 1.5 องศาเซลเซียส ตามความตกลงปารีส

เพราะผลกระทบของพลาสติที่ใช้ครั้งเดียวทิ้งส่งผลต่อเรารุนแรงมากขึ้นทุกวัน ดังนั้นจึงมีกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งที่เชื่อว่า การลดใช้พลาสติกที่ใช้ครั้งเดียวทิ้งจากต้นทางเป็นทางออก และการรณรงค์เพื่อเปลี่ยนแนวคิดการใช้พลาสติกที่ใช้ครั้งเดียวทิ้งเพื่อความสะดวกสบายไปสู่แนวคิดการใช้ซ้ำ ที่จะช่วยลดปัญหาขยะพลาสติกที่กำลังล้นโลกอยู่ในตอนนี้ แต่การจะเปลี่ยนแปลงตั้งแต่ต้นทางนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายและต้องใช้ระยะเวลา กลุ่มขับเคลื่อนการลดใช้พลาสติกระดับโลกจึงร่วมมือกันทำรายงาน A Just Transition to Reusable Packaging ที่ลงรายละเอียดการลดใช้พลาสติกที่ใช้ครั้งเดียวทิ้งตั้งแต่ต้นทาง โดยระบุชัดเจนถึงแต่ละภาคส่วนว่าควรทำอย่างไรเพื่อจัดการปัญหาพลาสติกภายใต้แนวคิดลดใช้ตั้งแต่ต้นทาง พร้อมเสนอทางออกของการใช้ซ้ำเข้ามาแทนที่บรรจุภัณฑ์พลาสติกที่ใช้ครั้งเดียวทิ้งและวัฒนธรรมการใช้แล้วทิ้ง นอกจากนี้อีกหนึ่งสิ่งสำคัญที่รายงานระบุชัดเจนคือแต่ละภาคส่วนจะได้รับประโยชน์อะไรบ้างหากเราหันมาเลือกวิธีใช้ซ้ำแทนการใช้แล้วทิ้ง

การเปลี่ยนมาใช้แนวคิด ‘ใช้ซ้ำ’ ในภาคธุรกิจ

เมื่อภาคธุรกิจนำเอาวิธีการใช้ซ้ำมาปรับใช้ แน่นอนว่าสิ่งแรกที่จะเกิดขึ้นคือ การทำแผนธุรกิจ (Business Model) ใหม่ซึ่งจะช่วยให้คำมั่นสัญญาในการปกป้องสิ่งแวดล้อมในภาคธุรกิจเกิดขึ้นจริง ความท้าทายของภาคธุรกิจนี้อยู่ที่จะต้องควบคุมต้นทุนของบรรจุภัณฑ์ใช้ซ้ำและการมอบประสบการณ์ที่ดีกว่าให้กับลูกค้าอีกด้วย โดยคู่มือ Just Transition แนะนำว่าหลักการในคู่มือนี้เหมาะสำหรับกลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก (SMEs) รวมไปถึงกลุ่มร้านกาแฟ โรงแรม และร้านค้าปลีก เป็นต้น

นอกจากนี้การวิจัยในรายงานแนะนำอีกว่าการใช้ซ้ำยังอาจเป็นวิธีที่เป็นประโยชน์กับการลดใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติกที่ใช้ครั้งเดียวทิ้งในธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก อย่างเช่นกลุ่มธุรกิจ SMEs ในยุโรป หนึ่งในโอกาสของกลุ่มธุรกิจเหล่านี้คือความสามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่ที่อยู่ในระบบ ช่วยลดการผูกขาดอำนาจการผลิตและการขายจากกลุ่มทุนขนาดใหญ่

Package free products in zero waste shop in Kyoto, Japan. Totoya Kyoto is the first zero waste supermarket in Japan.
京都のゼロウェイストショップに並ぶ、パッケージフリーの商品。斗々屋京都本店は、日本初のゼロウェイストスーパーマーケット。
ภาพร้าน Zero waste ในเกียวโต ญี่ปุ่น

แนวคิด ‘ใช้ซ้ำ’ สร้างอาชีพในภาคแรงงาน

แนวคิดการใช้ซ้ำ ทำให้เกิดการสร้างอาชีพที่มีศักยภาพทั้งในประเทศและระดับภูมิภาค ตลอดจนเกิดการพัฒนาความรู้ความสามารถใหม่ ๆ ในด้านอาชีพและวิชาชีพแก่แรงงาน อย่างไรก็ตามอาจจะมีบางอาชีพที่จะหายไปในภาคการผลิตพลาสติกที่ใช้ครั้งเดียวทิ้ง ซึ่งเป็นส่วนที่ต้องบริหารจัดการอย่างระมัดระวัง การนำคู่มือการเปลี่ยนผ่านสู่แนวคิดการใช้ซ้ำมาปรับใช้เพื่อสนับสนุนกลุ่มแรงงานที่ได้รับผลกระทบจะช่วยให้เราเห็นวิธีการและทางออกให้กับกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบอย่างชัดเจนมากขึ้น

แนวคิด ‘ใช้ซ้ำ’ จะช่วยผู้บริโภคเปลี่ยนผ่านจากวัฒนธรรมใช้แล้วทิ้ง

แนวคิดการใช้ซ้ำจะให้ประโยชน์ต่อผู้บริโภคในด้านการช่วยลดใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติกที่ใช้ครั้งเดียวทิ้ง อย่างไรก็ตาม ยังมีความท้าทายที่จะจูงใจให้เกิดการใช้ซ้ำในกลุ่มผู้บริโภคให้สำเร็จ ทั้งการบริหารจัดการต้นทุน การทำให้ผู้บริโภคเข้าถึงระบบการใช้ซ้ำ และความพร้อมในการเริ่มเปลี่ยนวิถีชีวิตมาใช้ซ้ำ 

ดังนั้นธุรกิจต่าง ๆ โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กควรร่วมกันสร้างมาตรฐานบรรจุภัณฑ์ใช้ซ้ำและระบบต่าง ๆ ในกลุ่มธุรกิจให้ชัดเจนเพื่อให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงการใช้ซ้ำและสามารถเข้าถึงสินค้าที่หลากหลายมากที่สุด 

More than 20 people joined our plastic-free picnic in Sha Tin, Hong Kong. Participants brought their own bowls and containers to buy food and drinks from restaurants who provide plastic-free choices. This campaign aims to build up a plastic-free community and cut out the plastic waste in our society.

‘การใช้ซ้ำ’ จะยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชน

ระบบการใช้ซ้ำเป็นประโยชน์ต่อคนในชุมชนท้องถิ่นในหลากหลายด้าน กล่าวได้ว่ายิ่งท้องถิ่นสามารถพัฒนาระบบการใช้ซ้ำได้มีประสิทธิภาพมากเท่าไหร่ คนในชุมชนเองก็จะยิ่งได้รับประโยชน์มากขึ้นเท่านั้น โดยชุมชนจะได้รับประโยชน์ด้านสิ่งแวดล้อม (ปัจจุบันชุมชนในหลายประเทศต้องทนทุกข์จากผลกระทบของบ่อขยะ หรือมลพิษจากเตาเผาขยะ) เศรษฐกิจและสังคมด้วย เช่น โอกาสการจ้างงานในชุมชนเพิ่มมากขึ้น หรือโอกาสที่ผู้บริโภคจะใช้จ่ายเงินซื้อผลิตภัณฑ์มากขึ้น แล้วเงินที่กระจายอยู่ในกลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กจะกระจายอยู่ในระบบเศรษฐกิจท้องถิ่นได้นานขึ้น

ทุกกลุ่มต้องร่วมมือกันเปลี่ยนผ่านสู่การใช้ซ้ำ เพื่อลดมลพิษพลาสติก

แน่นอนว่าเพียงแค่การรณรงค์จากนักกิจกรรม ชุมชน หรือองค์กรเครือข่ายที่ขับเคลื่อนด้านการเปลี่ยนผ่านจากวัฒนธรรมใช้แล้วทิ้งเพียงไม่กี่กลุ่มนั้น ไม่อาจสร้างการเปลี่ยนแปลงในระดับเชิงโครงสร้างได้ทันท่วงที ดังนั้นเราทำคู่มือ Just Transition นี้ขึ้นมาโดยมีเป้าหมายอยากจะสื่อสารว่าแนวคิดการใช้ซ้ำสามารถนำไปใช้เพื่อแก้ปัญหาในระดับนโยบายได้ และรายงานฉบับนี้ประกอบไปด้วย

  • การสนับสนุนกรอบนโยบายและการออกกฎหมาย เช่น ผสมผสานหลักการใช้ซ้ำและเป้าหมายลดพลาสติกให้สอดคล้องไปกับมาตรการ นโยบาย หรือกฎหมายการลดใช้พลาสติกที่ใช้ครั้งเดียวทิ้ง
  • การสนับสนุนผ่านนโยบายด้านเศรษฐกิจและการสร้างแรงจูงใจ เช่น การจัดหากองทุนสำหรับธุรกิจเพื่อปรับตัวให้เข้ากับหลักการที่ขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิต (Extended Producer Responsibility : EPR) การจัดตั้งสมาคมธุรกิจที่นำเอาหลักการใช้ซ้ำไปปรับใช้เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับกลุ่ม การสนับสนุนหลักการจากคู่มือ Just Transition เพื่อสร้างการสนทนาในสังคมเกี่ยวกับหลักการในคู่มือและสนับสนุนให้เกิดขึ้นจริงในภาคส่วนแรงงานและภาคธุรกิจ หรือการนำหลักการไปปรับใช้  เป็นต้น
  • ความร่วมมือและการพูดคุยสื่อสาร ยกตัวอย่างเช่น การแชร์และการถอดบทเรียนจากประสบการณ์ การร่วมศึกษาวิจัยเพื่อพัฒนาหลักการใช้ซ้ำให้สอดคล้องกับโครงสร้างพื้นฐาน และการร่วมกันของแต่ละภาคส่วน สร้างแคมเปญที่สร้างความตระหนักให้กับผู้บริโภคและกลุ่มธุรกิจ

นอกจากนี้ยังมีการกล่าวถึงบทบาทของกลุ่มธุรกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise) ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจที่มีแนวโน้มสูงที่จะนำหลักการจากคู่มือ Just Transition มาใช้ ยิ่งไปกว่านั้นกลุ่มธุรกิจเพื่อสังคมยังสามารถช่วยการันตีได้ว่าหลักการจากคู่มือนี้สามารถนำไปปรับใช้และพัฒนาให้สอดคล้องกับเศรษฐกิจหมุนเวียนได้จริง โดยเฉพาะเมื่อนำไปใช้ในการสร้างอาชีพและการพัฒนาชุมชนท้องถิ่น

ทั้งหมดที่กล่าวมานี้จะเป็นไปได้หากเกิดการบริการจัดการที่มีประสิทธิภาพและความตั้งใจที่จะลดมลพิษพลาสติกอย่างจริงใจปราศจากการฟอกเขียว หลักการใช้ซ้ำคือโอกาสสำคัญสำหรับร้านค้าและห้างค้าปลีก โรงแรม และร้านคาเฟ่ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในแผนการจัดการมลพิษพลาสติกเพื่อดึงดูดการลงทุนเพิ่มและเพิ่มมูลค่าให้กับกลุ่มธุรกิจเหล่านี้ นอกจากนี้ยังเป็นโอกาสที่จะสร้างประสบการณ์การซื้อสินค้าแบบใหม่ให้กับผู้บริโภค และเป็นการเปลี่ยนภาพจำที่ว่าการซื้อสินค้าแบบไร้บรรจุภัณฑ์เป็นเรื่องลำบาก

As part of the campaign against single use plastics, Greenpeace in Croatia set up a 6 meter wide “Plastic Wave” structure at King Tomislav Square in Zagreb. Citizens took photos with the wave throughout the day, holding banners “#NoPlastic", "More Mediterranean, Less Plastic" and others.  This campaign was launched together with Spain, Italy, Greece and Bulgaria with the aim to fight single use plastics and the plastic pollution, with the focus on the Mediterranean Sea. The “Plastic Wave” was created by the Spanish office and was already set up in Valencia, Spain and then it traveled to Croatia.

ปัจจุบัน กรีนพีซและอีกหลายเครือข่ายองค์กรเริ่มรณรงค์ให้รัฐและบริษัทผู้ผลิตต่างๆ ต้องลดพลาสติกที่ต้นทาง แทนการผลักภาระมาให้ผู้บริโภคต้องคอยลดใช้และแยกขยะเองอย่างที่เคยทำ โดยนำเสนอหลักการ EPR หรือ หลักการที่ขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิต (Extended Producer Responsibility) ซึ่งเป็นแนวทางให้ผู้ผลิตคำนึงถึงผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมอย่างครบวงจร ตั้งแต่การออกแบบ การกระจายสินค้า​ การรับคืน การเก็บรวบรวม การใช้ซ้ำ การนำกลับมาใช้ใหม่ และการบำบัด