5 พฤศจิกายน สฟาลบาร์, นอร์เวย์ – กรีนพีซเผยชุดภาพธารน้ำแข็งละลายที่แสดงให้เห็นว่าในช่วงศตวรรษที่ผ่านมาธารน้ำแข็งในอาร์กติกละลายลงไปจำนวนมาก ชุดภาพนี้เป็นภาพจากช่างภาพชื่อดังชาวสวีเดน Christian Åslund [1] ซึ่งมีภาพถ่ายโด่งดังมาจนถึงปัจจุบัน โดยโปรเจคนี้เป็นการถ่ายภาพเปรียบเทียบกับภาพในอดีตจากคลังในสถาบันขั้วโลกของนอร์เวย์ (the Norwegian Polar Institutes) ซึ่งเมื่อเทียบกันแล้วทำให้เห็นถึงปริมาณที่น้ำแข็งละลายลงไปมาก จากเดิมที่เคยมีกำแพงธารน้ำแข็งขนาดใหญ่ บัดนี้เหลือเพียงพื้นดินและน้ำที่ไร้น้ำแข็ง

Image contains stitched photos to create a panorama,  showing the Kongsvegen and Pedersenbreen glaciers merging and surrounding the mountain of Nielsenfjellet outside Ny Ålesund, Svalbard.

Top: Panorama image from the Norwegian Polar Institute archive, taken in 1967 (Reference n. NP051260).

Bottom: Panorama taken 24th August 2024.

Greenpeace has commissioned photographer Christian Aslund to continue a project he began in 2002 - to carry out visual research of glaciers in Svalbard and document their retreat over time. While sailing aboard the Greenpeace vessel ‘Witness’, Aslund revisited glaciers he first documented in 2002 as well as photographing others, new to this project.
The Arctic has been warming more than twice as fast as the rest of the world, due to "Arctic amplification."  Rapid warming of the Arctic region has global consequences. Melting glaciers and ice sheets are causing sea levels to rise. Melting sea ice reveals the dark ocean that absorbs heat instead of reflecting it like ice and snow and has far-reaching impacts on weather patterns.
© Christian Åslund / Norwegian Polar Institute / Greenpeace

ดูชุดภาพทั้งหมดได้ ที่นี่

© Christian Åslund /Norwegian Polar Institute / Greenpeace

ช่างภาพ Christian Åslund กล่าวว่า

“ผมมีโอกาสถ่ายภาพธารน้ำแข็งหลากหลายแห่ง ทำให้เราเห็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นในแบบเดียวกันนั่นคือกำแพงธารน้ำแข็งเหล่านี้หายไปทั้งหมดแล้ว และธารน้ำแข็งก็ละลายจนไม่เหลืออะไรเลย ภาพถ่ายเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าสภาพภูมิอากาศโลกของเราเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วท่ามกลางวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรง อาร์กติกคือตัวชี้วัดด้านสภาพภูมิอากาศของเรา อีกทั้งยังเป็นจุดที่วิกฤตสภาพภูมิอากาศและวิกฤตในมหาสมุทรมาบรรจบกัน อีกทั้งยังเป็นที่ที่เราจะมองเห็นผลกระทบของวิกฤตต่าง ๆ เป็นที่แรกและชัดเจนที่สุด”

อุณหภูมิที่ร้อนขึ้นอย่างฉับพลันในภูมิภาคอาร์กติกถือเป็นสถานการณ์ระดับโลก ธารน้ำแข็งและแผ่นน้ำแข็งที่ละลายหายไปเป็นสาเหตุที่ทำให้ระดับน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้น ในขณะเดียวกันพื้นที่น้ำแข็งซึ่งแทนที่จะทำหน้าที่สะท้อนแสงอาทิตย์กลับละลายกลายเป็นน้ำทะเลซึ่งเผยให้เห็นก้นมหาสมุทรที่เป็นพื้นที่กักเก็บคาร์บอน ซึ่งส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อระบบสภาพภูมิอากาศโลก ดังนั้น วิกฤตสภาพภูมิอากาศและมหาสมุทรล้วนเชื่อมโยงกัน เมื่อวิกฤตสภาพภูมิอากาศรุนแรงขึ้น ความสามารถในการปกป้องระบบนิเวศของมหาสมุทรก็ได้รับผลกระทบไปพร้อมกัน ความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรชายฝั่งและความเป็น ‘บ้าน’ อันอุดมสมบูรณ์ให้กับสิ่งมีชีวิตในทะเลกำลังถูกคุกคามในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

ดร.ลอว์รา เมลเลอร์ หัวหน้าโครงการของกรีนพีซ นอร์ดิก กล่าวว่า

“ธารน้ำแข็งสฟาลบาร์บัดนี้กลายเป็นเพียงตำนาน และแม้ว่าเหล่านักวิทยาศาสตร์จะทราบถึงความจริงอันน่ากังวลเกี่ยวกับผลกระทบภาวะโลกเดือดในอาร์กติก การได้เห็นรูปภาพชุดนี้ทำให้เรารู้สึกหดหู่และใจสลายทุกครั้ง อาร์กติกคือจุดสูงที่สุดของโลกและเราเห็นสัญญาณอันตรายนี้แล้ว และยังส่งสัญญาณให้เห็นถึงผลกระทบที่เชื่อมโยงกันทั้งในมหาสมุทรและสภาพภูมิอากาศโลกในระยะยาว” การหยุดหายนะทางวิกฤตสภาพภูมิอากาศจำเป็นจะต้องทำร่วมกับการปกป้องมหาสมุทรด้วยการกำหนดเขตคุ้มครองทางทะเลโลกเพื่อให้ระบบนิเวศได้ฟื้นฟูตัวเองและกลับมาอุดมสมบูรณ์พอที่จะช่วยให้โลกหลีกเลี่ยงผลกระทบที่แย่ที่สุดจากภาวะโลกเดือด

ภูมิภาคอาร์กติกกำลังร้อนเร็วขึ้นมากกว่าโลกถึง 2 เท่า[2] ซึ่งเป็นสัญญาณว่าภูมิภาคนี้กำลังล่มสลายลงจากหายนะของภาวะโลกเดือดที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น ด้วยสถิติที่ถูกบันทึกเป็นประวัติการณ์ [3]

นอกจากที่จะต้องปลดระวางเชื้อเพลิงฟอสซิลในทันทีแล้ว การปกป้องมหาสมุทรก็เป็นเรื่องเร่งด่วนไม่แพ้กัน ดังนั้น เราจะต้องเรียกร้องให้การทำลายล้างมหาสมุทรทุกรูปแบบต้องหยุดทันทีไม่ว่าจะเป็น โครงการเหมืองทะเลลึกและภัยคุกคามอื่น ๆ รวมทั้งยังต้องปกป้องพื้นที่มหาสมุทรโลกอีก 30% ภายในปี 2573 กรีนพีซเรียกร้องให้รัฐบาลทั่วโลกต้องให้สัตยาบันในสนธิสัญญาทะเลหลวงภายในเดือนมิถุนายน 2568 เพื่อให้โลกได้เดินหน้าแผนเขตคุ้มครองทะเลโลกให้เกิดขึ้นจริง รัฐบาลทั่วโลกยังจะต้องตกลงยอมรับที่จะระงับโครงการเหมืองทะเลลึกที่อันตรายอีกด้วย


ติดต่อ

Magali Rubino, Global Media Lead, Greenpeace Protect the Oceans campaign, Greenpeace France: [email protected] +33 7 78 41 78 78 (GMT+1)

Greenpeace International Press Desk: [email protected], +31 (0) 20 718 2470 (available 24 hours)

หมายเหตุ

Christian Åslund ทำงานร่วมกับกรีนพีซ โดยเริ่มร่วมงานกับเราตั้งแต่ปี 2541 ในภูมิภาคอาร์กติกและแอนตาร์กติก นอกจากนี้ยังได้ร่วมงานกันในภารกิจเพื่อสิ่งแวดล้อมในอีกหลายประเทศไม่ว่าจะเป็น ฟูกุชิมะ ญี่ปุ่น ยูเครน ฟินแลนด์ นอร์เวย์ และสวีเดน

[1] https://www.christianaslund.com/glacier-retreat#!

[2] https://wcd.copernicus.org/articles/5/985/2024/

[3]

  • ข้อมูลจากศูนย์บริการ the Norwegian Centre for Data Service ระบุถึงการสังเกตการณ์ ในสถานีที่เกาะสฟาลบาร์ 4 แห่ง โดยบันทึกอุณหภูมิเฉลี่ยในช่วงฤดูร้อนที่สูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ โดยมีค่าสูงกว่าปกติถึง 3.0°C https://eo.belspo.be/en/news/record-breaking-temperatures-observed-svalbard
  • ธารน้ำแข็งในหมู่เกาะสฟาลบาร์ ละลายหายไปเป็นจำนวนมากในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา พร้อม ๆ กับธารน้ำแข็งทั่วโลกที่ลดลงเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ https://www.ipcc.ch/srocc/chapter/chapter-3-2/ 
  • ธารนำ้แข็งทั่วโลกส่วนใหญ่ของโลกเริ่มละลายตั้งแต่ช่วงกลางทศวรรษ 1800 และมีอัตราเพิ่มขึ้นและลดลงสลับไปมาตั้งแต่ช่วงปี ค.ศ.1970 ธารน้ำแข็งทั่วภูมิภาคอาร์กติกมีขนาดเล็กลงเมื่อเทียบกับสถิติเมื่อหลายพันปีก่อน https://www.ipcc.ch/report/ar6/wg1/chapter/chapter-2/#2.3.2.3
  • ข้อมูลดาวเทียมจากศูนย์ข้อมูลธารน้ำแข็งและหิมะแห่งชาติ (the National Snow and Ice Data Center : NSIDC) บันทึกข้อมูลธารน้ำแข็งในอาร์กติกมากว่า 46 ปี ในช่วงเวลาดังกล่าว ปริมาณน้ำแข็งในอาร์กติกลดลงอย่างชัดเจน โดยมีการบันทึกปริมาณน้ำแข็งได้น้อยที่สุดถึง 18 ครั้ง ใน 18 ปี และในปี 2567 นี้ยังบันทึกได้ว่าธารน้ำแข็งในอาร์กติกลดต่ำลงเป็นประวัติการณ์ถึง 7 ครั้ง https://nsidc.org/news-analyses/news-stories/arctic-sea-ice-has-reached-minimum-extent-2024