สำรวจข้อจำกัดและเปิดทางรอดสู่พลังงานโซลาร์ภาคประชาชนกับ 5 ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงาน
บิลค่าไฟที่พุ่งสูงขึ้นในช่วงกลางปี 2569 นี้ อาจเป็นหนึ่งในเหตุผลหลักที่ดึงดูดผู้คนราว 30 คนมารวมตัวกัน ณ หอศิลป์บ้านจิม ทอมสัน เมื่อเย็นวันพุธที่ 17 มิถุนายนที่ผ่านมา เพื่อชมภาพยนตร์สารคดี Power Station ภายในเทศกาลหนังสั้น “โลกป่วย เราต้องเปลี่ยน” (CCCL Film Festival) บางคนอาจเป็นคนเมืองที่เพิ่งเลิกงาน บางคนอาจเป็นผู้สนใจประเด็นพลังงาน หรือบางคนอาจเป็นคนรักภาพยนตร์สารคดีที่แวะเวียนมาหาแรงบันดาลใจ แต่ไม่ว่าจะมาด้วยเหตุผลใด ทุกคนต่างมีจุดร่วมเดียวกัน คือการมารับชมเรื่องราวของการเปลี่ยนผ่านพลังงานที่เริ่มต้นจากมือของประชาชน ผ่านภาพยนตร์สารคดีสัญชาติอังกฤษเรื่อง Power Station

ภายในห้องฉายภาพยนตร์ขนาดกำลังพอดี ไม่กว้างจนดูเคว้งคว้าง และไม่แคบจนชวนอึดอัด หากแต่สร้างบรรยากาศถูกโอบล้อมไปด้วยความผ่อนคลายและเป็นกันเอง บนจอภาพยนตร์เบื้องหน้า ถูกฉายในฐานะส่วนหนึ่งของเทศกาลฯ เพื่อจุดประกายบทสนทนาที่ว่า… ถึงเวลาหรือยังที่เราจะสร้างพลังงานบนหลังคาบ้านของตัวเอง

Power Station เมื่อหลังคาบ้านของคนธรรมดากลายเป็นโรงผลิตไฟฟ้า
แม้จะถูกตั้งต้นว่าเป็นภาพยนตร์สารคดี แต่เอาเข้าจริง Power Station กลับให้ความรู้สึกเหมือนเรากำลังนั่งดูวิดีโอบันทึกเรื่องราวจากเพื่อนเสียมากกว่า ภาพยนตร์พาเราไปติดตามชีวิตของ ฮิลารี โพเวล และ แดน เอเดลสทีน คู่รักชาวอังกฤษจากย่านวอลแธมสโตว์ (Walthamstow) ในกรุงลอนดอน ผู้ลุกขึ้นมาจับกล้องบันทึกเส้นทางการเคลื่อนไหวของตัวเอง เพื่อผลักดันให้บ้านทุกหลังบนถนนลินเมาท์ (Lynmouth) ที่เป็นถนนที่พวกเขาอาศัยอยู่ ติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ และเปลี่ยนหลังคาบ้านให้กลายเป็นโรงผลิตไฟฟ้าขนาดเล็ก หรือ Power Station ของชุมชนเป้าหมายของพวกเขาคือเพื่อทำให้ประชาชนพึ่งพาตัวเองในด้านพลังงานได้ ท่ามกลางวิกฤตระดับโลกอย่างการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิดที่เป็นตัวเร่งให้บิลค่าไฟพุ่งสูงขึ้น
จุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงไม่เคยโรยด้วยกลีบกุหลาบ ทั้งคู่ต้องเดินเคาะประตูเพื่อนบ้านทีละหลัง เพื่อนำเสนอไอเดียเปลี่ยนหลังคาบ้านเป็นโรงผลิตไฟฟ้า (Power Station) พวกเขางัดทุกกลยุทธ์สุดสร้างสรรค์มาใช้ ตั้งแต่การพิมพ์ธนบัตรสกุลเงินใหม่ที่มีภาพเพื่อนบ้าน การขนเตียงนอนและข้าวของขึ้นไปจัดวางบนดาดฟ้าราวกับย้ายห้องนอนทั้งห้องขึ้นไปอยู่กลางแจ้ง ท้าทายทั้งลม ฝนและหิมะ เพื่อระดมทุน ไปจนถึงการแต่งเพลงวันคริสมาสต์จนฮิตติดชาร์ต iTunes

ท้ายที่สุด แดนและฮิลารีสามารถติดตั้งแผงโซลาร์ให้บ้านบนถนนที่พวกเขาอาศัยได้สำเร็จ ตามที่ฮิลารีได้พูดถึงการเปลี่ยนผ่านทางพลังงานเอาไว้ในช่วงกลางเรื่องว่า
“ถ้าการเปลี่ยนแปลงมันเกิดไม่เร็วพอในระดับรัฐบาล เราจะแสดงให้เห็นว่า มันเกิดขึ้นได้จากระดับประชาชน” – ฮิลารี โพเวล, Power Station (2025)
คำถามคือ… แล้วประเทศไทยล่ะ ?
หากการเริ่มเปลี่ยนผ่านพลังงาน แม้จะเล็กน้อยเพียงบนถนนเส้นเดียว สามารถเกิดขึ้นจริงได้ที่สหราชอาณาจักร ภาพฝันแบบเดียวกันนี้จะมีโอกาสเกิดขึ้นในไทยได้หรือไม่?
เรื่องนี้ คุณพงศ์พล ยอดเมืองเจริญ โฆษกกระทรวงพลังงาน (ฝ่ายการเมือง) กล่าวในช่วงต้นของกิจกรรมวงเสวนาในวันนั้น โดยได้ให้มุมมองและคำตอบไว้อย่างหนักแน่นว่า
“ถ้าถามว่าภาพแบบนี้จะเกิดขึ้นในไทยได้ไหม ผมบอกเลยว่า เกิดขึ้นได้แน่นอน เพราะตอนนี้เราถอยหลังไม่ได้” คุณพงศ์พลกล่าว

เมื่อภาครัฐฯ ขยับตัว ในยุคที่โซลาร์เซลล์ถูกลง สัญญาณแห่งความเป็นไปได้
ในกิจกรรมวงเสวนาหลังฉายภาพยนตร์ Power Station “พลังงานที่มั่นคง คือพลังงานที่พึ่งพาได้สำหรับทุกคน (Energy Security: Reliable Energy for Everyone)” คุณพงศ์พล โฆษกกระทรวงฯ เผยถึงทิศทางเชิงบวกจากกระทรวงพลังงานว่า กระทรวงฯ ได้มีปรับเพิ่มอัตราการรับซื้อไฟฟ้าในโครงการโซลาร์ภาคประชาชน เป็นหน่วยละ 2.20 บาท และกำลังเร่งขยายเพดานการรับซื้อให้สูงถึง 500 เมกะวัตต์ ซึ่งคาดว่าทันทีที่เปิดรับ โควต้านี้จะเต็มอย่างรวดเร็ว เนื่องจากมีประชาชนอยู่ในรายชื่อการรอ (Waiting list) เพื่อขายไฟฟ้าเข้าระบบเป็นจำนวนมาก
นอกจากนี้ คุณพงศ์พลยังกล่าวถึงอีกหลายแนวทางของกระทรวงพลังงานที่จะผลักดันเพื่อสนับสนุนการติดโซลาร์ของภาคประชาชนในอนาคต อาทิ การปรับโครงสร้างกระทรวงพลังงาน ให้โปร่งใสและเป็นที่เชื่อถือ โดยเฉพาะคณะกรรมการกิจการพลังงาน (กกพ.) การทบทวนบทบาทการไฟฟ้าฝ่ายผลิต (กฟผ.) จากที่เคยเป็น ผู้รับซื้อไฟฟ้ารายเดียว (Single buyer) ให้เปลี่ยนผ่านสู่การเป็นการไฟฟ้าฝ่าย ‘อำนวย’ การผลิตแทน ไปจนถึงการทบทวนและเจรจาสัญญาสร้างโรงไฟฟ้าก๊าซ การเดินหน้าลงทุนกับระบบกักเก็บพลังงาน (ESS) และไฮไลต์สำคัญอย่างระบบ On-Bill Financing ที่จะเปิดให้ประชาชนติดโซลาร์เซลล์ได้ก่อน แล้วผ่อนชำระผ่านบิลค่าไฟรายเดือน เหล่านี้ล้วนเป็นแนวทางสำคัญที่จะช่วยส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าภาคประชาชนจากพลังงานแสงอาทิตย์ให้เติบโต ซึ่งภาคประชาชนจำเป็นต้องจับตาและขับเคลื่อนให้เกิดขึ้นจริงอย่างเป็นรูปธรรม
“รัฐบาลมีหน้าที่ เราต้องกระตุ้นพวกเขา” อาซิฟ, เพื่อนบ้านของแดนและฮิลารี, Power Station (2025)
ไม่ใช่แค่ราคาการรับซื้อไฟฟ้าจากรัฐบาลที่จูงใจขึ้นเท่านั้น แต่ต้นทุนการติดตั้งแผงโซลาร์ก็ถูกลงอย่างมีนัยสำคัญเช่นกัน ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยเชิงบวกที่สำคัญ คุณณัฏฐ์ เวชรัชต์พิมล กรรมการผู้จัดการ บริษัท คณาคุณ เซอร์วิส จำกัด (KKS SOLAR) เปรียบเทียบราคาการติดตั้งแผงโซลาร์ก่อนช่วงการแพร่ระบาดโควิด-19 และราคาในปัจจุบัน

“ในช่วงโควิด คนอยู่บ้าน ใช้ไฟกันมาก หลายคนรู้สึกว่าค่าไฟแพงมาก แม้มีนโยบายลดค่าไฟ แต่ก็ยังช่วยไม่ได้มาก ช่วงโควิดการติดตั้งโซลาร์สำหรับครัวเรือนระดับทั่วไป ซึ่งอยู่ราว 5 กิโลวัตต์มีราคาประมาณ 160,000-170,000 บาท แต่เมื่อเทียบกับปัจจุบัน ราคาลดลงเหลือ 100,000 บาทต้น ๆ” คุณณัฏฐ์กล่าว
สอดคล้องกับ คุณศุภกิจ นันทะวรการ นักวิชาการอิสระด้านพลังงาน ที่ช่วยเสริมข้อมูลว่า “มีข้อมูลยืนยันว่าราคาการติดตั้งโซลาร์เซลล์มีแนวโน้มถูกลงเรื่อย ๆ เพราะฉะนั้นเงินเท่าเดิมกับเมื่อก่อน เราสามารถติดโซลาร์ฯ ได้มากกว่าเดิมเยอะ”
ในทางกลับกัน การนำเข้าก๊าซฟอสซิลเหลว (LNG) กลับพบว่ามีต้นทุนที่สูงจนน่าตกใจ ในปี 2567 ประเทศไทยต้องแบกรับมูลค่าการนำเข้า LNG สูงถึง 203,435 ล้านบาท และแนวโน้มราคายังคงผันผวนรุนแรงตามสถานการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ โดยคุณศุภกิจชี้ว่า ในช่วงสงครามเอเชียตะวันตก ต้นทุนพลังงานจากเดิมอยู่ที่ราวหน่วยละ 4 บาท เพิ่มขึ้นเป็น 12 บาท และรัฐยังต้องหาทางอุดหนุนค่าไฟฟ้าเพิ่มเติม
“ต้นทุนไฟฟ้าจากระบบโซลาร์เซลล์บนหลังคาอยู่ที่หน่วยละ 2 บาท ถึง 2.50 บาท ในขณะที่คนที่ใช้ค่าไฟจากการไฟฟ้า จ่ายค่าไฟอยู่ที่ 4.50 บาทต่อหน่วย […] เศรษฐศาสตร์พื้นฐานชี้มาที่โซลาร์ เพราะโซลาร์ถูกจริง ๆ และก๊าซแพงจริง ๆ” คุณศุภกิจสรุป

ในเมื่อตัวเลขทางเศรษฐศาสตร์ชี้ชัดขนาดนี้ แล้วทำไมการนำเข้า LNG จึงยังคงอยู่ ? และทำไมไทยยังคงพึ่งพิง LNG ในการผลิตไฟฟ้ามากกว่า 50% ขณะที่พลังงานจากโซลาร์เซลล์นั้นมีสัดส่วนเพียง 2% เท่านั้น
ข้อจำกัดที่ผูกมัดพลังงานแสงอาทิตย์ไทยให้ไปไม่ถึงไหน
เมื่อทั่วโลกเห็นความสำคัญและประโยชน์ของพลังงานแสงอาทิตย์มากขึ้นและ รัฐบาลไทยเองก็สนับสนุนด้วยโครงการอย่าง โซลาร์ภาคประชาชน มาตรการการลดหย่อนภาษี รวมถึงการผ่อนคลายกฎระเบียบบางประการ อย่างกฎหมายอาคาร ที่ปลดล็อกแผงโซลาร์ในขนาดน้อยกว่า 160 ตารางเมตรโดยไม่ต้องขออนุญาตดัดแปลงอาคารกับหน่วยงานท้องถิ่น (เช่น อบต. หรือสำนักงานเขต) แต่ข้อจำกัดบางข้อที่คงอยู่คือ (1) สายส่งไฟฟ้าที่ถูกล็อก (Zero Export) เอาไว้
“แม้ไม่มีแม่กุญแจมาปรากฏให้เราเห็น แต่สายส่งไฟฟ้าหน้าบ้านเรามันถูกล็อกอยู่ เราไม่สามารถส่งไฟคืนได้เลย ไม่ได้เด็ดขาด หรือแม้แต่บริจาคพลังงานโซลาร์ที่เหลือก็ทำไม่ได้” คุณศุภกิจเปรียบเปรยให้เห็นภาพสถานการณ์ของสายส่งไฟฟ้าในปัจจุบัน และชี้ว่า แม้แต่ตัวเขาเองก็ใช้ไฟได้เพียง 40% ของพลังงานที่โซลาร์บนหลังคาบ้านเขาผลิตได้
นอกจากนี้ยังปรากฎข้อจำกัดใหม่คือ (2) การกำหนด ‘มาตรฐาน’ ที่มาพร้อมต้นทุน แน่นอนว่าการกำหนดมาตรฐานเป็นเรื่องสำคัญ แต่สำหรับการติดตั้งแผงโซลาร์ สิ่งนี้กลับมาพร้อมค่าใช้จ่าย การที่กระทรวงอุตสาหกรรมบังคับใช้มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม หรือ มอก. สำหรับแผงโซลาร์ ทำให้ราคาแผงโซลาร์ที่ได้มาตรฐานมอก. มีราคาสูงกว่าแผงทั่วไปกว่าเท่าตัว แม้ว่าแผงโซลาร์เหล่านั้น จะผ่านมาตรฐานสากลอย่าง CE (Conformité Européenne) ของยุโรป หรือ IEEE (Institute of Electrical and Electronics Engineers) ก็ตาม
“การผลักดันให้แผงโซลาร์ต้องผ่านมอก. จะทำให้การติดตั้งมีราคาแพงขึ้น เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายในการตรวจ กระบวนการแล็ปต่าง ๆ ซึ่งค่าตรวจอาจมีราคาถึงรุ่นละ 50,000 บาท แปลว่าผู้นำเข้าจะมีค่าใช้จ่ายมากขึ้นอีกเยอะเลย” คุณณัฏฐ์กล่าวเสริมในมุมมองของผู้ประกอบการ เน้นย้ำว่า ตัวเขาไม่ได้ต่อต้านการสร้างมาตรฐาน แต่การกำหนดมาตรฐานต้องคำนึงความจำเป็น และคำนึงความคล่องตัวอีกด้วย

Wohlen AG, 20. September 2012: Ein Mitarbeiter von Greenpeace Schweiz bei der Montage der grössten Photovoltaikanlage der Deutschschweiz in Wohlen (AG).
© Greenpeace / Jonas Scheu
นอกจากกฎเกณฑ์มากมายที่ดึงรังทั้งผู้ผลิต จัดจำหน่าย และใช้พลังงานโซลาร์ คุณศุภกิจยังชี้ถึงข้อจำกัดในภาพใหญ่ขึ้นคือ ด้านนโยบาย ซึ่งต่อมาคือ (3) การ (ไม่) รับซื้อไฟฟ้าจากครัวเรือน แม้นโยบายจะบอกว่ารับซื้อ แต่ในทางปฏิบัติกลับเต็มไปด้วยอุปสรรค มีโควต้าการรับซื้อไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ภาคประชาชนที่จำกัด ผู้ติดโซลาร์หลายคนผลิตไฟฟ้ามากเกินความต้องการ แต่ขายคืนเข้าระบบไม่ได้ ความตลกร้ายนี้เกิดขึ้นแม้กระทั่งกับโฆษกกระทรวงพลังงานอย่างคุณพงศ์พล ที่ยอมรับกลางวงเสวนา
“ผมติด [แผงโซลาร์] มาสองปีกว่าก็ขาย [ไฟฟ้า] คืนไม่ได้เหมือนกัน และท่านปลัดกระทรวงฯ ก็ต้องใช้เวลารอถึง 1 ปี” พงศ์พลกล่าว
นอกจากนี้ คุณศุภกิจยังชี้ว่า ปัญหาสำคัญ “ซ่อนอยู่ในรายละเอียด”ของนโยบายพลังงาน เช่นระยะเวลาการรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ลงทะเบียนขายไฟฟ้าจาดโซลาร์ภาคประชาชนนั้นอยู่ที่ 10 ปี ทั้งที่แผงโซลาร์เวลล์มีอายุการใช้งานยาวนานถึง 25 ปี รัฐจึงควรทบทวนเงื่อนไขนี้ และกระจายการรับซื้อไฟฟ้าให้ครอบคลุมทุกพื้นที่และทุกขนาดธุรกิจในประเทศไทย เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและการจ้างงานไปพร้อมกับการกระจายอำนาจทางพลังงาน
คุณนุ่น มนูญ วงษ์มะเซาะห์ นักรณรงค์ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและพลังงาน กรีนพีซ ประเทศไทย อธิบายถึงข้อจำกัดเชิงนโยบายที่เป็นรากฐานปัญหา นั่นคือมุมมองที่รัฐยังคง (4) ผูกโยงความมั่นคงทางพลังงานไว้กับเชื้อเพลิงฟอสซิล

“เรายังคงมอง LNG หรือที่เรียกกันว่าก๊าซธรรมชาติ ที่ไม่ได้ธรรมชาติเลย แต่คือก๊าซฟอสซิลว่า เป็นสิ่งที่สร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศ เป็นพลังงานแห่งการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาด แต่ถ้าถามว่า ใครคือคนที่มั่นคง คำตอบคือ นายทุนคือคนที่มั่นคง และ LNG ไม่ใช่พลังงานเพื่อการเปลี่ยนผ่าน แต่คือ กับดักของพลังงานฟอสซิล”
การนำเข้า LNGคืออีกหนึ่งกับดักที่ทำให้การเปลี่ยนผ่านพลังงานเกิดขึ้นอย่างเชื่องช้า เพราะแม้ประเทศไทยจะประกาศคำมั่นต่อที่ประชุมสุดยอดของรัฐภาคีสมาชิกภายใต้กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือการประชุม COP ว่าจะมุ่งหน้าต่อเป้าหมาย Net Zero แถมยกระดับความมั่นใจไว้อีกหลายครั้ง รวมถึงการประชุม COP30 เมื่อปลายปี 2568 ที่ผ่านมารัฐบาลไทยยื่นเป้าหมาย Net Zero ว่าจะทำให้ได้ภายในปี 2593 (ค.ศ.2050) แต่นโยบายภายในประเทศกับมุ่งหน้าสู่การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานก๊าซฟอสซิลเพิ่ม (ทั้งที่เป็นประโยชน์ต่อคนไม่กี่หยิบมือ และบริษัทน้อยจนใช้นิ้วมือข้างเดียวนับได้) ดูจะย้อนแย้งกันอย่างน่าสนใจ

Greenpeace activists protest against the laying of a gas pipeline at the port of Mukran in the island of Rügen . The pipeline will run through several marine protected areas and connect the planned liquefied natural gas terminal (LNG) from the Island to the mainland of Lubmin, Germany.
คุณมนูญยังอธิบายต่อว่า การที่ไทยยึดถือก๊าซฟอสซิลไว้ในฐานะความมั่นคง และพลังงานแห่งการเปลี่ยนผ่าน ทั้งยังมุ่งมั่นจะเป็น Hub LNG แห่งภูมิภาค ได้ผลักภาระทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมให้คนในชุมชน โดยเฉพาะคนระยอง ซึ่งบ้านของพวกเขาถูกปักหมุดเป็นท่าการนำเข้า LNG ที่ต้องจ่ายต้นทุนในทางเศรษฐกิจ สุขภาพ และสิ่งแวดล้อมอย่างเลี่ยงไม่ได้ ทั้งที่ความเป็นจริง ความมั่นคงทางพลังงานควรเป็นเรื่องของคนทุกคน ไม่ใช่แค่คนส่วนน้อยที่อยู่ด้านบนสุดของพีระมิด
“ถ้าเรายังคงยึดมั่น บอกว่าความมั่นคงทางพลังงานคือ การสร้างโรงไฟฟ้าใหญ่ ๆ คือการสร้างโรงไฟฟ้า LNG มากขึ้นในประเทศ นั่นคือทางที่ผิด เพราะเราเห็นชัดแล้วว่า การยืมจมูกคนอื่นหายใจเท่ากับความล้มเหลวในประเทศของเรา หนังเรื่องนี้สอนให้เราเห็นว่า หลังคาบ้านของเราสามารถเป็นโรงไฟฟ้าได้” คุณมนูญกล่าวสรุป
แล้วทำอย่างไร ไทยจึงจะก้าวผ่านข้อจำกัดเหล่านี้ เปิดประตูให้พลังงานโซลาร์ และก้าวเข้าสู่การเปลี่ยนผ่านทางพลังงานที่เริ่มจากชุมชนได้?
ตื่นตัว ปลดล็อกสายส่ง ลงทุนฟังท้องถิ่น และร่วมมือกัน!
ความสำเร็จของชุมชนบนถนนลินเมาท์ในภาพยนตร์สารคดี Power Station ไม่ได้เกิดขึ้นจากปาฏิหาริย์ แต่มาจาก (1) ความตื่นรู้ด้านพลังงาน อย่างที่คุณศุภกิจพูดถึงระหว่างการเสวนาว่า “ตื่นรู้และไม่กลับไปหลับต่อ” บวกกับความพยายามร่วมกันของชุมชน การให้ความร่วมมืออย่างเอาจริงเอาจัง ซึ่งวงเสวนาเชื่อว่าน่าจะเป็น พลัง 2 ข้อที่ทำให้ชุมชนสามารถเป็นจุดเริ่มต้นความเปลี่ยนแปลงได้
คุณมนูญกล่าวว่า “กรีนพีซเชื่อเสมอว่า ความสำเร็จทุกอย่างเกิดจาก People Collective หรือการรวมกลุ่มของภาคประชาชน การที่ประชาชนเห็นคุณค่าในอะไรบางอย่าง แล้วออกมาลงมือทำสิ่งนั้นไปด้วยกัน”
แม้การเริ่มต้นอาจเกิดได้จากภาคประชาชนที่มีการรวมกลุ่มอย่างเข้มแข็ง แต่ภาครัฐก็ยังคงถือกุญแจสำคัญ คือ (2) ปลดล็อกโครงข่ายไฟฟ้า ซึ่งคุณศุภกิจชี้ว่า การขยายเพดานการรับซื้อเป็น 500 เมกะวัตต์แม้จะดีขึ้น แต่ยังไม่พอ แต่หากพิจารณาศักยภาพอาจเพิ่มได้ถึง 200,000 เมกะวัตต์ อย่างไรก็ตาม คุณศุภกิจ นักวิชาการพลังงานได้ประเมินผลลัพธ์ที่อาจเกิดขึ้นในระยะเวลา 5 ปี หากภาครัฐปลดล็อกโครงสร้างพลังงาน รับซื้อไฟฟ้าจากประชาชนที่ 20,000 เมกะวัตต์ต่อปี คือ:
- เปลี่ยนบ้านและอาคารเป็นโรงไฟฟ้า: บ้านเรือนกว่า 2 ล้านหลัง, กิจการขนาดย่อม 200,000 แห่ง และอาคารสาธารณะ (เช่น โรงเรียน โรงพยาบาล อบต.) อีกกว่า 80,000 แห่ง จะสามารถผลิตไฟฟ้าใช้เองและสร้างรายได้
- กระตุ้นเศรษฐกิจและการจ้างงาน: สร้างมูลค่า GDP ให้ประเทศถึง 42,000 ล้านบาท และก่อให้เกิดการจ้างงานใหม่ไม่ต่ำกว่า 22,000 ตำแหน่งทั่วประเทศ
- หยุดเลือดที่ไหลออก: ลดภาระการนำเข้าก๊าซฟอสซิล (LNG) ที่เป็นต้นเหตุของค่าไฟแพง ได้มากถึง 55,000 ล้านบาท
- ฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม: ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 10.4 ล้านตัน หรือเทียบเท่ากับการลดควันพิษจากท่อไอเสียรถยนต์นับล้านคัน
การปลดล็อกโครงข่าย รับไฟฟ้าจากครัวเรือนเข้าสายส่ง แน่นอนว่ามีค่าใช้จ่าย ซึ่งคุณกัญจน์ ทัตติยกุล เครือข่ายฉะเชิงเทรา รีพาวเวอร์ ชี้ว่า เราอาจเปลี่ยนงบประมาณที่จะลงทุนกับโครงสร้างฟอสซิลมาลงทุนกับระบบโครงสร้างเพื่อพลังงานสะอาดแทน ซึ่งสำหรับฉะเชิงเทรา นี่คือ (3) การฟังเสียงคนท้องถิ่น
“ผมว่า เราควรลงทุนในสิ่งที่มันถูกต้อง โครงการไฟฟ้าบูรพาใช้งบประมาณสร้างประมาณ 20,000 ล้านบาท ซึ่งงบประมาณส่วนนี้หากเอาไปทำระบบโครงข่ายไฟฟ้าที่รับไฟฟ้าเข้าสู่ระบบได้มากขึ้น หรือเอามาลงทุนระบบกักเก็บพลังงาน” คุณกัญจน์กล่าว

ฉะเชิงเทราคือภาพสะท้อนที่ชัดเจน จังหวัดที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยสวนมะม่วง มะพร้าว นาข้าว และแหล่งปศุสัตว์ กำลังถูกคุกคามจากการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมและโรงไฟฟ้าก๊าซฟอสซิลบูรพาพาวเวอร์ ที่ไม่ได้สร้างขึ้นตามความจำเป็นและความต้องการของคนฉะเชิงเทรา ซ้ำร้ายประโยชน์ก็มีแนวโน้มไหลสู่กลุ่มทุนเป็นหลัก โดยทิ้งให้คนท้องถิ่นรับบท “คนด่านหน้า” ที่แบกรับผลมลพิษไปโดยไม่มีทางเลือก
แต่ในวิกฤตย่อมมีโอกาสเสมอ เพราะความกดดันเหล่านี้คือตัวเร่งให้เกิด (4) การรวมพลังชุมชน คุณกัญจน์สะท้อนให้เห็นว่า
“วิกฤตต่าง ๆ ที่พวกเราเผชิญ ทั้งราคาเชื้อเพลิง และสภาพภูมิอากาศ ก็เป็นสิ่งที่ชุมชนเราเผชิญ และถ้ามองจากหนัง Power Station จะพบว่า ปัญหาต่าง ๆ จะทำให้คนมารวมตัวกัน ผมเองไม่ได้รู้จักชาวบ้านมาก่อน แต่เราห่วงเรื่องโรงไฟฟ้าเหมือนกัน เราจึงมานั่งคุยกัน หาทางออกร่วมกัน และได้คำตอบว่า ‘เราจะเปลี่ยนผ่านพลังงานประเทศไทย’ ”
ก่อนวิกฤตพลังงานจะถูกสงครามขับเน้นให้เด่นชัด คนไทยมีการรวมกลุ่มเพื่อเปลี่ยนผ่านพลังงานจากภาคประชาชนแลัวในชื่อ “ก๊วนหิวแสง” ในโครงหาร รวมตัวกันซื้อและติดแผงโซลาร์ให้ครัวเรือนได้ราว 43-44 หลังจากเป้าหมาย 47 หลัง ระหว่างเดือนมิถุนายน-กันยายนปีก่อน กองทุนแสงอาทิตย์ (Thailand Solar Fund) ร่วมกับ สภาองค์กรของผู้บริโภค การรวมตัวในครั้งนี้ทำให้ผู้บริโภคมีอำนาจต่อรองและได้ต้นทุนในการติดแผงโซลาร์ต่ำกว่าท้องตลาดราว 25%
บทสรุปจากการฉายภาพยนตร์สารคดี Power Station และเสวนาในวันนั้น ได้ทิ้งท้ายข้อความสำคัญว่า ทางรอดเดียวของวิกฤตพลังงาน คือการที่ชุมชนต้อง ‘ตื่นรู้และจับมือกัน’ ในขณะเดียวกัน ภาครัฐก็ต้องทำหน้าที่ของตนด้วยการ ‘ปลดล็อกสายส่ง’ เลิกผูกขาด และเปิดประตูรับซื้อไฟฟ้าจากครัวเรือนอย่างเป็นธรรม เพราะท้ายที่สุด ‘ความมั่นคงทางพลังงาน’ ที่แท้จริง ไม่ได้หมายถึงการมีโรงไฟฟ้าก๊าซขนาดใหญ่เพิ่มขึ้น แต่คือการที่ประชาชนทุกคนสามารถ ‘พึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน’ ภายใต้ความเป็นเจ้าของพลังงานหมุนเวียนร่วมกันจากแสงอาทิตย์



