ที่ผ่านมา ประชากรที่อาศัยอยู่ในอินเดีย บังคลาเทศ ปากีสถาน จีน ไนจีเรีย อินโดนีเซียและเม็กซิโก ต้องสัมผัสกับระดับมลพิษฝุ่นละอองขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอน หรือ PM2.5 ที่สูงเกินกว่ามาตรฐานที่องค์การอนามัยโลกกำหนดไว้ นอกจากพื้นที่ดังกล่าวแล้วยังมีผู้คนอีกร้อยละ 75 ในทวีปยุโรปที่ต้องอาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีระดับฝุ่นละออง PM2.5 เกินกว่าค่ามาตรฐาน

https://energydesk.carto.com/builder/ed9ffc19-5e5b-424a-9587-ebe058983174/embed

PM2.5 ยิ่งสูง ยิ่งอันตราย

ผลการศึกษาระดับฝุ่นละออง PM2.5 และมลพิษในโอโซนทั่วโลกจากรายงานฉบับใหม่ ซึ่งเผยแพร่โดยสถาบันวิจัยด้านผลกระทบทางสุขภาพ (the Health Effects Institute) จากมหาวิทยาลัยบริติช โคลัมเบีย ระบุว่า

‘ฝุ่นละออง PM2.5 คือฝุ่นละอองที่มีขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอน มีต้นกำเนิดมาจากหลายแหล่ง หนึ่งในนั้นเป็นผลพวงจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลและถ่านหิน เนื่องจากมีขนาดเล็กจึงทำให้พวกมันลอยอยู่ในอากาศได้หลายวันและสามารถลอยไปไกลหลายพันไมล์ นั่นหมายความว่า แม้ว่าคุณไม่ได้อาศัยอยู่ใกล้โรงไฟฟ้าถ่านหิน แต่คุณก็มีสิทธิ์ได้รับผลกระทบด้านสุขภาพจากฝุ่นละอองขนาดเล็กนี้ด้วยเช่นกัน’

View of Suralaya coal power plant in Cilegon city, Banten Province, Indonesia. The hills are cut off and flattened for new power plants by Doosan Heavy.

โดยรายงานฉบับนี้มีชื่อว่า ‘State of Global Air’ ทั้งนี้ยังมีผลการศึกษาว่า หากโลกยังคงพึ่งพิงอุตสาหกรรมพลังงานฟอสซิลอยู่ มลพิษทางอากาศจะทำให้เด็กที่เกิดในปัจจุบันนี้มีชีวิตสั้นลง 20 เดือน 

จากผลวิจัยในรายงาน ในปี 2560 คุณภาพอากาศที่แย่ส่งผลให้เกิดการเสียชีวิตของคน 1 ในทุกๆ 10 คน และยังเป็นสาเหตุการตายที่ทำให้คนเสียชีวิตทั่วโลกมากกว่าโรคอ้วนหรือการดื่มแอลกอฮอลล์อีกด้วย แม้ว่าการเชื่อมโยงสาเหตุการเสียชีวิตกับมลพิษทางอากาศยังเป็นเรื่องที่ซับซ้อน แต่ก็มีรายงานวิจัยจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ ที่เปิดเผยว่าฝุ่นละออง PM2.5 ในระดับสูงเป็นเงื่อนไขหนึ่งที่มีผลกระทบต่อสุขภาพ

ด้วยขนาดที่เล็กทำให้ PM2.5 สามารถแทรกซึมเข้าไปอยู่ในปอดและเข้าไปในกระแสเลือดได้ เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ PM2.5 มีส่วนทำให้เกิดโรคหัวใจวาย ภาวะสมองเสื่อม และโรคอัลไซเมอร์ นอกจากนี้เป็นครั้งแรกที่มีวิจัยหลายฉบับระบุว่า PM2.5 มีส่วนเชื่อมโยงกับโรคเบาหวาน ซึ่งบ่งชี้ว่าผู้เสียชีวิตจากโรคเบาหวานมากกว่า 1 ใน 4 ของ 1 ล้านคนมีส่วนเชื่อมโยงกับมลพิษทางอากาศ และถึงแม้ว่าจะไม่มีระดับของการสัมผัสกับ PM2.5 ที่ปลอดภัย แต่หากเราได้รับฝุ่นละอองนี้ในระดับที่มากขึ้น เราก็จะยิ่งได้รับผลกระทบทางสุขภาพมากขึ้นเช่นกัน

The government of India introduced strict emission norms for coal based TPPs in Dec 2015 with a deadline to meet the standards by Dec 2017. However, the thermal power plants are yet to start the work on implementing measures to meet these enhanced emission standards and at this pace, the majority of them will miss the deadline and continue to put public health in danger. Unfortunately residents are not aware of the health hazards of SO2 & NO2 emission from the TPP. Their only concern is what is visible in summer months, which is fly ash and it is poisoning the air, water and land in areas close to the power plants. This has also had a negative impact on the health of people living in those areas. Illnesses like heart disease, lung cancer, both chronic and acute respiratory diseases, including asthma are increasing. 

Korba, Korba district, Chhattisgarh, India, 2017.

โดยส่วนใหญ่การวัดระดับมลพิษทางอากาศทั่วโลกมักจะวัดเป็นจุด ๆ ในบริเวณเมืองใหญ่หรือเมืองที่มีผู้คนอาศัยอยู่มากในประเทศที่เจริญแล้ว รายงานนี้รวบรวมข้อมูลตัววัดคุณภาพอากาศประมาณ 10,000 เครื่อง เก็บข้อมูลจากที่สถานีวัดคุณภาพอากาศ และข้อมูลจากแบบจำลองสภาพอากาศของโลกเพื่อประเมินระดับคุณภาพอากาศจากทั่วโลก

เอเชียในละอองฝุ่น

ในรายงานฉบับใหม่นี้ระบุว่า ผู้คนทั่วไปที่อาศัยในประเทศจีนเผชิญกับมลพิษทางอากาศสูงกว่าค่าที่องค์การอนามัยโลกถึง 5 เท่า แม้ว่าระดับฝุ่นละอองจะลดลงอย่างมีนัยยะสำคัญจากช่วงวิกฤตในปี 2554

Due to the heavy pollution, fewer and fewer crops can be grown in the fields around the smoke-emitting Niutoushan steel plant. One farmer who grows wheat in the area told the Greenpeace surveyors that he never eats his own crops. “I feel safer eating the wheat from the supermarket.”

อันเอิร์ธ เปิดเผยตัวเลขที่น่าตกใจนั่นคือ มีเมืองกว่า 2,000 เมืองที่มีมลพิษทางอากาศอยู่ในระดับอันตราย โดยมีหลายเมืองตั้งอยู่ใน จีน ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และภูมิภาคเอเชียใต้ ยิ่งไปกว่านั้น จากข้อมูลของกรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่เก็บข้อมูลจาก AirVisual พบว่าใน 20 เมืองที่มีคุณภาพอากาศแย่ที่สุดในโลกนั้น มี 18 เมืองที่ตั้งอยู่ในอินเดีย ปากีสถานและบังคลาเทศ

ค่ามาตรฐานที่องค์การอนามัยโลกกำหนด

ปัจจุบัน องค์การอนามัยโลกเสนอว่าค่าเฉลี่ยรายปีของ PM2.5 ควรไม่เกิน 10 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมง ควรอยู่ที่ 25 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งเป็นเป้าหมายเพื่อลดความเสี่ยงด้านสุขภาพของมนุษย์ให้มากที่สุดจากฝุ่น PM2.5 ขณะเดียวกันองค์การอนามัยโลกก็เน้นย้ำว่าไม่มีการสัมผัส PM2.5 ในระดับใดที่ปลอดภัยจากผลกระทบต่อสุขภาพ

การกำหนดมาตรฐานในบรรยากาศทั่วไปและการระบายมลพิษออกสู่สิ่งแวดล้อม จากแหล่งกำเนิดเป็นมาตรการแนะนำขององค์การอนามัยโลกที่ปัจจุบันประเทศทั่วโลกนำมาใช้ในการป้องกัน บรรเทาและแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ ถือเป็นค่ามาตรฐานในการควบคุมไม่ให้ผู้ปล่อยมลพิษ ปล่อยมลพิษมากเกินไปจนกระทบต่อสุขภาพประชาชนซึ่งถือเป็นการละเมิดสิทธิของประชาชนในการเข้าถึงอากาศสะอาด 

ดังนั้นนอกจากการป้องกันตัวเองด้วยการสวมหน้ากากป้องกันฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 แล้ว การร่วมผลักดันในเชิงนโยบายเพื่อควบคุมการปล่อยมลพิษจากภาคอุตสาหกรรมก็เป็นการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศจากต้นตออีกข้อหนึ่ง ที่ประชาชนจะสามารถเรียกร้องกับภาครัฐให้แก้ไขตัวเลขค่ามาตรฐานของประเทศให้เทียบเท่าหรือใกล้เคียงกับมาตรฐานที่องค์การอนามัยแนะนำได้

กรีนพีซเรียกร้องให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติยกระดับมาตรฐานฝุ่น PM2.5ให้เทียบเท่าหรือใกล้เคียงที่สุดกับเป้าหมายขององค์การอนามัยโลก เพื่อควบคุมและลดการปล่อยมลพิษจากแหล่งกำเนิดต่างๆ เพื่ออากาศสะอาดของคนไทยทุกคน

Air Pollution in Bangkok. © Chanklang  Kanthong / Greenpeace
ขออากาศดีคืนมา

กรีนพีซเสนอให้กรมควบคุมมลพิษยกร่างมาตรฐาน PM2.5 ในบรรยากาศสำหรับประเทศไทยขึ้นใหม่

มีส่วนร่วม