พื้นที่ภาคเหนือมีลักษณะภูมิทัศน์ที่มีพื้นที่เป็นภูเขามากกว่าทุกภาค ซึ่งเป็นร้อยละ 78 ของพื้นที่ทั้งหมดในภาคเหนือ สามารถแบ่งเขตภูมิลักษณ์ได้ 3 เขต ได้แก่ เขตทิวเขาและภูเขา เขตที่ราบและหุบเขา และเขตแอ่งที่ราบ จึงไม่แปลกที่จะเป็นแหล่งขุมทรัพย์ทางทรัพยากรที่ภาคธุรกิจจะไขว่คว้าแย่งชิงเพื่อได้มาซึ่งพลังงานจากโครงการเหมืองถ่านหิน ทั้งนี้การขุดทำเหมืองแร่ต้องขึ้นอยู่กับความต้องการของสินแร่ด้วยเช่นกัน

ข้อมูลจากห้องสมุดกรมทรัพยากรธรณี ในปี 2503 รัฐบาลได้สถาปนาการลิกไนต์แห่งประเทศไทยซึ่งปัจจุบันคือการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เพื่อดำเนินการผลิตถ่านหินขึ้นในประเทศ 

ต่อมาระหว่างปี 2505-2509 กรมทรัพยากรธรณีเริ่มทำการสำรวจเพียงเล็กน้อยในภาคเหนือโดยมุ่งเน้นสำรวจไปที่บริเวณแอ่งลี้ที่ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของจังหวัดลำพูนในภาคเหนือของประเทศไทยซึ่งจากการสำรวจพบปริมาณสำรองของถ่านหินประมาณ 15 ล้านเมตริกตัน 

ปี 2512 กฟผ. ทำหน้าที่ผลิตและใช้ลิกไนต์จากแหล่งเเม่เมาะเพื่อผลิตกระเเสไฟฟ้า และในปีเดียวกัน สำนักงานพลังงานแห่งชาติได้เริ่มทดลองทำเหมืองถ่านหินขึ้นในบริเวณ ต.ด่งดำ อ.ลี้ จ.ลำพูน ต่อมาปี 2517 กฟผ. เริ่มสำรวจครั้งใหญ่ในบริเวณแอ่งแม่เมาะ เพื่อหาปริมาณสำรองของถ่านหินในพื้นที่แม่เมาะเพื่อผลิตกระเเสไฟฟ้าให้ได้เพิ่มมากขึ้นโดยผลการสำรวจพบปริมาณสำรองที่เป็นไปได้ประมาณ 650 ล้านเมตริกตัน 

ในปี 2519 บริษัทภาคเอกชนเริ่มเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาแหล่งถ่านหิน โดยบริษัท แพร่ลิกไนต์ จำกัด ซึ่งได้เริ่มต้นการผลิตถ่านหินในบริเวณแหล่งแม่ตีบ อ. งาว จ.ลำปาง ต่อมาปี 2523 สำนักพลังงานแห่งชาติสรุปผลการสำรวจแหล่งถ่านหินทางภาคเหนือพบจำนวน 18 แหล่ง พร้อมปริมาณสำรอง 77.5 ล้านเมตริกตัน ผ่านมากว่า 44 ปี ปัจจุบันนปี 2567 ทางภาคเหนือยังคงมีพื้นที่ที่มีความเสี่ยงและกำลังตกอยู่ในความเสี่ยงของการทำเหมืองลิกไนต์กว่า 8 จังหวัดในทั้งหมด 20 แหล่งที่ผลสำรวจพบว่ามีถ่านหิน

ความเสี่ยงและผลกระทบที่คนภาคเหนืออาจต้องเจอ หากภาคอุตสาหกรรมและภาคธุรกิจเอกชน ยังคงเดินหน้าไม่หยุด

จากงานวิจัยกรีนพีซสากลและเครือข่าย Endcoal ระบุว่าผู้คนจำนวนมากกว่า 350,000 คนทั่วโลกตายก่อนกำหนดในแต่ละปีเนื่องจากมลพิษทางอากาศจากอุตสาหกรรมถ่านหินอันรวมถึงโรงไฟฟ้าถ่านหินด้วยเช่นกัน และกว่าล้านคนที่ต้องทนทุกข์ทรมานจากการเจ็บป่วยอย่างร้ายแรงจากผลกระทบของการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันกับเหมืองถ่านหิน 

ถ่านหินกำลังทำลายแหล่งน้ำที่สะอาดแน่นอนว่าน้ำเป็นปัจจัยสำคัญของความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity) ซึ่งหมายถึงสิ่งมีชีวิตทุกสรรพสิ่งต่างต้องพึ่งพาน้ำที่สะอาดในการใช้ชีวิตทั้งเพื่อดื่มและทำการเกษตร หากเกิดเหมืองถ่านหินที่อมก๋อย จ.เชียงใหม่ และเหมืองถ่านหินที่แม่ทะ จ.ลำปาง ผลกระทบที่อาจตามมาก็คือโครงการเหมืองถ่านหินจะสร้างความเสียหายอย่างถาวรให้กับแม่น้ำและชั้นหินอุ้มน้ำแม้หลังจากการปิดเหมืองถ่านหิน 

เหมืองถ่านหินยังคงเป็นแหล่งของการรั่วไหลของกรดซึ่งจะปนเปื้อนด้วยโลหะหนักที่เป็นพิษเช่นแคดเมียมและโคบอลต์ ความเป็นกรดจะฆ่าปลาและสัตว์ป่าอื่น ๆ นอกจากนี้โลหะหนักที่ไหลออกมาจะสะสมอยู่ในร่างกายของสัตว์ที่ดื่มน้ำที่ปนเปื้อนเข้าไป เถ้าถ่านหินยังมีอันตรายและสามารถปนเปื้อนพืช ซึ่งทำให้สารเคมีที่เป็นพิษไหลลงสู่น้ำใต้ดินและลำธาร หรือการพัดพาของลมไปหลายร้อยกิโลเมตรในบางพื้นที่ รวมถึงน้ำเสียจากโรงไฟฟ้าถ่านหิน หากยังคงมีวิธีการจัดการที่ไม่ดีก็อาจทำให้เกิดการปล่อยสารมลพิษที่ก่อให้เกิดการเจ็บป่วยเกี่ยวกับทางเดินหายใจหรือเกิดสารก่อมะเร็งเข้าสู่สภาพแวดล้อม เช่น เมื่อเดือนตุลาคม 2535 มลพิษที่ปล่อยมาจากโรงไฟฟ้าแม่เมาะ จ.ลำปาง ทำให้ชาวบ้านและพนักงานการไฟฟ้าเจ็บป่วยด้านทางเดินหายใจ สัตว์เลี้ยงเจ็บป่วยล้มตาย พืชพันธุ์เกษตรสวนผักของชาวบ้านรวมถึงป่าไม้ถูกฝุ่นกรดทำให้ใบหุบและหงิกงอ 

Photo album with pictures of patients with respiratory illnesses, Mae Moh, Kampang province, Thailand. Environmental activists and villagers in the Mae Moh area believe that emissions from the Mae Moh power plant are the principal cause of respiratory disease in this area. An abnormal number of villagers in vicinity of the power plant are dying of respiratory related illnesses. Farmers in the area claim that acid rain caused by the plant is damaging crops and trees.

ถ่านหินจะสร้างมลพิษต่ออากาศที่เราหายใจ มลพิษจากโรงไฟฟ้าถ่านหินทั้งฝุ่นละอองที่เป็นพิษและมลพิษโอโซน ก่อให้เกิดผลกระทบต่อประชาชนนับล้านชีวิต และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรค อาทิ เส้นโลหิตในสมองแตก โรคหัวใจและมะเร็งปอด ซึ่งเป็นกลุ่มโรคหลักที่ก่อให้เกิดการเสียชีวิตของประชาชนในประเทศไทย ที่เลวร้ายกว่านั้นคืออุตสาหกรรมถ่านหินและโรงไฟฟ้าถ่านหินมิได้ปล่อยมลพิษออกมาแค่เพียงฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอนเท่านั้น ออกไซด์ของไนโตรเจนจากโรงไฟฟ้าถ่านหินมีส่วนทำให้เกิดก๊าซโอโซน (O3) ฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอนที่ปล่อยออกจากโรงไฟฟ้าถ่านหินมีโลหะหนักที่เป็นพิษสามารถแพร่กระจายลึกลงสู่ปอดและกระแสเลือดเพิ่มความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตและเจ็บป่วยจากโรคต่าง ๆ โรงไฟฟ้าถ่านหินก่อให้เกิดซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ไนโตรเจนออกไซด์ ฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 10 และ 2.5 ไมครอน ปรอท ตะกั่ว สารหนู โครเมียม และแคดเมียม 

ถ่านหินจะทำลายความหลากหลายทางชีวภาพ ผลกระทบจากมลพิษถ่านหินต่อความหลากหลายทางชีวภาพของพืช และสัตว์น้ำนั้นมีความรุนแรงเป็นอย่างมาก มีการบันทึกว่าเถ้าถ่านหินเป็นสาเหตุของความผิดปกติในปลาและสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำทำให้อัตราการขยายพันธุ์ลดลงและทำให้ประชากรทั้งหมดสูญพันธุ์ 

ในพื้นที่ภาคเหนือมีความหลากหลายด้านชีวภาพมากตัวอย่างเช่น สังคมสัตว์ในเขตรักษาพันธ์ุสัตว์ป่าอมก๋อย พบสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ทั้งหมด 9 อันดับ 19 วงศ์ 41 ชนิด นก 14 อันดับ 41วงศ์ 175 ชนิด สัตว์เลื้อยคลานทั้งหมด 3 อันดับ 11 วงศ์ 26 ชนิด และสัตว์ สะเทินน้ำ สะเทินบก ทั้งหมด 1 อันดับ 3 วงศ์ 12 ชนิด สังคมพืชป่าดิบเขาเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอมก๋อย พบพรรณไม้จำนวน 31 ชนิด 18 วงศ์พบพรรณไม้ ในวงศ์ Euphorbiaceae มีจำนวนพรรณไม้มากที่สุด (6 ชนิด) รองลงมาคือวงศ์ Fagaceae, Anacardiaceae, Burseraceae และ Rubiaceae พบพรรณไม้ จำนวน 5, 2, 2 และ 2 ชนิด ตามลำดับ ส่วนวงศ์อื่นๆ มีชนิดไม้ลดหลั่นกันไป นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของความหลากหลายทางชีวภาพ หากมีโครงการเหมืองถ่านหินเกิดขึ้น ที่อมก๋อย จ.เชียงใหม่ เราอาจจะไม่มีระบบนิเวศที่สมบูรณ์เกื้อกูลอย่างยั่งยืนอีกต่อไป 

ถึงเวลา SCG ต้องปลดระวางถ่านหิน

SCG ต้องประกาศยุติการดำเนินโครงการเหมืองถ่านหินแม่ทะ จ.ลำปาง และยุติแผนการรับซื้อถ่านหินจากพื้นที่อมก๋อย จ.เชียงใหม่โดยทันทีอย่างไม่มีเงื่อนไข 

ปัจจุบัน 2 พื้นที่ที่ตกอยู่ในความเสี่ยงคือ หมู่บ้านกะเบอะดิน อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่ และพื้นที่ แม่ทะ จ.ลำปาง โดยในปี 2543 บริษัท 99 ธุวานนท์ (จำกัด) ได้ยื่นคำขอประทานบัตรทำเหมืองถ่านหินในหมู่บ้านกะเบอะดิน  อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่ พร้อมจัดทำ EIA ฉบับปี 2563 อย่างไม่โปร่งใสจนชาวบ้านฟ้องศาลปกครองและมีการสั่งคุ้มครองพื้นที่อมก๋อยเป็นเวลาชั่วคราว  โดยในรายงาน EIA ได้ระบุว่าถ่านหินที่ขุดได้เกือบทั้งหมดจะใช้เป็นเชื้อเพลิงในโรงงานปูนซีเมนต์ ของบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) จ.ลำปาง (SCG) ในขณะเดียวกันปี 2547 SCG ได้สำรวจแอ่งแม่ทะ ซึ่งเป็นแหล่งถ่านหิน เพื่อขอสัมปทานเหมืองลิกไนต์เช่นกันโดยในขณะนี้อยู่ในกระบวนการจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม(EIA)แต่ชาวบ้านตระหนักต่อผลกระทบจึงคัดค้านอย่างเต็มที่ 

หาก SCG ยังมีส่วนเดินหน้าโครงการเหมืองถ่านหินแม่ทะและรับซื้อถ่านหินจากโครงการเหมืองถ่านหินอมก๋อย การประกาศนโยบายด้านความยั่งยืนและนโยบายด้านสิทธิมนุษยชนทั้งหมดของ SCG ย่อมมีค่าเป็นเพียงการฟอกเขียว เป็นการลดทอนหลักการชี้แนะแห่งสหประชาชาติด้านธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (UNGP) อีกทั้งเป็นการสร้างความเข้าใจต่อนโยบายความยั่งยืนของบริษัทที่ไม่ครบถ้วนต่อทั้งผู้บริโภค ผู้ถือหุ้นของบริษัท และประชาชน

กรีนพีซ ประเทศไทยเรียกร้องให้ : 

  • SCG ต้องเริ่มแผนการปลดระวางถ่านหินพร้อมสื่อสารต่อสังคมเพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายด้านความยั่งยืนตามประกาศของบริษัทฯ และเพื่อบรรลุการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ในปี ค.ศ. 2050 
  • ยุติการมีส่วนร่วมรับซื้อจากโครงการเหมืองถ่านหินทั้งหมดที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการละเมิดสิทธิด้านชุมชน ที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมโดยทันทีอย่างไม่มีเงื่อนไข 
  • ร่วมมือกับภาคประชาสังคม และนักปกป้องสิทธิมนุษยชนเพื่อป้องกันบรรเทาและเยียวยาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งรวมถึงการเคารพ คุ้มครอง และส่งเสริมหลักการด้านสิทธิมนุษยชน