การประชุม Gastech 2026 ครั้งที่ 54 ที่จัดขึ้น ณ ประเทศไทย ปิดฉากลงด้วยยอดการลงทุนสูงลิ่วกว่า 40,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือตีเป็นเงินไทยก็มากถึง 1.3 ล้านล้านบาท เป็นบรรยากาศที่กล่าวจากมุมผู้ประกอบการอุตสาหกรรมก๊าซคงเรียกได้ว่าเป็น ‘ความสำเร็จ’ หากแต่ถ้าเราฟังเสียงของประชาชนทั้งภายในและนอกพื้นที่จัดงาน ความสำเร็จและผลกำไรอาจหมายถึงหายนะ

ในวันเปิดงาน Gastech 2026 ขณะที่คณะรัฐบาลเดินหน้าต้อนรับบรรษัทฟอสซิลรายใหญ่ แต่แค่ชายตามองเสียงของประชาชนและไม่ได้ออกมารับหนังสือจากตัวแทนภาคประชาชนซึ่งเรียกร้องให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ยุติการผลักดันประเทศไทยไปสู่ความไม่เป็นธรรมทางสิ่งแวดล้อม และเร่งเปลี่ยนผ่านระบบพลังงานจากการพึ่งพาอุตสาหกรรมฟอสซิล ไปสู่พลังงานหมุนเวียนที่สะอาดและเป็นธรรม โดยคำนึงถึงประชาชนและสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ ประเด็นสำคัญที่กลับไม่ถูกกล่าวถึงในวงเจรจาและข้อตกลงทางธุรกิจ คือ ผลกระทบจากอุตสาหกรรมฟอสซิลที่มีส่วนเร่งวิกฤตโลกเดือด รวมถึงผลกระทบที่ชุมชนด่านหน้าในประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน

ขณะที่กลุ่มธุรกิจกำลังเจรจาทางการค้าในการประชุม เวทีเสวนา “ภาพลวงตาของฟอสซิล: เปิดอิทธิพลภาคธุรกิจ เส้นทางการเงิน และต้นทุนที่ถูกมองข้ามในงาน Gastech 2026” ซึ่งจัดขึ้นคู่ขนานที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทย (FCCT) เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2569 ได้เปิดพื้นที่ให้ภาคประชาสังคมและตัวแทนชุมชนแนวหน้าจากหลายประเทศในเอเชียส่งเสียงถึงประเด็นที่รัฐและอุตสาหกรรมฟอสซิลยักษ์ใหญ่ (Carbon Major) ละเลยความรับผิดชอบต่อวิกฤตโลกเดือด พร้อมสะท้อนต้นทุนที่ชุมชนทั่วภูมิภาคต้องแบกรับจากบรรษัทผู้ก่อมลพิษและภาคการเงินที่อยู่เบื้องหลัง บทสนทนาที่ถูกรัฐเพิกเฉยนี้ วงพูดคุยนำโดย เครือข่าย Fossil Free Thailand ร่วมกับองค์กรภาคประชาสังคมและตัวแทนชุมชน ซึ่งประกอบด้วยกรีนพีซ ประเทศไทย Solutions for Our Climate (SFOC), Accountability Counsel และตัวแทนชุมชนจากเนปาล ไทย ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย นี่คือเนื้อหาส่วนหนึ่งจากเวทีเสวนานี้ที่ตอกย้ำอีกครั้งถึงความไม่จำเป็นและบาดแผลจากอุตสาหกรรมฟอสซิล

1% คาร์บอนเมเจอร์ผู้ก่อมลพิษ กำลังทำลายชีวิตผู้มีส่วนก่อน้อยที่สุด 

Sumitra Maharjan ชาวเนปาล เจ้าหน้าที่จากสมาพันธ์สตรีชนเผ่าพื้นเมืองแห่งเนปาล (National Indigenous Women’s Federation-NIWF) ระบุว่า ชุมชนชนพื้นเมืองเนปาลมีความผูกพันกับผืนดินที่เชื่อมโยงกับองค์ความรู้ของบรรพบุรุษ แต่ขณะนี้กำลังได้รับผลกระทบจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศ โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงของเทือกเขาหิมาลัยและการละลายของหิมะที่รวดเร็วขึ้น นี่คือความไม่เป็นธรรมทางสภาพภูมิอากาศที่ชาวเนปาลต้องเผชิญ 

“นี่ไม่ใช่ภัยธรรมชาติ แต่เป็นผลพวงจากกิจกรรมของอุตสาหกรรมฟอสซิลยักษ์ใหญ่ ขณะที่เนปาลปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพียงร้อยละ 1 ของโลก แต่กลับได้รับผลกระทบอย่างมาก เราจึงเรียกร้องให้ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้รับผิดชอบและชดใช้ความเสียหาย รวมถึงให้บรรษัทฟอสซิลหยุดขยายธุรกิจในเอเชียและตรวจสอบคาร์บอนฟุตพริ้นท์ ของตนเอง”

นอกจากนี้ เธอยังชี้ว่า ความรับผิดชอบไม่ได้อยู่ที่บริษัทฟอสซิลเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงสถาบันการเงินและรัฐที่สนับสนุนและเอื้อต่อการลงทุนในอุตสาหกรรมฟอสซิลด้วย โดยกล่าวถึง Gastech 2026 ในฐานะเวทีที่ภาคอุตสาหกรรมดังกล่าวมาพูดคุยเรื่องธุรกิจและผลประโยชน์ ขณะที่ประเทศและชุมชนที่ได้รับผลกระทบต้องเผชิญกับความเสียหายจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศ อนึ่งหายนะภัยจากเหตุอุทกภัยครั้งรุนแรงล่าสุดนี้มีสาเหตุจากวิกฤตโลกเดือดจนทำให้หิมะของเทือกเขาหิมาลัย หรือขั้วโลกเหนือที่สามละลาย โดยล่าสุด เนปาล (16 กันยายน 2569) ได้รายงานยอดผู้สูญหายจากอุทกภัยรุนแรงเมื่อ 26 สิงหาคม เป็น 6,150 คน ขณะที่ยอดผู้เสียชีวิตในพื้นที่ชายแดนเนปาล-จีนรวม 1,446 ราย และผู้สูญหายอย่างน้อย 6,669 คน

ดีลธุรกิจใหม่ และวาทกรรมใหม่เพื่อฟื้นคืนห่วงโซ่อุปทานของ LNG หลังวิกฤตพลังงานโลก

เพียงไม่กี่วันหลังเปิดฉากการประชุม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานของไทยเปิดเผยว่า การหารือและเจรจาภายในงาน Gastech 2026 นำไปสู่การบรรลุข้อตกลงทางธุรกิจด้านพลังงานมูลค่ารวมกว่า 40,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยระบุว่า ข้อตกลงดังกล่าวสะท้อนบทบาทและศักยภาพที่เพิ่มขึ้นของเอเชียในการก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางธุรกิจพลังงานของโลก ที่น่าสนใจคือ นอกจากผลกำไรที่มาพร้อมกับการตกลงทางการค้าเพื่อขยายตัวอุตสาหกรรมฟอสซิลแล้ว มนูญ วงษ์มะเซาะห์ นักรณรงค์ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและพลังงาน กรีนพีซ ประเทศไทย ยังมองว่าได้สร้างวาทกรรมเพื่อความชอบธรรมในการขยายอุตสาหกรรมฟอสซิลไปควบคู่กัน โดยมนูญกล่าวว่า Gastech 2026 ที่กระทรวงพลังงานของไทยเป็นเจ้าภาพหลักร่วมกับกลุ่มอุตสาหกรรมฟอสซิลยักษ์ใหญ่อย่าง บริษัท เชฟรอน เอ็กซอนโมบิล และเชลล์ พร้อมการสนับสนุนโดยบริษัทพลังงานของไทย ระบุในรายละเอียดของงานว่าเป็นนิทรรศการเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลก๊าซและเทคโนโลยีใหม่ เช่น ดาต้าเซนเตอร์ AI และเทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS) 

“เจตจำนงของ Gastech 2026 คือการรวมผู้เล่นหลักของอุตสาหกรรมฟอสซิลยักษ์ใหญ่ (Carbon major) ทั้งระดับประเทศและระดับโลก ที่ถือเป็นอาชญากรรมทางสิ่งแวดล้อมจากปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุดของโลก หากไทยเดินหน้าขยายอุตสาหกรรมก๊าซฟอสซิลภายใต้การคาดการณ์ใช้ก๊าซฟอสซิลในร่างแผน PDP 2026 และการพัฒนาเศรษฐกิจใหม่อย่าง Data Center และ AI ในพื้นที่EEC แล้ว ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบต่อภาระและความสูญเสียระลอกใหม่ที่จะเกิดขึ้นกับสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และชุมชน”

“กรีนพีซมองว่า Gastech 2026 ไม่ได้เป็นเพียงนิทรรศการเพื่อแสดงศักยภาพ แต่มีวาระขยายข้อตกลงทางธุรกิจเพื่อขยายอุตสาหกรรมฟอสซิล ซึ่งหลายต่อหลายครั้งเกิดการตกลงทางการค้าระหว่างประเทศผู้จัดงานและบริษัทที่มาร่วมงาน โดยล่าสุดเมื่อ 15 กันยายน ที่ผ่านมา บริษัท GE Vernova และ B.Grimm Power ของไทย ได้ร่วมกันเซ็นสัญญาข้อตกลงห่วงโซ่อุปทานจองกังหันสำหรับโรงไฟฟ้าก๊าซกันในงานนี้” มนูญ กล่าวเสริม

ทว่า นอกเหนือจากดีลทางธุรกิจใหม่ มนูญวิเคราะห์ว่า รัฐบาลไทยยังมีส่วนในการสร้างวาทกรรมที่เอื้อต่อการขยายตัวของอุตสาหกรรมฟอสซิล เช่น การที่นายกรัฐมนตรีอนุทินกล่าวในงาน Gastech 2026 ว่า “ก๊าซยังต้องไปต่อ เพราะเป็นเชื้อเพลิงสำคัญในระบบพลังงานไทย” ขณะเดียวกัน บริษัทฟอสซิลรายใหญ่ อาทิ เชลล์, ADNOC, Eni, เชฟรอน และเอ็กซอนโมบิล ต่างนำเสนอวาทกรรมในทิศทางเดียวกันว่า ห่วงโซ่อุปทานก๊าซจำเป็นต้องได้รับการฟื้นฟูท่ามกลางผลกระทบจากสงคราม และ LNG ยังคงมีบทบาทสำคัญต่อความมั่นคงทางพลังงาน รวมถึงการดำเนินธุรกิจในลักษณะดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยความสัมพันธ์ระยะยาวและสัญญาซื้อขายระยะยาวระหว่างผู้ผลิตและผู้ซื้อ

เอเชียกำลังกลายเป็นเป้าหมายสำคัญของอุตสาหกรรมฟอสซิลข้ามชาติ โดยเชฟรอนระบุว่า ความต้องการพลังงานในภูมิภาคมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากการเติบโตของ AI และดาต้าเซนเตอร์ ขณะที่บริษัทพลังงานของไทย อาทิ ปตท., B.Grimm Power, กฟผ. และ Gulf ต่างสื่อสารไปในทิศทางเดียวกันว่า ก๊าซ LNG เป็นองค์ประกอบสำคัญต่อความมั่นคงทางพลังงาน และยังจำเป็นในฐานะแหล่งพลังงานหลักที่ช่วยเสริมเสถียรภาพให้กับพลังงานหมุนเวียน โดยมองว่า Gastech 2026 เป็นโอกาสสำคัญในการทำสัญญานำเข้า LNG กับบริษัทพลังงานระดับโลกในราคาที่แข่งขันได้

“งาน Gastech 2026 จึงเป็นความพยายามที่จะขยายอุตสาหกรรมก๊าซ ซึ่งสอดคล้องกับแผน PDP ฉบับใหม่ของไทยที่ยังให้ความสำคัญกับก๊าซในระบบพลังงาน และการเดินหน้าพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลนี้จะทำให้ไทยยิ่งห่างไกลในการบรรลุเป้าหมาย Net Zero” มนูญ ทิ้งท้าย

20 ปีที่ชุมชนฉะเชิงเทราต่อสู้ไม่เอาโรงไฟฟ้าฟอสซิล

พื้นที่ต.เขาหินซ้อน อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา เป็นพื้นที่ที่กำลังเผชิญมลพิษจากการขยายตัวของอุตสาหกรรมในบ้านของตนเอง อีกทั้งยังเป็นเป้าหมายของโรงไฟฟ้าฟอสซิลตลอดเกือบ 20 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ถ่านหิน จนถึงก๊าซฟอสซิล โดยมีการต่อสู้คัดค้านจากชุมชนในพื้นที่มาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นการจัดทำข้อมูลเศรษฐกิจชุมชน การยื่นหนังสือ การประท้วง หรือการเดินเท้าขอเข้าพบนายกรัฐมนตรี ล่าสุดเขาหินซ้อนเป็นเป้าหมายของโครงการโรงไฟฟ้าบูรพาพาวเวอร์  ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าพลังงานก๊าซฟอสซิลและน้ำมันดีเซลเป็นเชื้อเพลิงสำรอง แม้ชุมชนจะเรียกร้องว่าสามารถเป็นโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนได้ก็ตาม 

“เขาหินซ้อนเป็นพื้นที่เกษตรกรรม แต่ทุกวันนี้วิกฤตโลกร้อนและมลพิษจากอุตสาหกรรมทำให้ผลผลิตทางการเกษตรอย่างมะม่วงลดน้อยลงเนื่องจากไม่ติดดอก และไม่มีโรงงานไหนออกมายอมรับว่าตนเป็นต้นเหตุของมลพิษในพื้นที่ ชุมชนตั้งคำถามว่า หากโรงไฟฟ้าบูรพาพาวเวอร์ดำเนินการจริง สถานการณ์มลพิษ รวมถึงการแย่งชิงทรัพยากร แหล่งน้ำ และผืนดินสำหรับการเกษตร จะทวีความรุนแรงขึ้นมากเพียงใด และชุมชนจะต้องแบกรับความเสี่ยงและผลกระทบเหล่านี้ไปอีกนานแค่ไหน เพราะตลอดที่ผ่านมา ชุมชนในจังหวัดฉะเชิงเทราต้องดำรงชีวิตท่ามกลางการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรม พร้อมกับเผชิญและต่อสู้กับปัญหามลพิษและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นในบ้านของเราอย่างต่อเนื่อง”  จิราพัชร ช้ำเกตุ เครือข่ายฉะเชิงเทรารีพาวเวอร์ ประเทศไทย สะท้อนถึงปัญหาที่เกิดขึ้น

ก๊าซ LNG คือจุดเปลี่ยนของระยอง

“วันนี้เราได้เห็นโครงสร้างทางอำนาจที่ไม่เท่ากัน” ปวัตร กาญจนะวงศ์ สมาคมประมงพื้นบ้านระยอง และ EEC Watch กล่าวถึงงาน Gastech 2026 พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า รัฐสนับสนุนกลุ่มบรรษัทในหลายด้าน ทั้งการยกเว้นภาษีและการอำนวยความสะดวกในการนำเข้าแรงงาน ขณะที่ประชาชนในพื้นที่กลับถูกมองข้าม โดยเฉพาะในกระบวนการ EIA/EHIA ซึ่งยังเปิดให้มีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นไม่เต็มที่ และไม่ได้เปิดเผยข้อมูลทั้งหมดต่อสาธารณะ

ตั้งแต่มีการค้นพบก๊าซ LNG ในอ่าวไทยตั้งแต่ปี 2516 ระยองเริ่มกลายเป็นพื้นที่พัฒนาอุตสาหกรรม โดยมีมีการถมทะเล และชุมชนก็ได้รับผลกระทบมาโดยตลอด เช่น สัตว์น้ำในทะเลลดลง แต่ผลกระทบที่เห็นได้อย่างชัดเจนคือยุคที่ระยองภายใต้กฎหมาย EEC ที่เน้นการลงทุนอย่างมหาศาล เกิดอุตสาหกรรมมาบตาพุตที่สร้างผลกระทบอย่างถาวร เกิดเหตุน้ำมันรั่วซ้ำแล้วซ้ำอีก นี่คือเหตุการณ์ที่ไล่เรียงโดย ปวัตร จากการที่เป็นประจักษ์พยานเห็นการเสื่อมถอยของทะเลระยองอันเป็นผลจากธุรกิจฟอสซิลและการขยายตัวของอุตสาหกรรม

“การขุดลอกร่องน้ำเดินเรือทำให้น้ำทะเลขุ่นตลอดทั้งปี ชาวประมงต้องออกเรือไปไกลขึ้น ปี 2556 เกิดน้ำมันรั่วที่ระยอง ซัดเข้าอ่าวพร้าว เกาะเสม็ด หลังจากเหตุการณ์นั้นสัตว์น้ำหายไปประมาณ 8 ปี ชายหาดเต็มไปด้วยคราบน้ำมัน ทุกครั้งที่มีคลื่นลมเข้ามา ก้อนทาร์บอลเล็ก ๆ จะถูกพัดขึ้นหาด และสัตว์น้ำก็หายไป จนกระทั่งปลายปี 2564 สัตว์น้ำเริ่มกลับมา สร้างความหวังให้ชุมชน แต่ต้นปี 2565 น้ำมันก็รั่วซ้ำอีกครั้ง วนกลับเข้าสู่สภาวะเดิม ถึงแม้จะไม่มีผลกระทบจากน้ำมันรั่ว น้ำหล่อเย็นจากอุตสาหกรรมก็ถูกปล่อยลงทะเลระยองจนเห็นเป็นชายหาดสีดำ แต่ก็ไม่มีหน่วยงานไหนออกมาพูดอะไร วันดีคืนดีก็มีสัตว์แปลกๆ สีชมพูถูกพัดมาเกยตื้นที่หาด นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นในระยอง” ปวัตร กล่าว

ชาวประมงพื้นบ้านที่ดูแลทะเลและมีวิถีชีวิตกับทะเลมานาน เป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบสูงสุด ปวัตร เผยว่า

จากที่ชาวประมงเคยจับปูม้าได้ประมาณ 20–40 กิโลกรัมต่อคืน ปัจจุบันบางรายจับได้เพียง 3-8 ตัว  “นี่คือชะตากรรมของชาวประมงกำลังเผชิญอยู่ที่ทะเลระยอง เป็นผลกระทบจากการพัฒนาอุตสาหกรรมพลังงานและปิโตรเคมี ขณะเดียวกันสภาวะโลกเดือดก็ทำให้คลื่นลมแรงขึ้น ชายฝั่งที่อ่อนแอจากการถูกกัดเซาะโดยโครงสร้างอุตสาหกรรมอยู่แล้ว ก็ยังถูกกัดเซาะหนักขึ้น ชาวประมงพื้นบ้านต้องเผชิญกับพายุรุนแรงขึ้น ต้องะออกเรือไปไกลขึ้นและไม่ได้สัตว์น้ำเหมือนเดิม ทะเลสามารถฟื้นตัวได้ก็จริง แต่การโดนกระทำซ้ำ ๆ ทำให้ทะเลฟื้นตัวไม่ทัน”

ปราจีนบุรีมีเคสอาชญากรรมทางสิ่งแวดล้อมรายวัน

สุเมธ เหรียญพงษ์นาม เครือข่ายเข้มแข็งปราจีนบุรี ที่ระบุว่าเป็นเครือข่ายที่เพิ่งรวมตัวกันไม่ถึงสองปี แต่มีเคสรายวัน ส่วนตัวของคุณสุเมธนั้น เป็นหนึ่งในผู้ถูกคุกคามและตั้งถูกตั้งค่าหัวไว้ 2 ล้านบาท จากการเปิดโปงขบวนการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมและขยะพิษในพื้นที่ภาคตะวันออก “หากคุณมนูญกล่าวว่านี่เป็นอาชญากรรมสิ่งแวดล้อม ที่ปราจีนฯ ก็มีอาชญากรรมรายวัน โดยที่ผู้ก่ออาชญากรรมยังเดินเพ่นพ่านได้ปกติ ไม่เคยมีตำรวจหรือหน่วยงานไปจับคนเหล่านี้ หาก Gastech 2026 ถูกเรียกว่าเป็นนิทรรศการ ที่ปราจีนฯ ก็มีนิทรรศการเช่นกัน เป็นการจับมือระหว่างกลุ่มทุนจีนและรัฐไทย จากพื้นที่เกษตรอุดมสมบูรณ์ และมีรายได้ของประชากรสูงอยู่อันดับ 6 ของประเทศ  ปัจจุบันกลับมีโรงไฟฟ้าถ่านหินอย่างน้อย 2 แห่ง โรงไฟฟ้าขยะอุตสาหกรรมที่กำลังจะเกิดขึ้น รวมถึงโรงงานเถื่อนและผิดกฎหมายเต็มไปหมด สิ่งเหล่านี้กำลังเพิ่มวิกฤตมลพิษ”

สุเมธ ยังเล่าถึงอาชญากรรมล่าสุดที่เขาพบเจอก่อนจะมายังเสวนาที่นี่ว่า “เราพบสิ่งที่น่าตกใจคือ เด็กอนุบาลในโรงเรียนแห่งหนึ่งที่ ต.หนองกี่ อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี จำเป็นต้องใส่หน้ากากอนามัยขณะที่เรียน เปิดหน้ากากเฉพาะตอนกินน้ำหรือกินข้าว ปัญหานี้เกี่ยวข้องกับควันจากโรงงานเตาหลอมของทุนจีนที่ลอยไปถึงบริเวณโรงเรียน จนส่งผลกระทบต่อเด็กเล็กในพื้นที่ อีกกรณีคือ แหล่งน้ำซึ่งเคยเป็นพื้นที่เล่นของเด็กๆ กลับถูกใช้เป็นพื้นที่ปล่อยน้ำเสียของทุนจีนลงบนพื้นที่ 100 ไร่ จนแหล่งน้ำเปลี่ยนเป็นสีดำคล้ำ นี่คือผลกระทบที่เกิดขึ้นกับชุมชนรายวัน”

ผลกระทบเหล่านี้ไม่อยู่ในการพูดคุยข้อตกลงทางธุรกิจ และเสียงของประชาชนก็ถูกกีดกันในการประชุม

“เราไปที่ Gastech 2026 แต่นายกรัฐมนตรีไม่ฟังเสียงและข้อเสนอของเรา ที่ปราจีนบุรีก็เช่นกัน ประชาชนไม่มีส่วนร่วมในการคิดว่า เราอยากได้โรงงานแบบนี้ไหม เราไม่รู้ว่าเสียงของพวกเราไปอยู่ตรงไหนในส่วนของการพัฒนา” สุเมธกล่าว “รัฐบาลและส่วนราชการกำลังเอาเสียงของเราโยนลงไปในน้ำเน่า”

ใครสนับสนุนให้อุตสาหกรรมก๊าซเติบโต?

ต้นทางของทุกท่อก๊าซ LNG และโรงไฟฟ้าก๊าซฟอสซิลทุกโครงการคือการตัดสินใจว่าจะให้เงินทุนสนับสนุนหรือไม่ นี่คือบทบาทของเงินทุนสาธารณะที่สนับสนุนการขยายก๊าซฟอสซิล โดยที่มองข้ามว่าเป็นสิ่งที่ชุมชนต้องการหรือไม่ Dawon Hwang จาก Solutions for Our Climate ได้กล่าวย้ำถึงวาทกรรมต่าง ๆ ที่สร้างโดยอุตสาหกรรมก๊าซฟอสซิล อาทิ เป็นการลงทุนที่ตอบสนองความต้องการพลังงานของเอเชีย อย่างไรก็ดี การลงทุนคือความเสี่ยง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการลงทุนในโครงการก๊าซ ซึ่งกลุ่มธนาคารต่าง ๆ รู้ดี ดังนั้นเงินทุนสาธารณะจึงเข้ามาอุดรอยรั่วนี้

Dawon เผยว่า เงินทุนสาธารณะมีบทบาทสำคัญต่อการขยายตัวของอุตสาหกรรมก๊าซฟอสซิลในเอเชีย เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานด้านก๊าซต้องใช้เงินลงทุนสูงและมีความเสี่ยงระยะยาว ทำให้บางโครงการไม่สามารถพึ่งพาเงินทุนเอกชนได้เพียงอย่างเดียว หน่วยงานสินเชื่อเพื่อการส่งออกและสถาบันการเงินของรัฐจึงช่วยสนับสนุนผ่านเงินกู้และการประกันความเสี่ยง ซึ่งลดความเสี่ยงทางการเงินและช่วยดึงดูดเงินทุนเอกชนเพิ่มเติม โครงการท่อและสถานีนำเข้าก๊าซ LNG ในมาบตาพุด ภายใต้โครงการท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ระยะที่ 3 ทุกขั้นตอนมีประเทศเกาหลีใต้ซึ่งเชื่อมโยงกับเงินอุดหนุนสาธารณะอยู่ในนั้น นี่เป็นภาพสะท้อนขนาดของการสนับสนุนดังกล่าว โดยระหว่างปี 2563–2567 เงินทุนสาธารณะด้านสินเชื่อของเกาหลีใต้เพื่อการส่งออกสำหรับโครงการพลังงานในต่างประเทศร้อยละ 74.5 สนับสนุนโครงการเชื้อเพลิงฟอสซิล และร้อยละ 58.1 เป็นโครงการก๊าซฟอสซิล การที่รัฐช่วยรับความเสี่ยงจึงเพิ่มโอกาสให้โครงการก๊าซฟอสซิลเกิดขึ้นจริงและส่งผลต่อระบบพลังงานในระยะยาว

“ด้วยเหตุนี้เราจึงเพ่งความสนใจไปที่เงินทุนสาธารณะ เนื่องจากเป็นใบผ่านให้การลงทุนไปต่อได้ และนี่ไม่ใช่แค่ระบบที่เกิดขึ้นครั้งเดียวแล้วจบ แต่เป็นโครงสร้างที่ใช้ขยายการลงทุนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และตราบใดที่ภาครัฐหรืออุตสาหกรรมยังยืนยันว่าภูมิภาคนี้ต้องการก๊าซมากขึ้น ระบบนี้จะเกิดขึ้นซ้ำไปเรื่อยๆ และงาน Gastech 2026 จะเป็นการผูกสัญญาก๊าซไว้กับประเทศที่เซ็นสัญญาไว้อีกยาวนาน 10-20 ปี” Dawon กล่าว 

“แต่เงินทุนสาธารณะจะเป็นคาดงัดสำคัญได้ หากตัดสินใจไม่ส่งเสริมพลังงานฟอสซิล และให้ทุนสนับสนุนพลังงานหมุนเวียนแทน”

แล้วประชาชนมีความหวังที่จะสู้ไหม?

สุธารี วรรณศิริ จาก Accountability Counsel มองว่ากลไกความรับผิดชอบเป็นเครื่องมือสำคัญในการต่อรองกับอุตสาหกรรมฟอสซิล และเปลี่ยนอำนาจคืนสู่ประชาชน “ทุนและภาคการเงินคือจุดต่อรองสำคัญ เราจึงต้องเริ่มจากการพิจารณาโครงสร้างของบริษัทในอุตสาหกรรมและสถาบันการเงินที่ให้การสนับสนุน ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการทำให้พลังงานฟอสซิลยังคงเข้าถึงเงินทุน ทั้งที่เงินจำนวนมหาศาลเหล่านี้ควรถูกนำไปใช้เพื่อเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากสิ่งแวดล้อม” สุธารีอธิบายเพิ่มเติมว่า ในปี 2568 ธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ที่สุดของโลก 65 แห่งให้เงินทุนแก่บริษัทอุตสาหกรรมฟอสซิลทั่วโลกรวม 906 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ถึง 108 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ทว่าหากที่มาของเงินสนับสนุนเป็นเงินทุนสาธารณะจะเกี่ยวข้องกับรัฐบาลในแต่ละประเทศของบริษัท ซึ่งจะหมายถึงภาษีของประชาชน

สุธารี วิเคราะห์ว่า แม้สถาบันการเงินจะมีอิทธิพลมาก แต่ยังมีนโยบายที่จะต้องดำเนินการตาม เช่น มาตรฐานทางสิ่งแวดล้อมและสังคม ซึ่งภาคประชาชนสามารถใช้จุดนี้เพื่อให้สถาบันการเงินตรวจสอบตนเองและบริษัทฟอสซิล นอกจากนี้สถาบันการเงินยังมีสิ่งที่เรียกว่า การกำหนดรายการสินเชื่อต้องห้าม (Exclusion list) ของธนาคาร ซึ่งเป็นคุณค่าใหม่สำหรับสถาบันการเงินที่เชื่อกันว่าการสนับสนุนเงินทุนต่าง ๆ สร้างผลกระทบได้ และต้องกำหนดนโยบายสินเชื่อโดยนำเรื่องสังคมและสิ่งแวดล้อมเข้ามาร่วมพิจารณาการปล่อยสินเชื่อ 

“ในกรณีตัวอย่างการประชุม Gastech 2026 ประเทศไทย พบว่า 5 บริษัทฟอสซิลที่เป็นผู้จัดร่วมของงาน อยู่ในรายการสินเชื่อต้องห้าม (Exclusion list) ของธนาคาร ซึ่งรวมถึงบริษัทปตท., ECCO, RATCH group, Gulf และ กฟผ. เนื่องจากข้อกังวลทางความเสี่ยงต่อผลกระทบทางสภาพภูมิอากาศ สิ่งแวดล้อม และการละเมิดสิทธิมนุษยชน

Siti Aminah จาก Indonesia Legal Resource Center / Coalition for Monitoring Infrastructure Development จากประเทศอินโดนีเซีย กล่าวถึงการต่อสู้กับโครงการ Jawa-1 CCGT ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าก๊าซฟอสซิลขนาดใหญ่บนชายฝั่งทะเล กำลังผลิต 35,000 เมกะวัตต์ ด้วยกลไกความรับผิดชอบทางการเงินจากการที่ได้รับเงินสนับสนุนจากธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) และเครือข่ายสถาบันทางการเงินอื่นนำไปสู่การเรียกร้องการเยียวยาของชุมชน

Siti เผยว่า ชุมชนได้เรียกร้องผ่านการสำนักปฏิบัติการภาคเอกชน (PSOD) ซึ่งเป็นหน่วยงานภายในของธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) ถึงแม้จะใช้ระยะเวลาในการตรวจสอบในพื้นที่ และปรับปรุงการประเมินผลใหม่ แต่ยังขาดการประเมินจากหน่วยงานอิสระ ทำให้หนึ่งปีให้หลังชุมชนต้องส่งหนังสือร้องเรียนโดยตรงไปยังธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) ให้ธนาคารนำกลไกความรับผิดชอบมาใช้ในปี 2567 ขณะนี้สถานะคือธนาคารพบว่าผลกระทบเกิดขึ้นจริงดังข้อมูลการร้องเรียนและยังคงอยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบ ยังไม่เข้าถึงขั้นตอนการเยียวยา “แม้จะมีกลไกความรับผิดชอบ แต่กระบวนการเข้าถึงการเยียวยายังช้าและไม่เป็นธรรม ส่งผลให้ชุมชนผู้ต่อสู้เรียกร้องสิ้นหวังกับการต่อสู้” Siti กล่าวถึงการดำเนินการจริงของกระบวนการ 

สุเมธได้เสริมข้อมูลว่า ธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) ยังเป็นหนึ่งในผู้สนับสนุนทางการเงินให้กับโรงไฟฟ้าขยะในปราจีนบุรีด้วย “เมื่อชุมชนได้เดินทางไปพูดคุยกับผู้บริหารระดับสูงของธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) กลับตกใจในข้อมูลและกล่าวว่า มีรายงานถึงการละเมิดสิทธิชุมชนบ้าง แต่ไม่ใช่เรื่องคุกคามร้ายแรง และบอกให้เรากลับไปคุยกับฝ่ายปฏิบัติการในพื้นที่ แม้ชุมชนจะนำหลักฐานการคุกคามมาแสดง ADB ก็ยังระบุว่าต้องตรวจสอบเพิ่มเติม ทั้งที่หลังจากอนุมัติเงินทุนแล้ว ธนาคารควรติดตามและตรวจสอบผลกระทบที่เกิดขึ้นในพื้นที่จริงอย่างต่อเนื่อง”

Trestito Fiel จาก Philippines Movement for Climate Justice Mindanao ประเทศฟิลิปปินส์ กล่าวถึงการต่อสู้และชัยชนะของชุมชนต่อการขยายก๊าซฟอสซิล 600 เมกะวัตต์ ในเมือง Kauswagan บนชายฝั่งของเกาะมินดาเนา ซึ่งเป็นพื้นที่โรงไฟฟ้าฟอสซิลเดิมที่ทำลายวิถีชีวิตคนในพื้นที่มาหลายสิบปี ชุมชนที่ลุกขึ้นมาปกป้องสิทธิได้รวมรวมรายชื่อและเรียกร้องไปยังกระทรวงสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติของฟิลิปปินส์ (DENR) โดยไม่กี่เดือนต่อมาหลังจากยื่นคำร้อง ทางบริษัทได้ถอนการขยายโครงการออกไป

ในการต่อสู้ทางกฎหมาย Yujung Shin ทนายความด้านสภาพภูมิอากาศและหัวหน้าทีมกฎหมาย Solutions for Our Climate กล่าวว่า “การลงทุนในพลังงานฟอสซิลหมายถึงความเสี่ยงทางกฎหมายและการถูกฟ้องร้อง” พร้อมกล่าวถึงการตรวจสอบทางกฎหมายที่เพิ่มขึ้นต่อการสนับสนุนทางการเงินแก่โครงการเชื้อเพลิงฟอสซิลในเกาหลีใต้ Yujung เผยว่า การลงทุนก๊าซฟอสซิลต้องอาศัยเงินทุน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเงินทุนสาธารณะที่มาจากการสรรหาของรัฐบาลเกาหลีใต้ โดยเงินจากเกาหลีใต้มีส่วนสนับสนุนในโครงการก๊าซธรรมชาติและโรงงานลอยน้ำ Barrosa (Barrosa Gas Project / FPSO) ประเทศออสเตรเลีย มากถึง 660 ล้านเหรียญ 

“การฟ้องร้องสถาบันการเงินสองแห่งโดยนักกิจกรรมในออสเตรเลียและเกาหลีใต้ ส่งผลให้ศาลออสเตรเลียยุติใบอนุญาตขุดเจาะก๊าซ และท้ายที่สุดสถาบันการเงินทั้งสองแห่งยุติการสนับสนุนโครงการ คดีนี้นับเป็นคดีข้ามชาติครั้งแรกในการต่อสู้กับโครงการก๊าซฟอสซิล และไม่ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงเฉพาะในชั้นศาล แต่ยังจุดประกายการถกเถียงในสังคมวงกว้าง” 

นี่คือความหวังในการต่อสู้กับโครงการพลังงานฟอสซิลด้วยช่องทางผ่านกลไกของสถาบันการเงิน

อย่างไรก็ตาม Yujung เล่าว่า สถาบันการเงินเกาหลีใต้ไม่ถอดบทเรียน กลับเปลี่ยนไปสนับสนุนโครงการ Mozambique LNG ซึ่งเป็นโครงการผลิตก๊าซฟอสซิลขนาดใหญ่ ณ จังหวัดคาโบเดลกาโด ประเทศโมซัมบิก ในปี 2568 “เราได้ฟ้องร้องให้เปิดเผยข้อมูลการลงทุนและผลกระทบ แม้หน่วยงานสินเชื่อเพื่อการส่งออกของสหราชอาณาจักรและเนเธอร์แลนด์จะยุติการมีส่วนร่วมในการสนับสนุนรวมมูลค่าถึง 2.2 พันล้านเหรียญสหรัฐ แต่สถาบันการเงินเกาหลียังคงเดินหน้าสนับสนุนโครงการ แม้มีข้อกังวลด้านสิ่งแวดล้อมและสภาพภูมิอากาศ” แม้การต่อสู้จะไม่ง่าย แต่การใช้กระบวนการทางกฎหมายและแรงกดดันจากสาธารณะยังเป็นแนวทางสำคัญในการตรวจสอบอิทธิพลของอุตสาหกรรมฟอสซิลทั้งในระดับประเทศและข้ามพรมแดน

ข้อเสนอจากภาคประชาชน

เสียงที่รัฐบาลปิดหูปิดตาไม่รับฟังได้ถูกสะท้อนขึ้นบนเวทีนี้อีกครั้ง แม้แต่ละเครือข่ายจะมาจากบริบทที่แตกต่างกัน แต่ต่างเรียกร้องไปในทิศทางเดียวกัน คือให้รัฐบาลและสถาบันการเงินสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านทางพลังงานอย่างเป็นธรรม ยุติการสนับสนุนโครงการเชื้อเพลิงฟอสซิลใหม่ และเปลี่ยนทิศทางเงินทุนไปสู่พลังงานหมุนเวียน ที่สำคัญ ต้องเปิดโอกาสให้ชุมชนที่ได้รับผลกระทบมีส่วนร่วมอย่างมีความหมายในการกำหนดอนาคตและรูปแบบการพัฒนาพื้นที่ของตนเอง

“ชุมชนในฉะเชิงเทราได้รับผลกระทบจากอุตสาหกรรมที่มีอยู่แล้ว และไม่ต้องการให้โรงไฟฟ้าฟอสซิลเข้ามาซ้ำเติมอีก เราต้องการเห็นการเปลี่ยนผ่านทางพลังงานที่ยั่งยืน ซึ่งจะเกิดขึ้นได้จริงเมื่อเปิดโอกาสให้คนในพื้นที่มีส่วนร่วมในการออกแบบแผนพลังงานของตนเอง” จิราพัชร ย้ำอีกครั้งถึงแนวทางที่ฉะเชิงเทราต้องการเรียกร้อง

สุเมธ  กล่าวว่า “ปัญหาที่เกิดขึ้นโดยตลอดมาจากที่รัฐบาลไม่ฟังเสียงประชาชน และผลักดันเขตเศรษฐกิจพิเศษ EEC ทำให้คนในพื้นที่ที่ไม่ได้ออกแบบต้องปะทะแรงกระแทกจากกลุ่มทุน เราอยากให้นายกรัฐมนตรี ในฐานะของประธานบอร์ด EEC รีบเซ็นยกเลิกคำสั่งการขยาย EEC เข้าไปในปราจีนบุรี เพื่อตัดวงจร และเปิดทางให้ประชาชนที่ปราจีนบุรีมีสิทธิบริหารและขีดเส้นทางของจังหวัดด้วยตนเอง”

ปวัตร เรียกร้องถึงความรับผิดชอบของผู้ก่อมลพิษ และกฎหมายภาคประชาชนหลายชุดดังนี้ “แผนพีดีพีที่ระบุว่าจะเพิ่มโครงการโรงไฟฟ้าก๊าซอีก 9,100 เมกะวัตต์ นั่นหมายความว่าโครงสร้างในทะเลระยองจะเกิดขึ้นมหาศาล เราต้องการเรียกร้องให้รัฐบาลหยุดขยายโครงสร้างพลังงานก๊าซฟอสซิลที่จะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม หันมาเพิ่มการผลิตไฟฟ้าหมุนเวียน โดยเฉพาะ โซลาร์ภาคประชาชน และให้รัฐบาลผลักดันกฎหมายอย่าง การประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (SEA) และร่างพ.ร.บ. PRTR เพื่อการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน รวมถึงเพื่อที่จะสามารถควบคุมและจัดการมลพิษอย่างมีประสิทธิภาพ และยกเลิกกฎหมาย EEC เพราะเป็นกฎหมายที่มีอำนาจทับกฎหมายทุกอย่างที่มี และเรียกร้องให้สถาบันการเงินหยุดสนับสนุนโครงการพลังงานฟอสซิล และมีความรับผิดชอบต่อคาร์บอนที่ก่อ และต้องยอมรับว่าคุณเป็นส่วนหนึ่งของผู้ก่อมลพิษสร้างผลกระทบต่อชุมชน”

“ขณะนี้อุตสาหกรรมฟอสซิลมีอิทธิพลต่อนโยบายรัฐอย่างมาก จนอาจเรียกได้ว่าเกิดภาวะ ‘การยึดกุมรัฐ’ (State capture) ผ่านการแทรกแซงทางนโยบาย และครอบงำรัฐผ่านนโยบาย วิกฤตที่อุตสาหกรรมฟอสซิลยักษ์ใหญ่ได้ทำข้อตกลงกันจากงาน Gastech 2026 คือการรื้อฟื้นและทำให้ก๊าซฟอสซิลเหลว LNG ถูกยืดอายุออกไปเพียงอ้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับเศรษฐกิจยุคใหม่อย่าง ศูนย์ข้อมูล (Data center) และ AI ข้อเรียกร้องหลักจากภาคประชาชนที่ถูกเพิกเฉยจากนายกรัฐมนตรีอนุทิน คือ ยุติการสนับสนุนโครงการเชื้อเพลิงฟอสซิลแห่งใหม่ และเร่งเปลี่ยนทิศทางเงินทุนไปสู่พลังงานหมุนเวียนที่สะอาดและเป็นธรรม ยุติการฟอกเขียวผ่านกลลวงแก้โลกเดือดที่ไม่ได้มุ่งลดมลพิษจากแหล่งกำเนิดซึ่งอาจนำไปสู่ต้นทุนแฝงในบิลค่าไฟของประชาชน เช่น โครงการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS) นอกจากนี้รัฐบาลจำเป็นต้องปฏิรูปกระบวนการจัดทำแผนพัฒนาผลิตไฟฟ้า (PDP) ที่ประชาชนไม่มีส่วนร่วมอย่างมีความหมาย และไม่สอดคล้องกับความตกลงปารีสสู่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ไม่เกิน 1.5 องศาเซลเซียส รวมทั้งการกำหนดนโยบายในแผน PDP จำเป็นต้องมีกลไกในการป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อนจากกลุ่มอุตสาหกรรมฟอสซิล เร่งยกระดับการมีส่วนร่วมของประชาชนด้วยการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (SEA) โดยเฉพาะโครงการพัฒนาที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและวิถีชึวิตของคนในพื้นที่ ท้ายที่สุดคือยกระดับธรรมภิบาลการลงทุน และคุ้มครองการใช้สิทธิเสรีภาพของประชาชนในการแสดงออก เพื่อไม่ให้ประชาชนถูกตั้งค่าหัวจากการวิพากวิจารณ์เพื่อผลประโยชน์ของสาธารณะ รวมถึงยึดหลักการชี้แนะขององค์การสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (UNGP) รูปแบบภาคบังคับเพื่อการป้องกันและแก้ไขปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนจากการประกอบธุรกิจ” มนูญ ปิดท้าย

ขณะที่กลุ่มอุตสาหกรรมมองเอเชียเป็นเป้าหมายสำคัญของการลงทุน การที่รัฐบาลเลือกเอื้อทุนพลังงาน LNG กลับทำให้ประชาชนในพื้นที่ต้องเผชิญข้อจำกัดในการดำรงชีวิตอย่างปลอดภัยและมีศักดิ์ศรี นี่คือภาพลวงตาของพลังงานฟอสซิลที่ก่อขึ้นท่ามกลางผลกระทบต่อประชาชน แม้กลุ่มคาร์บอนเมเจอร์จะพยายามสร้างความชอบธรรมผ่านวาทกรรมเรื่อง ‘ความมั่นคงทางพลังงาน’ แต่เสียงจากประชาชนในเวทีนี้สะท้อนถึงความกังวลว่าโครงการฟอสซิลนำมาซึ่งความเสี่ยงต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน สถาบันการเงินจึงต้องมีความรับผิดชอบต่อการลงทุนและผลกระทบที่เกิดขึ้น เพราะการสนับสนุนเงินทุนแก่โครงการฟอสซิลกำลังถูกตรวจสอบทางกฎหมายมากขึ้น และภาคประชาชนในเอเชียสามารถใช้กลไกเหล่านี้ผลักดันให้เกิดความรับผิดชอบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม แต่การนำไปสู่ขั้นตอนการชดเชย เยียวยา หรือระงับโครงการนั้น เกิดขึ้นได้ยากและกินเวลานาน ทางออกที่เป็นธรรมที่สุดสำหรับประชาชนคือ การมีส่วนร่วมในการออกแบบวิถีชีวิตและการพัฒนาในพื้นที่ของตน โดยที่รัฐจะต้องเอื้อให้กลไกนี้เกิดขึ้น มองเห็นความสำคัญของสิทธิชุมชนเหนือผลประโยชน์ของอุตสาหกรรม