ครั้งสุดท้ายที่คุณได้สัมผัสดินอย่างแท้จริงคือเมื่อไหร่

ความอุดมสมบูรณ์ของดินอาจเป็นสิ่งที่เรามองข้ามไป หากนึกถึงสิ่งแวดล้อมที่ดี เราคงมักนึกถึงป่าไม้ สายน้ำที่สะอาด อากาศดี และบรรดาสัตว์ แต่ดินนั้นคือรากฐานของชีวิต และสะท้อนถึงความอุดมสมบูรณ์ที่เกื้อกุลกันของธรรมชาติ ข่าวร้ายคือ การเสื่อมถอยของความอุดมสมบูรณ์ของดินกำลังเป็นอีกปัญหาสิ่งแวดล้อมที่สำคัญ ส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังความมั่นคงทางอาหาร น้ำที่เราดื่ม และอากาศที่เราหายใจ ทุก 5 วินาที ดินที่อุดมสมบูรณ์ของโลกพื้นที่เทียบเท่ากับสนามฟุตบอลสนามหนึ่งได้ทุกทำลายไปด้วยการทำเกษตรกรรมเชิงอุตสาหกรรม และนั่นเทียบเท่ากับแหล่งอาหาร แหล่งอากาศ และแหล่งน้ำของโลกที่กำลังค่อย ๆ สูญหายไป

องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) เผยว่า ดินหนึ่งในสามของโลกได้สูญเสียความอุดมสมบูรณ์ไปแล้ว ผืนดินที่อยู่ใต้ฝ่าเท้าของเรานั้นมักถูกละเลยความสำคัญ ปนเปื้อนด้วยมลพิษ และขาดการฟื้นฟู ซึ่งสาเหตุหลักของการทำลายผืนดินนั้นมาจากเกษตรกรรมเชิงอุตสาหกรรมที่ใช้สารเคมีอย่างมหาศาล การทำลายป่า การขยายตัวของเมือง และวิกฤตสภาพภูมิอากาศ

ดิน คืออะไร

ดิน ไม่ใช่เป็นเพียงก้อนดินหรือเศษหินที่มาอยู่รวมกัน แต่ดินของโลกเกิดขึ้นจากแร่ธาตุของสิ่งมีชีวิต  ตั้งแต่ใบไม้ที่ร่วงหล่นทับถม ต้นไม้ที่ผุเปื่อย แมลง จุลินทรีย์ ประกอบกับน้ำ และอากาศ มีความแตกต่างหลากหลายไปตามภูมิประเทศและภูมิอากาศ และพืชที่เติบโตบนนั้น ดินนั้นมีการหมุนเวียนสร้างชีวิตขึ้นใหม่อยู่เสมอโดยสิ่งมีชีวิต เช่น แมลง เชื้อรา แบคทีเรีย โปรโตซัว หรือไส้เดือนที่อาศัยอยู่ในดิน กาลเวลา สภาพอากาศ และสายฝนทำให้ก้อนหินถูกกัดกร่อนและกลายเป็นก้อนกรวดได้ แต่หากปราศจากสิ่งมีชีวิต ดินก็ไร้ชีวิต และผืนดินก็จะกลายเป็นเพียงเศษฝุ่น เศษหิน ไม่ต่างอะไรจากพื้นผิวของดวงจันทร์ ดาวอังคาร หรือดาวศุกร์ 

Watcharapol Daengsubha Food and Ecological Agriculture campaigner for Greenpeace Southeast Asia  describes how to prepare soil and seeds to students taking part in the We Grow activity at the Vanessa Rangsit school.

Ecological farming is the starting point to promote a sustainable, healthy and nutritious lunch system, farmed and produced by students and faculty members.
สภาพของดินจากบริเวณที่ทำเกษตรกรรมเชิงนิเวศ © Roengchai Kongmuang / Greenpeace

ดินที่อุดมสมบูรณ์เพียงหนึ่งช้อนชานั้นประกอบด้วยสิ่งมีชีวิตจำนวนมากมายยิ่งกว่าประชากรมนุษย์บนโลกทั้งหมด ดินไม่ต่างอะไรจากน้ำ และอากาศ ที่สามารถรับผลกระทบจากการปนเปื้อนของมลพิษ และเสื่อมถอยได้ด้วยกระบวนการต่าง ๆ ของอุตสาหกรรมการเกษตร

แม้ดินจะมีการหมุนเวียนสร้างใหม่อยู่เสมอ แต่การสร้างหน้าดินใหม่ 3 เซนดิเมตรนั้นต้องใช้เวลานานถึง 1,000 ปี และหากอัตราการทำลายดินที่สูงในระดับปัจจุบันยังดำเนินต่อไป หน้าดินทั่วโลกที่สามารถใช้งานได้นั้นจะสูญสิ้นไปภายในเวลา 60 ปี (ข้อมูลจากสหประชาชาติ) 

แต่ความหวังคือ เกษตรกรรมเชิงนิเวศที่เน้นการปลูกพืชอย่างหลากหลายและยั่งยืน ดูแลทั้งพืชและให้อาหารผืนดิน

ดิน เลี้ยง โลก

ระบบอาหารเชิงอุตสาหกรรมในปัจจุบันนั้นมักทำให้เราหลงเชื่อว่า ผู้ที่เลี้ยงโลกคือบรรษัทอุตสาหกรรม เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการผลิตอาหาร และจำเป็นต่อการเลี้ยงประชากรมนุษย์ทั่วโลก แต่ที่จริงแล้ว ดินและแมลง ต่างหากคือผู้ที่ผลิตอาหารให้กับโลกอย่างแท้จริง และระบบอาหารเชิงอุตสาหกรรมนั้นกลับเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและเสื่อมถอยของผืนดินสูงสุด ความหิวโหยของประชากรโลกนั้นมิใช่เป็นเพราะอาหารไม่ได้ผลิตมาอย่างพอเพียง แต่เป็นเพราะความเลื่อมล้ำและโอกาสในการเข้าถึงอาหาร แต่ปัจจุบันนี้ 1 ใน 3 ของอาหารที่ผลิตขึ้นนั้นต้องถูกทิ้งไปโดยไม่ได้รับการบริโภค 

A honey bee pollinating a garden flower in Slovakia.
ผึ้ง หนึ่งในแมลงที่เป็นผู้ผลิตอาหารให้แก่โลกใบนี้ © Greenpeace / Juraj Rizman

การปลูกพืชเชิงเดี่ยว การใช้สารเคมี และการทำลายป่า ในวัฏจักรการทำเกษตรเชิงอุตสาหกรรมนั้นทำลายความอุดมสมบูรณ์ของดิน เกิดการปนเปื้อนและตกค้างของสารเคมี ฆ่าสิ่งมีชีวิตในดินและแมลงซึ่งเป็นผู้ผสมเกสรและย่อยวัสดุอินทรีย์ รวมถึงยังส่งผลถึงนกและสัตว์ป่า การทำอุตสาหกรรมปศุสัตว์เองก็ก่อสารปนเปื้อนต่อดิน ทั้งการตกค้างของยาปฏิชีวนะ ซึ่งอาจทำให้เกิดเชื้อดื้อยาในดินได้ ยาปฏิชีวนะสามารถอยู่ในดินยาวนานถึงกว่าร้อยวัน ขึ้นอยู่กับกลุ่มของยา บางงานวิจัยเผยว่าต้นไม้สามารถดูดซึมยาปฏิชีวนะบางกลุ่มได้ เช่น เตตราไซคลีน 

ไม่ใช่เพียงแค่ดินเท่านั้น องค์การอนามัยโลกยังคาดการณ์ว่าในแต่ละปีสารเคมีอันตรายจากยาฆ่าแมลงนั้นยังคุกคามสุขภาพของเกษตรกรราว 3 ล้านรายต่อปี และมีอัตราการเสียชีวิต 220,000 รายต่อปี ซึ่งโดยมากนั้นเกิดขึ้นในประเทศกำลังพัฒนา 

ดิน ทางออกของวิกฤตสภาพภูมิอากาศ

ดินที่อุดมสมบูรณ์นั้นคือแหล่งกักเก็บคาร์บอนของโลกที่ใหญ่ที่สุด  หากมีการจัดการที่ดีและยั่งยืน เช่น การทำปุ๋ยอินทรีย์ และทำเกษตรอินทรีย์หมุนเวียน ดินจะเป็นตัวแปรสำคัญในการต่อกรกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศ และลดก๊าซเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศได้ แต่ในทางกลับกัน หากดินยังคงถูกทำให้เสื่อมความอุดมสมบูรณ์จากการทำเกษตรอย่างไม่ยั่งยืนไปเรื่อย ๆ คาร์บอนที่อยู่ในดินจะถูกปล่อยขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศในรูปแบบของคาร์บอนไดออกไซด์ เร่งให้การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศขยับใกล้วิกฤตมากขึ้น

Soya crops in different growing stages. The dark crops are ready for reaping; the light crops are in the drying stage. Brazil is the largest exporter of soybeans in the world. Soybean cultivation has accelerated the deforestation of Brazilian biomes such as the Cerrado.
การปลูกพืชเชิงเดี่ยวเช่น ถั่วเหลือง เพื่อนำมาป้อนอุตสาหกรรมผลิตอาหารสัตว์คือสาเหตุหลักของการทำลายผืนดินและความหลากหลายทางชีวภาพ © Victor Moriyama / Greenpeace