“มะม่วงแปดริ้วคือความภาคภูมิใจ เพราะมีความหวาน ผิวสวย ได้รับการยอมรับจากหลายประเทศ […] แต่ตอนนี้ชาวสวนมะม่วงหลายคนต้องละทิ้งความภาคภูมิใจ ทิ้งมรดกที่จะส่งให้ลูกหลาน เพื่อเอาชีวิตรอด” คุณแหม่ม กอบมณี ทัตติยกุล จากคณะทำงานวิจัยผลกระทบต่อมะม่วงแปดริ้วกล่าวในงาน “8RIEW PowerUP แปดริ้วสว่าง ด้วยพลังงานหมุนเวียนที่สะอาดและเป็นธรรม”
เมื่อการพัฒนาอุตสาหกรรมกำลังเปลี่ยนวิถีชีวิตที่คนแปดริ้วภาคภูมิใจให้กลายเป็นอดีต
มะม่วงน้ำดอกไม้ มะม่วงแรด และมะม่วงขายตึก คือความภาคภูมิใจของคนแปดริ้วมาอย่างยาวนาน กำลังเจอมรสุมลูกใหญ่ตลอดช่วง 40 ปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่ช่วงปี 2520-2525 ที่โรงไฟฟ้าก๊าซบางประกงเข้ามารุกล้ำพื้นที่ ตามมาด้วยนิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ หลังจากนั้นชาวสวนมะม่วงจำนวนมากต่างกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า ลมที่พัดผ่านมาถึงสวนล้วนชวนให้เกิดปรากฏการณ์ “ช่อไหม้”

“ช่อไหม้ก็คือ มะม่วงมีดอก แต่ไหม้ดำและร่วง ไม่ติดผล หรือหากติดผล ผลก็เล็ก ไม่ได้คุณภาพตามมาตรฐานเดิม” คุณกอบมณีอธิบาย
เธออธิบายต่อว่า หากเราย้อนไปในช่วงที่มะม่วงแปดริ้วรุ่งเรืองที่สุด ราวช่วงปี 2544 จังหวัดฉะเชิงเทรามีพื้นที่สวนมะม่วงรวมกันกว่า 86,000 ไร่ แต่ละไร่สร้างผลผลิตเป็นมะม่วงคุณภาพรสชาติดีเยี่ยมเฉลี่ย 3 ตันต่อไร่ และสร้างเม็ดเงินกระจายสู่ชุมชนทั่วจังหวัด ไม่ใช่เฉพาะแค่เจ้าของสวน มากกว่าปีละ 600 ล้านบาท (ข้อมูลจากรายงาน ปัจจัยที่มีผลต่อการใช้เทคโนโลยีการผลิตมะม่วงเพื่อการส่งออกของเกษตรกร กลุ่มปรับปรุงคุณภาพไม้ผล จังหวัดฉะเชิงเทรา โดยนริศรา ทุมมณี ปี 2544)

แต่เมื่อ “การพัฒนาภาคอุตสาหกรรม” รุกคืบเข้ามา ตัวเลขเหล่านี้กลับค่อย ๆ กลายเป็นอดีต
คุณกอบมณีกล่าวถึงพื้นที่สวนมะม่วงในจังหวัดฉะเชิงเทรา โดยอ้างอิงข้อมูลจากสำนักเกษตรฉะเชิงเทรา เดือนกุมภาพันธ์ ปี 2568 ระบุว่า ฉะเชิงเทรามีพื้นที่สวนมะม่วงไม่ถึง 18,000 ไร่ และเมื่อปี 2566 มีผลผลิตเฉลี่ย 800 กิโลกรัมต่อไร่เท่านั้น (อ้างอิงข้อมูลการพัฒนาเศรษฐกิจของจังหวัดฉะเชิงเทรา “การผลิตและแปรรูปสินค้ามะม่วง” ปี 2566 โดย สำนักงานสถิติแห่งชาติ)
ไม่ใช่แค่มะม่วง คุณนันทวัน หาญดี ผู้ประสานงานเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกจังหวัดฉะเชิงเทรากล่าวว่า เกษตรกรรมอื่น ๆ ในพื้นที่ฉะเชิงเทราเองก็ได้รับผลกระทบในลักษณะที่คล้ายคลึงกัน แต่เดิม พื้นที่ลุ่มแม่น้ำบางประกงจะเคยเป็นพื้นที่ของเกษตรกรรม แต่ด้วยการวางผังเมืองที่ไม่รับฟังเสียงผู้อยู่อาศัย ทำให้พื้นที่สีม่วง (พื้นที่อุตสาหกรรม) ค่อย ๆ แทรกซึมและเข้ามาทดแทนพื้นที่สีเขียวอย่างรวดเร็ว
“พี่น้องคนแปดริ้วมีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นในกฎหมายผังเมืองน้อยมาก ทั้งที่นี่คือส่วนสำคัญที่สุดในการะกำหนดว่า ทุน หรือโครงการต่าง ๆ ของรัฐ จะเข้าไปก่อสร้างขึ้นตรงไหน ที่ผ่านมาเวลาเปิดรับฟังความเห็นเรื่องการวางผังเมืองและการใช้ประโยชน์ที่ดิน จึงไม่เกิดการใช้ประโยชน์ต่อทุกคนอย่างแท้จริง” เธอกล่าว

นอกจากการลักลอบทิ้งกากของเสียอุตสาหกรรม อาทิ กรณีการลักลอบทิ้งที่อำเภอแปลงยาวปี 2565 สวนอุตสาหกรรมมากมายในฉะเชิงเทรายังสร้างมลพิษหลายแขนงให้พื้นที่ หนึ่งในนั้นคือมลพิษทางอากาศ PM 2.5 ที่คุณนันทวันระบุว่า แม้แต่ชุมชนที่อยู่ใกล้พื้นที่ป่าก็ยังเผชิญ
“คนสนามชัยเขต คนท่าตะเกียบ มีบ้านอยู่ใกล้พื้นที่ป่า แทนที่จะได้อากาศดี เรากลับต้องเผชิญ PM 2.5 อย่างวิกฤต นี่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพพี่น้องของเรา” คุณนันทวันกล่าว
อุตสาหกรรมไฟฟ้าก๊าซ: แหล่งกำเนิดมลพิษข้ามพรมแดนที่กลืนกินทะเลระยอง
หนึ่งในที่มาของฝุ่นพิษ PM 2.5 คือ โรงไฟฟ้าก๊าซ ซึ่งฉะเชิงเทรามีอยู่ 2 แห่งคือ โรงไฟฟ้าบางปะกง (อ.บางปะกง) และโรงไฟฟ้าพลังงานสะอาดเกาะขนุน (อ.พนมสารคาม) ทั้งสองแห่งขับเคลื่อนด้วยพลังงานก๊าซฟอสซิล ซึ่งไม่ใช่พลังงานสะอาดอย่างที่หลายภาคส่วนพยายามกล่าวอ้าง
เมื่อก๊าซฟอสซิลถูกเผาไหม้ในโรงไฟฟ้าจะก่อให้เกิดมลพิษหลายชนิด เช่น ออกไซด์ของซัลเฟอร์ (SOx) ออกไซด์ของไนโตรเจน (NOx) ฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM) คาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ปรอท (Hg) และมลพิษอื่น ๆ
รายงานเดือนเมษายน. 2569 Assessing Near-Source Health and Equity Impacts of Liquefied Natural Gas Terminals ที่เผยแพร่โดย GeoHealth ได้ศึกษาสถานีส่งออกก๊าซฟอสซิลเหลว 4 แห่งในสหรัฐฯ พบว่า สารพิษไนโตรเจนไดออกไซด์ (NO2) ทำให้มีผู้เสียชีวิต 8.2 คนต่อประชากร100,000 คนต่อปี และเป็นสาเหตุให้เกิดโรคหอบหืดในเด็ก 75.5 คนต่อประชากร 100,000 คน โดยเป็นสัดส่วนจากประชากรที่อาศัยอยู่ภายในรัศมี 50 กิโลเมตรรอบ ๆ สถานีส่งออกก๊าซฟอสซิล นอกจากนี้ ยังเป็นสาเหตุให้เกิดปอดอักเสบมากขึ้น ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอลง สมรรถภาพปอดลดลง และการเจริญเติบโตของปอดที่บกพร่อง
มลพิษ NO2 ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ที่สถานีส่งออกและไม่ได้จำกัดแค่ที่สหรัฐฯ เพราะตลอดห่วงโซ่อุปทานของก๊าซฟอสซิลเหลว (LNG) ตั้งแต่การขุดเจาะ การแปรรูป การขนส่ง การนำเข้า ไปจนถึงการเผาไหม้ในโรงไฟฟ้า ล้วนมีการปล่อยมลพิษ รวมถึงมีความเสี่ยงจากการรั่วไหลของก๊าซมีเทน ซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจกที่เร่งวิกฤตสภาพภูมิอากาศอย่างรุนแรง
ไทยในฐานะประเทศปลายทางของ LNG จึงต้องเผชิญผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพเช่นกัน โดยเฉพาะจังหวัดระยองซึ่งเป็นศูนย์กลางการนำเข้า LNGถึง 2 แห่ง คือ ท่าเทียบเรือมาบตาพุดและท่าเรือหนองแฟบ รวมถึงเป็นแหล่งอุตสาหกรรมหลายแขนง ทำให้ระยองเป็นพื้นที่ได้รับผลกระทบสาหัส โดยเฉพาะต่อชุมชนชายฝั่งและภาคการประมง
หากสวนมะม่วงแปดริ้วถูกช่วงชิงพื้นที่ทางบก ทรัพยากรทางทะเลของกลุ่มประมงชายฝั่งระยองก็ถูกกวาดล้างไปไม่ต่างกัน คุณวรินทร์รัชต์ อัทธายุทธาชัย เครือข่ายพลังงานสะอาด และผู้ช่วยนักวิจัยชุมชนประมงชายฝั่ง จ.ระยอง เล่าถึงความอุดมสมบูรณ์ของประมงชายฝั่งที่เปลี่ยนแปลงจากหน้ามือเป็นหลังมือ
“ตอนเรายังเด็ก แค่ลงไปเดินเล่นชายหาดเดี๋ยวเดียว เอามือจุ่มลงไปในทรายก็จะเก็บหอยขาวได้ ทุกครั้งที่เราไปเล่นน้ำ เราจะได้กับข้าวกลับบ้าน […] พ่อเราที่เป็นชาวประมงชายฝั่ง ออกไปหน้าหาดด้วยเรือเล็กแป๊บเดียวก็จะได้ปลาเต็มลำเรือ มีรายได้ขั้นต่ำก็ 2-3 พันบาท เป็นแบบนี้จนปี 2524 ที่เริ่มมีโรงงานอุตสาหกรรมปิโตรเคมีมาตั้ง” คุณวรินทร์รัชต์เล่าความหลังก่อนเธอจะจากบ้านเกิดไปเรียนหนังสือ

ปี 2535 เป็นปีแรกที่เอกชนเข้ามาผลิตไฟฟ้าในประเทศไทย โดยบริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ เอ็กโก กรุ๊ป (EGCO Group) และตั้งโรงไฟฟ้าเอกชนแห่งแรกที่จังหวัดระยองในปี 2537 คือ โรงไฟฟ้าระยอง ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าก๊าซฟอสซิลเช่นเดียวกัน
“เรากลับมาบ้านราวปี 2544 ชายหาดที่เราเคยเห็นหายไปแล้ว หาดทรายทองหายไป หาดแสงจันทร์หายไป พื้นที่หาดทรายแถบมาบตาพุดกลายเป็นท่าเทียบสินค้า เป็นที่ส่งน้ำมัน ส่งก๊าซ” เธอกล่าว
การถมทะเลสร้างท่าเทียบเรือและเขื่อนชายฝั่งในระยอง ส่งผลให้กระแสน้ำเปลี่ยนทิศ และเกิดการกัดเซาะชายฝั่งอย่างรุนแรง มลพิษและการทำลายแนวชายฝั่งทำให้นิเวศวิทยาล่มสลาย คุณวรินทร์รัชต์อ้างถึงข้อมูลจากหนังสือ ลมสุดท้ายทะเลระยอง ซึ่งเธอทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยนักวิจัยสนับสนุนเนื้อหา โดยการลงพื้นที่สำรวจ 7 ชุมชนชายฝั่งในจังหวัดระยอง (หนองแฟบ ก้นปึก ปากน้ำ แหลมรุ่งเรือง ศาลาเขียว(บ้านเพ) ชุมชนคาเซ และเนินฆ้อ) พบว่า สัตว์น้ำเศรษฐกิจในทะเลระยองลดลงอย่างน่าใจหาย จากที่ชุมชนเคยพบเห็นในอดีตถึง 211 ชนิด แต่หลังเหตุการณ์น้ำมันรั่วในอ่าวไทยปี 2556 และปี 2565 ปัจจุบันเหลือเพียง 81 ชนิด (และในจำนวนนี้เป็นสัตว์เศรษฐกิจถึง 34 ชนิด) ส่งผลให้ประมงพื้นบ้านไม่สามารถหากินในระยะ 500 เมตรแรกได้อีกต่อไป ทำให้ต้องแบกรับต้นทุนค่าน้ำมันเพื่อออกเรือไปไกลถึง 3–9 ไมล์ทะเล ซึ่งเป็นพื้นที่ทับซ้อนกับประมงพาณิชย์ขนาดใหญ่
ลมหายใจของระยองอาจถูกฟื้นฟู และผืนดินของสวนมะม่วงแปดริ้วอาจกลับมาเขียวขจีได้อีกครั้ง หากอำนาจในการจัดการพื้นที่ถูกคืนให้แก่คนท้องถิ่น โดยมีจุดเริ่มต้นสำคัญคือการทวงคืนอำนาจด้านพลังงาน
กระจายอำนาจสู่คนท้องถิ่น เปลี่ยนหลังคาบ้านเป็นโรงไฟฟ้า
คุณอรรถพล พวงสกุล นักรณรงค์ด้านสภาพภูมิอากาศและการเปลี่ยนผ่านพลังงานที่เป็นธรรม กรีนพีซ ประเทศไทย ชี้ว่า แม้ประเทศไทยจะผูกติดกับการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซฟอสซิลมานานกว่า 40 ปี แต่ไม่ใช่ว่าจะเปลี่ยนผ่านไม่ได้ อ้างอิงจากรายงานฉะเชิงเทรา: โอกาสและศักยภาพพลังงานแสงอาทิตย์บน 300,000 หลังคาเรือน โดยกรีนพีซ ประเทศไทย
รายงานดังกล่าวระบุว่า จังหวัดฉะเชิงเทรามีศักยภาพสูงในการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาบ้านเรือน หากเราใช้ประโยชน์จากหลังคาเรือนร้อยละ 80 ของทั้งหมด 313,586 หลังคาเรือน จังหวัดฉะเชิงเทราจะมีศักยภาพในการผลิตไฟฟ้ารวมจะอยู่ที่ประมาณ 1,524 เมกะวัตต์ (MW) และหากได้รับการสนับสนุนเชิงนโยบายที่เหมาะสม รวมถึงมีระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage System) เพียงพอ จังหวัดนี้จะสามารถผลิตไฟฟ้าได้มากกว่าความต้องการใช้ภายในปี 2581
“ไฟฟ้า 1,500 MW เมื่อเทียบกับปริมาณการใช้ไฟในฉะเชิงเทราทุกวันนี้ที่ 600 MW เราจะเห็นได้เลยว่า ศักยภาพการผลิตไฟ [จากแสงแดด] มีสูงถึง 2 เท่าของไฟฟ้าที่เราใช้กันอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ยังรั้งให้เราไม่สามารถผลิตไฟฟ้าใช้ได้เองคือ กรอบการพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือว่า EEC” คุณอรรถพลกล่าว อธิบายว่า EEC หรือ โครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกนี่เอง คือตัวอย่างกรอบการพัฒนาไม่สอดคล้องกับความต้องการในพื้นที่

ด้านคุณฉัตรชัย จิตรกูล วิศวกรชำนาญการพิเศษ สำนักงานพลังงานฉะเชิงเทราชี้ว่า วิกฤตพลังงานเป็นผลจากการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากต่างชาติ ท่ามกลางความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์โลกที่ปะทุขึ้นบ่อยครั้ง ทำให้กระทรวงพลังงานเห็นโอกาสสำคัญในการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนเช่นกัน แต่ยังมีความท้าทายด้านการสร้างสมดุล
“กระทรวงพลังงานพยายามที่จะสร้างสมดุลสิ่งที่เรียกว่า Energy Trilemma หรือทางสามแพร่งทางพลังงาน ได้แก่ความมั่นคงด้านพลังงาน ค่าไฟที่เป็นธรรมเข้าถึงได้ และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แต่การจะทำให้สุดทั้งสามทางเป็นไปไม่ได้ กระทรวงพลังงานจึงต้องหาสมดุลว่าจะอยู่จุดไหน” คุณฉัตรชัยกล่าว

เขาอธิบายว่า การผลักดันแนวทางพลังงานโซลาร์ภาคประชาชนแบบกระจายศูนย์ ต้องอาศัยการพัฒนาจากภาครัฐด้านระบบสายส่งและความปลอดภัย
“เราใช้พลังงาน 20 กว่าปีในการพัฒนาระบบไฟฟ้ารวมศูนย์ ตอนนี้เรากำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านไปในยุคกระจายศูนย์ ให้แต่ละที่ผลิตพลังงานเองและส่งกลับมาใช้ร่วมกัน จึงต้องค่อย ๆ ปรับและสร้างระบบพื้นฐานมารองรับ ซึ่งยังไม่สามารถเกิดขึ้นได้ทันที”
คุณฉัตรชัยอธิบายต่อว่า การให้ครัวเรือนผลิตไฟฟ้าและส่งเข้าสู่ระบบเพื่อใช้ประโยชน์ในภาคอุตสาหกรรมยังเป็นโจทย์ และภาครัฐอาจต้องพิจารณาระบบสมาร์ทกริด (Smart Grid) เข้ามาช่วยบริหารจัดการ รวมถึงต้องพิจารณาระบบการจัดการความปลอดภัยเพื่อรักษาความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่เช่นกัน และย้ำว่า กระทรวงพลังงานกำลังเร่งหาแนวทางที่มีศักยภาพ
อย่างไรก็ตาม ความปลอดภัยในระบบสายส่งและโครงข่ายไฟฟ้าเป็นโจทย์ของภาครัฐที่ต้องเร่งสร้างความมั่นใจให้ประชาชนโดยไว เพราะความต้องการการสลัดเครื่องพันธนาการจากพลังงานฟอสซิลไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในการสนทนาระดับนโยบาย ในภาคปฏิบัติ คุณอรชา จันทร์เดช ผู้ประกอบการโซลาร์หลังคาเรือน แสงสุรีย์ พาวเวอร์ ชี้ว่า ประชาชนผู้ใช้ไฟทั่วไปกำลังหันมาสนใจพลังงานโซลาร์มากขึ้น และยอดการติดตั้งก็มีเติบโตอย่างเห็นได้ชัดตลอด 2 ปีที่ผ่านมา
“เราไม่ได้ติดตั้ง [แผงโซลาร์] ให้กลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ แต่ลูกค้าของเราเป็นเกษตรกร ชุมชน ครัวเรือนขนาดเล็กถึงกลาง ที่ต้องการลดค่าไฟ สองปีที่เราทำมาเห็นได้เลยว่า ความต้องการในการใช้โซลาร์เซลล์เพิ่มขึ้น แต่ [ประชาชน] มีข้อจำกัดด้านการเงิน” คุณอรชากล่าว

เมื่อพูดถึงด้านความปลอดภัย เธอยังยืนยันว่า ในฐานะผู้ประกอบการ เธอและผู้ประกอบการเครือข่ายให้ความสำคัญกับการเลือกใช้แผงโซลาร์ที่มีคุณภาพ มีมาตรฐานรับรอง และใช้ระบบกันย้อน (Anti-Reverse) ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่บล็อกไม่ให้กระแสไฟฟ้าส่วนเกินไหลย้อนกลับออกไปสู่สายส่งของการไฟฟ้าฯ นี่คือ มาตรการหนึ่งที่ครัวเรือนทำได้ด้านความปลอดภัย
ทลายกำแพงผูกขาด สู่ประชาธิปไตยทางพลังงาน
ข้อจำกัดเหล่านี้นำมาสู่คำถามสำคัญเชิงโครงสร้าง คุณธัญญาภรณ์ สุรภักดี หัวหน้าโครงการ JET in Thailand สะท้อนว่า การสร้างระบบกระจายศูนย์หรือโซลาร์ภาคประชาชน ไม่ว่าจะในด้านความปลอดภัย เสถียรภาพของระบบ หรือความคุ้มทุน ล้วนต้องการสนับสนุนจากกลุ่มผู้มีอำนาจเชิงนโยบาย
“เมื่อก่อนเราจินตนาการไม่ออกว่าแสงแดดจะเปลี่ยนเป็นไฟฟ้าให้เราได้ยังไง แต่ 20 กว่าปีที่ผ่านมา ตอนนี้เทคโนโลยีเปิดกว้างแล้ว หลังคาเป็นโรงไฟฟ้าได้แล้ว […] แต่เจ้าของอำนาจเดิมเริ่มเปิดทางให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมได้แล้วหรือยัง” คุณธัญญาภรณ์กล่าว

ด้านคุณอรรถพลเห็นด้วยกับคุณฉัตรชัยว่า การเปลี่ยนแปลงระบบไฟฟ้าจากรวมศูนย์สู่ระบบกระจายศูนย์ไม่สามารถเกิดได้ทันที แต่นั่นคือความจำเป็นที่ภาครัฐและเอกชนต้องเริ่ม เพื่อให้ระบบกระจายศูนย์ ระบบไฟฟ้าที่เราเชื่อว่าเป็นธรรมและจะทำให้เสียงของผู้ใช้งานดังขึ้นในฐานะ “ประชาธิปไตยทางพลังงาน” เกิดขึ้นได้ไวที่สุด โดยเขาได้กล่าวถึงข้อเสนอแนวทางเริ่มต้นคือ การรับซื้อไฟฟ้าคืนโดยไม่จำกัดโควต้า
ปัจจุบัน กระทรวงพลังงานกำหนดโควต้ารับซื้อไฟฟ้าคืนจากครัวเรือนที่ผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ได้ไม่เกิน 500 เมกะวัตต์ อรรพลชี้ว่า การขยายโควต้าดังกล่าว หรือยกเลิกการจำกัดโควต้าจะทำให้ครัวเรือนที่ติดตั้งระบบโซลาร์ ‘คุ้มทุน’ ได้ไวขึ้น และเพิ่มแรงจูงใจให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการผลิตพลังงานหมุนเวียนที่สะอาดได้มากขึ้น
“หากรัฐบาลยอมการกระจายอำนาจผ่านการยกเลิกโควต้าและพัฒนาระบบกริด ประชาชนจะได้รับประโยชน์เต็มรูปแบบ และรัฐบาลเองก็ได้ประโยชน์ด้วย เพราะจะช่วยลดงบประมาณในการบำรุงรักษาโรงไฟฟ้าที่ไม่ได้เปิดใช้งาน มีงบประมาณไปใช้กับส่วนอื่น และไปถึงเป้าหมาย Net Zero ไวขึ้น” คุณอรรถพลกล่าว
คุณอรรถพลเสนอว่า หาก กฟผ. ตั้งใจกระจายศูนย์ไฟฟ้าอย่างแท้จริง ควรเปลี่ยนบทบาทจาก “ผู้รับซื้อผูกขาด” เป็น “คลังกักเก็บและบริหารพลังงานส่วนต่าง” ของแต่ละพื้นที่ เช่น เก็บไฟส่วนเกิน 900 เมกะวัตต์ของฉะเชิงเทราไว้จ่ายในตอนกลางคืน หรือปรับบทบาทเป็นอำนวยความสะดวกและเก็บค่าเช่าสายส่งแทน ซึ่งแนวทางวิน-วินนี้จะช่วยให้ทั้งรัฐ กฟผ. และประชาชนได้ประโยชน์ร่วมกันทั้งหมด
แม้ข้อถกเถียงด้านเทคโนโลยีพลังงานอาจไม่ใช่คำตอบทั้งหมดในการแก้ปัญหามลพิษที่กัดกินสวนมะม่วงฉะเชิงเทรา หรือคืนความอุดมสมบูรณ์ให้ชายหาดระยอง แต่โมเดล “โซลาร์ภาคประชาชน” คือภาพสะท้อนสำคัญที่ชี้ให้เห็นว่า การพัฒนาที่ยั่งยืนและเป็นธรรมนั้นจะเกิดขึ้นได้จริง หากรัฐกระจายอำนาจและยอมรับฟังเสียงของคนในท้องถิ่นเป็นแกนกลาง เพราะตราบใดที่การตัดสินใจยังคงถูกผูกขาดจากส่วนกลางโดยมองเห็นเพียงตัวเลขความเติบโตทางเศรษฐกิจของทุนใหญ่ ความภาคภูมิใจอย่าง “มะม่วงแปดริ้ว” หรือ “วิถีประมงพื้นบ้าน” ก็อาจเหลือเพียงแค่ชื่อในตำรา ที่คนรุ่นหลังอาจไม่ได้สัมผัสจริง



