ระหว่างวันที่ 14-17 กันยายน 2569 ประเทศไทยจะทำหน้าที่เจ้าภาพหลักจัดงาน Gastech 2026 ณ ศูนย์การประชุมไบเทค กรุงเทพฯ โดยมีกระทรวงพลังงานเป็นหน่วยงานเจ้าภาพหลัก ร่วมกับพันธมิตรระดับประเทศ ได้แก่ ปตท. กฟผ. และกัลฟ์ พร้อมทั้งผู้สนับสนุนได้แก่ ราชกรุ๊ปและเอ็กโก กรุ๊ป ทั้งนี้ ตามข้อมูลที่ปรากฏบนเว็บไซต์ทางการของงาน บริษัทพลังงานระดับโลกได้แก่ Shell, Chevron และ ExxonMobil มีสถานะเป็น “เจ้าภาพร่วม” (Co-Hosts) ของงานด้วยเช่นกัน โดยคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 50,000 คนจากกว่า 150 ประเทศ นับเป็นเวทีนานาชาติด้านพลังงานที่มีขนาดใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งที่ประเทศไทยเคยเป็นเจ้าภาพ

กรีนพีซ ประเทศไทย, มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLAW), และเครือข่าย Fossil Free Thailand ร่วมกับเครือข่ายชุมชนผู้ได้รับผลกระทบจากการขยายตัวของอุตสาหกรรมก๊าซฟอสซิลในจังหวัดปราจีนบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา ใคร่ขอนำเรียนข้อมูลและข้อเสนอเชิงนโยบายต่อกระทรวงพลังงาน ในฐานะหน่วยงานเจ้าภาพหลักของการจัดงานดังกล่าว เพื่อประกอบการพิจารณากำหนดทิศทางนโยบายพลังงานของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อมูลเชิงประจักษ์เกี่ยวกับผลกระทบต่อชุมชนที่เกิดขึ้นจากการขยายตัวของอุตสาหกรรมก๊าซฟอสซิลในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งเครือข่ายฯ เห็นว่าเป็นข้อมูลสำคัญที่ควรนำมาประกอบการพิจารณาเพื่อประเมินศักยภาพพื้นที่ภาคตะวันออกในการกำหนดทิศทางการพัฒนาที่ประชาชนผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมีส่วนร่วมอย่างมีความหมาย ควบคู่กับโอกาสการเป็นเจ้าภาพจัดงานในครั้งนี้

โครงสร้างผู้มีส่วนได้ส่วนเสียของการจัดงาน Gastech 2026

Gastech นำเสนอตัวเองในฐานะเวทีความร่วมมือระหว่างประเทศด้านพลังงาน อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาโครงสร้างผู้จัดงาน พบว่าภาครัฐโดยกระทรวงพลังงานมีสถานะเป็นเจ้าภาพหลักร่วมกับบรรษัทพลังงานฟอสซิลข้ามชาติและกลุ่มทุนพลังงานภายในประเทศ ในลักษณะผู้ร่วมสนับสนุนและผู้มีส่วนร่วมกำหนดทิศทางเนื้อหาของงาน ซึ่งเป็นประเด็นเชิงธรรมาภิบาลที่ควรได้รับการพิจารณาถึงความสมดุลของมุมมองที่จะถูกนำเสนอในเวทีดังกล่าว ทั้งนี้ จากประสบการณ์การจัดงาน Gastech ครั้งก่อนที่นครมิลาน ประเทศอิตาลี เมื่อปี 2568 เวทีดังกล่าวมิได้เป็นเพียงพื้นที่แลกเปลี่ยนความคิดเห็น แต่ยังนำไปสู่ข้อตกลงด้านการลงทุน LNG ระยะยาวหลายฉบับ อาทิ สัญญาระหว่างสหภาพยุโรปกับ ExxonMobil และแผนการลงทุน LNG ขนาดใหญ่ในประเทศอาร์เจนตินา ซึ่งบ่งชี้ว่า Gastech 2026 ที่กรุงเทพฯ มีศักยภาพที่จะเป็นเวทีขยายผลข้อตกลงในลักษณะเดียวกัน อันอาจมีผลผูกพันทิศทางนโยบายพลังงานของประเทศไทยในระยะยาว

โครงสร้างดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการลงทุนและการขยายห่วงโซ่อุตสาหกรรมก๊าซและ LNG มีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางของเวทีดังกล่าว ขณะที่ประชาชนและชุมชนซึ่งเป็นผู้ได้รับผลกระทบจากนโยบายการขยายตัวของอุตสาหกรรมทางพลังงาน ในมิติเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และสังคมโดยตรง กลับมีช่องทางการมีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจที่จำกัด

เครือข่ายฯ จึงเห็นว่าประเด็นสำคัญที่ควรได้รับการพิจารณามิได้จำกัดอยู่เพียงประโยชน์ที่ประเทศไทยจะได้รับจากการเป็นเจ้าภาพ แต่ควรครอบคลุมถึงการกระจายต้นทุนและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในนามของ “ความมั่นคงทางพลังงาน” ตลอดจนกระบวนการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วนในการกำหนดนิยามและทิศทางของความมั่นคงดังกล่าว

ข้อมูลเชิงประจักษ์จากพื้นที่ที่ควรนำมาประกอบการพิจารณา

ในบริบทที่ Gastech 2026 นำเสนอก๊าซฟอสซิลและ LNG ในฐานะเชื้อเพลิงเปลี่ยนผ่านที่มีความจำเป็นต่อความมั่นคงทางพลังงาน และนำเสนอการขยายตัวของอุตสาหกรรมศูนย์ข้อมูล (Data Center) และปัญญาประดิษฐ์ (AI) เครือข่ายชุมชนในจังหวัดปราจีนบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา ได้รวบรวมข้อมูลเชิงประจักษ์จากประสบการณ์ตรงในพื้นที่ของตนเอง ซึ่งแม้ทั้งสามจังหวัดจะมีบริบทปัญหาที่แตกต่างกัน แต่ข้อมูลจากพื้นที่กลับสอดคล้องกันในลักษณะที่สามารถจำแนกได้เป็น 4 ประเด็นหลัก ดังนี้

1) กรณีศึกษาด้านกระบวนการอนุมัติโครงการ: การเปลี่ยนแปลงรายละเอียดโครงการ

ในกรณีจังหวัดฉะเชิงเทรา โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเขาหินซ้อนซึ่งอยู่ระหว่างการคัดค้านจากภาคประชาชนมานานกว่า 18 ปี ได้มีการเปลี่ยนแปลงประเภทเชื้อเพลิงจากถ่านหินเป็นก๊าซ LNG และเปลี่ยนชื่อโครงการเป็น “โรงไฟฟ้าบูรพาพาวเวอร์” โดยอาศัยสิทธิ์ตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้าเดิม (IPP ระยะเวลา 25 ปี) โดยไม่ได้เริ่มกระบวนการรับฟังความคิดเห็นใหม่ ทั้งนี้ รายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ของโครงการดังกล่าวได้รับการอนุมัติในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยอ้างอิงข้อมูลแหล่งน้ำที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังมิได้ให้การอนุมัติ ส่วนในกรณีจังหวัดปราจีนบุรี ชุมชนได้ตั้งข้อสังเกตว่า แม้โครงการอุตสาหกรรมที่กำลังเข้ามาในพื้นที่จะมิได้ใช้ชื่อโครงการ EEC โดยตรง แต่ลักษณะ รูปแบบ และผลกระทบที่เกิดขึ้น เช่น การลักลอบทิ้งขยะมลพิษ ปล่อยน้ำเสียลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะ โรงงานรีไซเคิลขยะ หรือโรงงานที่ไม่ได้รับการอนุญาตล้วนสร้างผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและผลเสียต่อชุมชนเกษตรอินทรีย์ในพื้นที่ที่ต้องพึ่งพาทรัพยากรทางธรรมชาติในการใช้ชีวิตประจำวัน ในขณะที่ระยองจังหวัดที่เป็นต้นทางของการรองรับโครงสร้างพื้นฐานการขยายตัวของอุตสาหกรรมก๊าซยังคงเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจ และมลพิษในพื้นที่สะสมอย่างมากจากการที่มาบตาพุดมีอุตสาหกรรมหนักจำนวนมาก แม้จะเป็นเขตควบคุมมลพิษตามหลักการ แต่ในทางปฏิบัติกลับสวนทางกันอย่างสิ้นเชิง เนื่องจากภายใต้กฎหมายระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC เป็นการอนุญาตให้ภาคธุรกิจขยายโครงการพัฒนาได้ซึ่งยังไม่เคยมีการประเมินผลกระทบสะสมในพื้นที่ และในมาตราการด้านการประเมินผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้านยังไม่ครอบคลุมมากพอ เช่น โครงการการขยายท่าเทียบเรือ LNG ระยะที่ 3 ที่กำลังก่อสร้าง เป็นโครงการสำคัญที่ชุมชนชายฝั่งตั้งคำถามถึงหายนะทางท้องทะเลและอาชีพประมงพื้นบ้านจากการถมทะเลกว่า 1,000 ไร่  ชุมชนชายฝั่งผู้ได้รับผลกระทบยังคงไม่ได้รับการฟื้นฟูเยียวยา 

2) กรณีศึกษาด้านการจัดสรรทรัพยากรน้ำและที่ดิน

โครงการท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ระยะที่ 3 ซึ่งดำเนินการโดยบริษัทร่วมทุนระหว่างกัลฟ์และ ปตท. ซึ่งทั้งสองบริษัทมีบทบาทเป็นพันธมิตรระดับประเทศของ Gastech 2026 เช่นกัน ได้ดำเนินการถมทะเลไปแล้วกว่า 1,000 ไร่ ซึ่งชุมชนประมงพื้นบ้านในพื้นที่ระบุว่าส่งผลกระทบต่อแหล่งทำการประมง จนเป็นเหตุให้ชุมชนประมงเรือเล็กระยองเผยแพร่รายงานวิจัยชุมชนในหัวข้อ “ลมหายใจสุดท้ายของทะเลระยอง” เมื่อเดือนกรกฎาคม 2569 เพื่อนำเสนอข้อมูลผลกระทบที่รวบรวมโดยชุมชนเอง สำหรับกรณีจังหวัดฉะเชิงเทรา เกษตรกรในลุ่มน้ำท่าลาด-ระบม-บางปะกงระบุว่า ในช่วงที่ภาครัฐขอความร่วมมือให้เกษตรกรงดทำนาเพื่อประหยัดน้ำในภาวะภัยแล้ง ได้มีแผนผันน้ำชลประทานในลุ่มน้ำเดียวกันไปใช้ในระบบหล่อเย็นของโรงไฟฟ้าก๊าซเอกชนขนาด 600 เมกะวัตต์ ขณะที่แนวสายส่งไฟฟ้าแรงสูง 500 kV ยังพาดผ่านพื้นที่เกษตรกรรมระยะทางกว่า 14 กิโลเมตร ซึ่งเกษตรกรในพื้นที่ระบุว่าเป็นเหตุให้ต้องยื่นฟ้องต่อศาลปกครองเพื่อขอความคุ้มครองสิทธิในที่ดิน

3) กรณีศึกษาด้านผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ

ในพื้นที่จังหวัดระยอง ชุมชนรอบนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดรายงานเหตุการณ์น้ำมันรั่วไหลในปี 2556 และ 2565 การปนเปื้อนของสารอินทรีย์ระเหยง่าย (VOCs) ซึ่งชุมชนเชื่อมโยงกับสถิติผู้ป่วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวในพื้นที่ ตลอดจนการลดลงของความหลากหลายทางชีวภาพทางทะเล ส่วนในจังหวัดปราจีนบุรี ชุมชนรายงานว่าแหล่งน้ำธรรมชาติในพื้นที่เปลี่ยนสีและมีคราบน้ำมันปนเปื้อน ประกอบกับพบความผิดปกติของพืชผลทางการเกษตรในพื้นที่ใกล้เคียงโรงงานอุตสาหกรรม สำหรับจังหวัดฉะเชิงเทรา ตำบลเขาหินซ้อนซึ่งมีภาระมลพิษสะสมจากโรงไฟฟ้าชีวมวลและโรงงานอุตสาหกรรมกระดาษอยู่แล้ว มีข้อกังวลว่าจะต้องรับภาระฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) เพิ่มเติมจากโครงการโรงไฟฟ้าก๊าซแห่งใหม่ โดยที่รายงาน EIA ของโครงการยังมิได้ประเมินผลกระทบสะสมไว้อย่างครอบคลุม

4) กรณีศึกษาด้านการคุ้มครองสิทธิของนักปกป้องสิทธิชุมชนและสิ่งแวดล้อม

ทั้งสามพื้นที่รายงานตรงกันว่า ผู้นำชุมชนและนักปกป้องสิทธิที่เคลื่อนไหวเรียกร้องความเป็นธรรมด้านสิ่งแวดล้อม มีความเสี่ยงที่จะเผชิญการคุกคามในหลายระดับ ตั้งแต่การดำเนินคดีในลักษณะการฟ้องร้องเชิงยุทธศาสตร์เพื่อระงับการมีส่วนร่วมของสาธารณชน (SLAPP) ไปจนถึงการข่มขู่คุกคามที่ร้ายแรงยิ่งขึ้น ในกรณีจังหวัดปราจีนบุรี ชุมชนรายงานว่ากลุ่มทุนที่เกี่ยวข้องอาศัยอิทธิพลนอกระบบข่มขู่คุกคามแกนนำชุมชน ถึงขั้นมีการตั้งค่าหัวนักปกป้องสิทธิในพื้นที่ เพื่อสร้างความหวาดกลัวมิให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมตรวจสอบหรือคัดค้านโครงการ ซึ่งเป็นระดับการคุกคามที่กระทบต่อความปลอดภัยในชีวิตของผู้ปกป้องสิทธิโดยตรง ขณะที่ในจังหวัดฉะเชิงเทรา แม้จะดำเนินการผ่านช่องทางที่ชอบด้วยกฎหมายอย่างต่อเนื่อง โดยเครือข่ายฉะเชิงเทรารีพาวเวอร์ได้ยื่นหนังสือร้องเรียนต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนับตั้งแต่ปี 2568 และจัดกิจกรรมเดินเท้าระยะทาง 125 กิโลเมตรเข้ากรุงเทพฯ เพื่อยื่นข้อเรียกร้องต่อรัฐบาล แต่ยังไม่ปรากฏความคืบหน้าที่ชัดเจน สะท้อนให้เห็นว่าทั้งความปลอดภัยของผู้ปกป้องสิทธิและช่องทางการมีส่วนร่วมที่ชอบด้วยกฎหมาย ยังไม่ได้รับการคุ้มครองอย่างเพียงพอในทางปฏิบัติ

ความสอดคล้องกันของรูปแบบปัญหาในทั้งสามพื้นที่ ซึ่งเกิดขึ้นโดยไม่มีการประสานงานกันมาก่อน เป็นข้อมูลเชิงประจักษ์ที่ชี้ให้เห็นว่าประเด็นดังกล่าวมิใช่เหตุการณ์เฉพาะกรณี หากแต่เป็นผลสืบเนื่องที่มีแนวโน้มเกิดขึ้นได้จากทิศทางนโยบายพลังงานที่ยังให้น้ำหนักกับเชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นสำคัญ ซึ่งเครือข่ายฯ เห็นว่าเป็นประเด็นที่ควรนำมาประกอบการพิจารณากำหนดนโยบายของกระทรวงพลังงาน

ความเสี่ยงจากการผูกพันโครงสร้างพลังงานฟอสซิลในระยะยาว (Fossil Lock-in)

สัญญาซื้อขายและโครงสร้างพื้นฐานด้าน LNG โดยทั่วไปมีข้อผูกพันระยะยาวไม่น้อยกว่า 15-20 ปี ซึ่งหมายความว่าการตัดสินใจด้านนโยบายพลังงานในปี 2569 จะมีผลกำหนดทิศทางของระบบพลังงานไทยไปจนถึงช่วงกลางศตวรรษ รวมถึงมีผลผูกพันอัตราค่าไฟฟ้าของประเทศไว้กับความผันผวนของราคาตลาดโลก ยกตัวอย่างเช่น สถานีรับ-จ่าย LNG มาบตาพุด ระยะที่ 3 ได้รับการออกแบบให้มีขีดความสามารถรองรับก๊าซไม่น้อยกว่า 5 ล้านตันต่อปี และสามารถขยายได้ถึง 10.8 ล้านตันต่อปี ซึ่งเป็นปัจจัยเชิงโครงสร้างที่อาจสร้างแรงกดดันให้ระบบไฟฟ้าของประเทศต้องพึ่งพาก๊าซฟอสซิลอย่างต่อเนื่องในระยะยาว เพื่อให้คุ้มค่ากับต้นทุนการลงทุนที่เกิดขึ้น

สำหรับเทคโนโลยีที่ได้รับการส่งเสริมควบคู่กันในงาน Gastech อาทิ การดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS) การใช้ไฮโดรเจน และแอมโมเนียร่วมในกระบวนการเผาไหม้นั้น ในทางวิชาการยังมีข้อถกเถียงว่าเทคโนโลยีดังกล่าวจะมีส่วนช่วยยืดระยะเวลาการพึ่งพาก๊าซฟอสซิลมากกว่าจะนำไปสู่การลดก๊าซเรือนกระจกอย่างมีนัยสำคัญหรือไม่ ประกอบกับร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2569 (Draft PDP 2026) ยังคงคาดการณ์สัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซฟอสซิลซึ่งไม่สอดคล้องกับเจตจำนงของภาคประชาสังคมที่ต้องการระบบพลังงานหมุนเวียนที่สะอาด เป็นธรรม และพึ่งพาการใช้พลังงานหมุนเวียนมากขึ้น ตลอดจนสวนทางกับทิศทางการลดก๊าซเรือนกระจกของโลก และอาจเป็นอุปสรรคต่อการแข่งขันของประเทศไทยในเวทีโลก

ด้วยเหตุนี้ เครือข่ายฯ เห็นว่าการเป็นเจ้าภาพจัดงาน Gastech 2026 มีความเสี่ยงที่จะกลายเป็นปัจจัยผูกมัดทิศทางนโยบายพลังงานของประเทศให้ต้องพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลต่อเนื่องในระยะยาว หากมิได้มีการกำหนดมาตรการป้องกันที่ชัดเจน จึงเป็นประเด็นที่สมควรได้รับการพิจารณาอย่างรอบคอบควบคู่กับการเตรียมการเป็นเจ้าภาพ

ข้อเสนอเชิงนโยบายต่อกระทรวงพลังงาน

กรีนพีซ ประเทศไทย มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLaw) เครือข่าย Fossil Free Thailand และเครือข่ายชุมชนผู้ได้รับผลกระทบ ใคร่ขอเสนอแนะเชิงนโยบายต่อกระทรวงพลังงาน ในฐานะหน่วยงานเจ้าภาพหลักของการจัดงาน Gastech 2026 เพื่อประกอบการพิจารณา ดังนี้

ด้านบทบาทการเป็นเจ้าภาพจัดงาน Gastech

1. ขอให้ทบทวนบทบาทของประเทศไทยในการเป็นเวทีสื่อสารภาพลักษณ์ให้กับอุตสาหกรรมฟอสซิลระดับโลก ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกรายใหญ่ที่มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

2. ขอให้พิจารณาอย่างรอบคอบต่อการส่งเสริมเทคโนโลยีต้นทุนสูงและประสิทธิภาพต่ำ อาทิ CCS ไฮโดรเจน และแอมโมเนีย ซึ่งในทางวิชาการยังมีข้อถกเถียงว่าอาจเป็นเพียงมาตรการยืดระยะเวลาการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล มากกว่าจะนำไปสู่การลดก๊าซเรือนกระจกอย่างแท้จริง และอาจก่อให้เกิดภาระทางการเงินระยะยาวแก่ประชาชน

ด้านกระบวนการอนุมัติโครงการและสิทธิชุมชน

3. ขอให้กำหนดให้การประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (SEA) เป็นขั้นตอนบังคับ ก่อนการอนุมัติผังเมือง การขยายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือโครงการพลังงานขนาดใหญ่ พร้อมทั้งเร่งรัดการผลักดันกฎหมาย PRTR เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลการปลดปล่อยมลพิษ

4. ขอให้ทบทวนรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ที่มีข้อพิรุธด้านความถูกต้องของข้อมูล อาทิ กรณีโครงการโรงไฟฟ้าบูรพาพาวเวอร์ พร้อมทั้งพิจารณาแนวทางป้องกันการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดโครงการในลักษณะที่อาจหลีกเลี่ยงกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน

5. ขอให้ให้ความสำคัญกับการคุ้มครองสิทธิในที่ดินและทรัพยากรน้ำของชุมชนเป็นลำดับแรกในภาวะขาดแคลน พร้อมทั้งพิจารณากลไกคุ้มครองนักปกป้องสิทธิมนุษยชนด้านสิ่งแวดล้อมจากการถูกดำเนินคดีในลักษณะ SLAPP ควบคู่กับการเปิดโอกาสการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างมีความหมายและตรวจสอบได้

ด้านทิศทางนโยบายพลังงานเชิงโครงสร้าง

6. ขอให้พิจารณาการลงทุนในธุรกิจศูนย์ข้อมูล (Data Center) และเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างรอบคอบ โดยให้ความสำคัญกับการประเมินผลกระทบต่อทรัพยากรน้ำ ไฟฟ้า และสิ่งแวดล้อมอย่างครบถ้วน

7. ขอให้เร่งรัดการลดการพึ่งพาการนำเข้าก๊าซฟอสซิลเหลว (LNG) จากต่างประเทศ และปรับทิศทางการลงทุนไปสู่โครงสร้างพื้นฐานสมาร์ทกริดและระบบกักเก็บพลังงาน (EES) เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงพลังงานจากฐานราก

8. ขอให้ทบทวนยุทธศาสตร์ศูนย์กลางการซื้อขาย LNG ในภูมิภาคอาเซียน (Regional LNG Hub) ของ ปตท. เพื่อลดความเสี่ยงจากการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่อาจกลายเป็นสินทรัพย์ด้อยค่า (Stranded Assets) ในอนาคต

9. ขอให้ทบทวนร่างแผน PDP 2026 อย่างรอบด้าน เพื่อปรับลดสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซฟอสซิลให้สอดคล้องกับเป้าหมาย Net Zero ภายในปี พ.ศ. 2593 ที่ประเทศไทยได้ประกาศไว้

10. ให้กระทรวงพลังงานเร่งจัดทำการรับฟังความคิดเห็นอย่างรอบด้านภายใต้แผน PDP ใหม่ ในระยะเวลา 15 วัน และต้องยืนยันในการการบฟังความเห็นที่รอบด้านต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรงทุกภูมิภาค

กรีนพีซ ประเทศไทย มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLAW) เครือข่าย Fossil Free Thailand และเครือข่ายชุมชนผู้ได้รับผลกระทบ มีความเห็นว่าการเป็นเจ้าภาพจัดงาน Gastech 2026 ควรเป็นโอกาสสำคัญที่ประเทศไทยจะได้ทบทวนและกำหนดทิศทางนโยบายพลังงานให้สอดคล้องกับเป้าหมายการเปลี่ยนผ่านพลังงานหมุนเวียนที่สะอาดและเป็นธรรม มากกว่าจะเป็นปัจจัยที่ผูกพันประเทศให้ต้องพึ่งพาก๊าซฟอสซิลและ LNG ต่อเนื่องในระยะยาว ข้อมูลเชิงประจักษ์จากชุมชนในจังหวัดปราจีนบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา ที่นำเสนอข้างต้น เป็นส่วนหนึ่งของข้อมูลที่เครือข่ายฯ เห็นว่าควรนำมาประกอบการพิจารณากำหนดนโยบาย เพื่อให้การตัดสินใจด้านพลังงานของประเทศคำนึงถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วนอย่างรอบด้าน

เครือข่ายฯ จึงใคร่ขอให้กระทรวงพลังงานพิจารณาข้อมูลและข้อเสนอข้างต้นอย่างจริงจัง และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้รับความร่วมมือในการขับเคลื่อนนโยบายพลังงานที่เป็นธรรมและยั่งยืนสำหรับประชาชนทุกภาคส่วนต่อไป

จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา

ลงชื่อ

กรีนพีซ ประเทศไทย

มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม

เครือข่าย Fossil Free Thailand

เครือข่ายภาคประชาชนปราจีนบุรี

เครือข่ายชุมชนประมงเรือเล็กระยอง

เครือข่ายพลังงานสะอาดจังหวัดระยอง

เครือข่ายฉะเชิงเทรารีพาวเวอร์