ก่อนจะเป็นนักกิจกรรมหญิงสายบู๊แห่งจังหวัดสุราษฎร์ธานี ผู้ยืดหยัดต่อสู้เพื่อชุมชน ในประเด็นสิ่งแวดล้อมมานานถึง 18 ปี พี่หญิง หรือ กรรณิการ์ แพแก้ว เคยเป็นเพียงเด็กหญิงที่นั่งเบียดไปกับพี่น้องรวม 3 คนในรถกระบะตอนเดียวเพื่อเดินทางไปโรงเรียน และนั่นคือจุดเริ่มต้นบนเส้นทางนักเคลื่อนไหวของเธอ

เด็ก ‘หญิง’ กับประกายทางความคิดในวัยเยาว์

“พูดแล้วก็ขนลุก ถ้าถามว่าทำไมพี่มาสนใจการเคลื่อนไหว พี่ก็จะนึกถึงตอนนั่งรถไปกับพ่อ […] พ่อจะชอบนั่งบ่นเรื่องปัญหาบ้านเมืองบนรถ เราก็ฟัง พ่อจะบ่นว่า ถนนเส้นนี้มีการทุจริตนะ ตรงนั้นมีการคอร์รัปชัน เราก็ฟังทุกวัน คิดตาม แล้วก็อินในสิ่งที่พ่อพูดมาก” พี่หญิงเล่า

เส้นทางจากบ้านไปโรงเรียนบนถนนเทศบาลที่บางช่วงก็เรียบ บางช่วงก็เป็นหลุมเป็นบ่อ หรือมีการซ่อมแซมอยู่เสมอ คือต้นทางความสนใจต่อประเด็นสังคมของเธอ อีกสิ่งหนึ่งที่เป็นเชื้อเพลิงชั้นดีคือความรักในการอ่าน โดยเฉพาะข่าวจากหนังสือพิมพ์ที่ส่งถึงหน้าบ้านทุกเช้า

“พี่เป็นคนไม่ค่อยชอบพูดคุย แต่อ่านหนังสือพิมพ์ทุกวัน อ่านทุกอย่างโดยเฉพาะบทความการเมือง และ คอลัมน์วิเคราะห์สถานการณ์บ้านเมือง แม้ว่าตอนนั้นจะยังไม่รู้เรื่องการเมืองมากนัก” 

การสะสมความรู้จากหน้าหนังสือพิมพ์ ผนวกกับคำวิพากษ์สังคมรอบตัวจากผู้เป็นพ่อ ทำให้เมื่อก้าวเข้าสู่วัยเรียน ปวช. (วุฒิการศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ) พี่หญิงกลายเด็กที่รู้ข้อมูลรอบด้าน  จนเมื่อเธอเข้าร่วมการโต้วาที ครูถึงกับเอ่ยปากถามว่าไปเอาข้อมูลมากมายขนาดนั้นมาจากไหน ซึ่งเธอก็ตอบไปตามจริงว่า “อ่านมาจากหนังสือพิมพ์ค่ะ” 

นิสัยรักการอ่านข่าวนี้ได้กลายเป็นอาวุธติดตัวชั้นเยี่ยมให้นักเคลื่อนไหวหญิงคนนี้มาจนถึงปัจจุบัน

ก้าวแรกสู่ภาคประชาสังคม

ราวปี 2547- 2548 พี่หญิงเริ่มต้นชีวิตการทำงานเป็นครูในโรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่งที่กรุงเทพฯ แต่สภาพแวดล้อมการทำงานกลับไม่เป็นอย่างที่หวัง ในรั้วโรงเรียนเอกชนที่มีการถือลำดับอาวุโสอย่างเข้มงวด เด็กจบใหม่อย่างเธอรู้สึกไร้ปากเสียง เหมือนความเห็นของเธอไม่สำคัญในพื้นที่นี้ เธอทนทำงานอยู่ได้ 2 ปี ก่อนจะตัดสินใจคว้าโอกาสใหม่ที่เข้ามา

โอกาสนั้นคือประตูบานแรกในฐานะนักเคลื่อนไหว แม้จะยังไม่เต็มตัวนัก แต่งานเจ้าหน้าที่โครงการการเงินของสมัชชาคุณธรรม จังหวัดสุราษฎ์ธานี ก็ถือเป็นงานภาคประชาสังคมแห่งแรกของเธอ แม้เงินเดือนจะไม่ถึงหมื่นบาท แต่แลกมากับการได้ทำงานใกล้บ้าน ใกล้ครอบครัว และมีอิสระมากขึ้น

ด้วยความสามารถในการอ่าน การเขียน และการจับประเด็น ไม่นานเธอจึงได้รับหน้าที่ใหม่อยู่กองเลขานุการ ในขบวนองค์กรชุมชน สุราษฎร์ธานี ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) หน้าที่หลักคือการบันทึกประชุม ส่วนหน้าที่รองคือการจดจำข้อมูลต่าง ๆ และครูพักลักจำความรู้จากรุ่นพี่นักเคลื่อนไหวมาสะสมในคลังข้อมูลส่วนตัว ทำให้เธอโดดเด่นในด้านการวางแผนและออกแบบกิจกรรมต่าง ๆ แม้งานหลักยังคงเป็นงานเบื้องหลังก็ตาม

“พี่ได้เริ่มลงพื้นที่จริง ๆ ก็ตอนมีประเด็นร้อนเข้ามา เลยได้เริ่มออกไปคุยกับคนในพื้นที่” 

ทว่าพื้นที่แรกของเธอไม่ใช่ภาคใต้บ้านเกิด แต่เป็นจังหวัดบุรีรัมย์ในปี 2554 ซึ่งมีประเด็นการขุดเจาะปิโตรเลียมโดยบริษัท ซ่านซี เหยียนฉาง ปิโตรเลียมกรุ๊ป จำกัด พี่หญิงเข้าร่วมการเคลื่อนไหวผ่านการชักชวนของเพื่อนร่วมหลักสูตรบัณฑิตรักษ์ถิ่น และได้ร่วมงานกับ สมลักษณ์ หุตานุวัตร นักเคลื่อนไหวและนักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมรุ่นเก๋า ที่มีบทบาทสำคัญในการคัดค้านการทำเหมือง การขุดเจาะน้ำมัน และการปกป้องทรัพยากรธรรมชาติในหลายพื้นที่ในไทย อาทิ คัดค้านนโยบายระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) หรือวิพากษ์วิจารณ์ผลกระทบจากเหมืองทองคำอัครา

“พี่กับเพื่อนไปเห็นพนักงานเขากำลังลากอุปกรณ์สำรวจขุดเจาะอยู่กลางนา เพื่อนเราก็วิ่งใส่เขาเลย เราก็วิ่งตาม เอามือถือมาถ่ายคลิป แล้วส่งให้ไทยพีบีเอส” พี่หญิงเล่า 

หลังจากนั้น เธอได้เข้าอบรมหลักสูตรนักข่าวพลเมือง ทำให้ได้บทบาทใหม่ในการรายงานข่าวจากพื้นที่

สาเหตุของการต่อต้านเกิดจากพื้นที่สำรวจและขุดเจาะของบริษัทซ่านซี เหยียนฉางฯ ที่ตั้งอยู่บนที่นา ห่างจากโรงเรียนเพียง 500 เมตร ทั้งยังอยู่ใกล้แปลงเกษตรและแหล่งที่อยู่อาศัย ชาวบ้านจึงกังวลต่อผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับทั้งพื้นที่เกษตรกรรมและสุขภาพของพวกเขาและบุตรหลาน ชาวบ้านจึงรวมตัวกันในนาม สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อนและชาวบ้านในจังหวัดบุรีรัมย์ เพื่อคัดค้านและร้องต่อศาลปกครองให้เพิกถอนสัมปทานการขุดเจาะน้ำมันของบริษัทซ่านซี เหยียนฉาง อย่างไรก็ตาม ในเวลาต่อมาเมื่อปี 2566 ศาลปกครองได้มีคำพิพากษายกฟ้องคดีดังกล่าว

การเติบโตของพลังงานฟอสซิล และการเคลื่อนไหวที่ต้องรุกให้ทัน

ย้อนกลับไปในช่วงปี 2555 พี่หญิงแทบไม่ได้ว่างเว้นจากการทำงานด้านพลังงาน เนื่องจากเป็นปีที่อุตสาหกรรมพลังงานฟอสซิลเติบโตอย่างก้าวกระโดด และผุดขึ้นตามพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศไทยราวกับดอกเห็ด

“หลังบุรีรัมย์ เรามาเจอที่บ้านเราเองตอนปี 2555 ที่อำเภอท่าฉาง จังหวัดสุราษฎร์ธานี แต่เพราะเรามีประสบการณ์การคัดค้านการขุดเจาะน้ำมันมาก่อน เลยรู้ว่าต้องทำยังไงบ้าง พอมีการตั้งวงพูดคุยเรื่องขุดเจาะ เราก็ตามไปฟัง คิดว่าน่าจะทำอะไรได้บ้าง” พี่หญิงอธิบาย

เวทีพูดคุยดังกล่าวจัดขึ้นโดยหน่วยงานที่สนับสนุนการขุดเจาะ ซึ่งมีทั้งภาครัฐและเอกชน จุดประสงค์หลักคือการให้ข้อมูลเกี่ยวกับโครงการและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น หากแต่ในมุมมองของภาคประชาคมด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเธอ ข้อมูลผลกระทบที่นำเสนอในวงนั้นกลับยังอาจไม่ครอบคลุมรอบด้านเท่าที่ควร

เมื่อฝั่งสนับสนุนการขุดเจาะเชื้อเพลิงฟอสซิลตั้งเวทีพูดคุย ฝ่ายคัดค้านก็ไม่รอช้าที่จะจัดเวทีคู่ขนาน พี่หญิงชวนคุณสมลักษณ์มาบรรยาย เพื่อให้ข้อมูลผลกระทบจากการขุดเจาะด้วยวิธีแฟรกกิ้ง (Fracking) ในขณะเดียวกัน พี่หญิงกับ ดร.ประวีณ ก็คอยไปปรากฎตัวในเวทีของฝ่ายสนับสนุน เพื่อคอยยกมือตั้งคำถามว่าเหตุใดจึงไม่ระบุถึงผลเสีย และช่วยกันเต็มข้อมูลผลกระทบอีกด้านที่ฝ่ายสนับสนุนฟอสซิลจงใจปิดไว้ 

การเคลื่อนไหวเพื่อต่อต้านพลังงานฟอสซิลของพี่หญิงดำเนินไปอย่างไม่ลดละ ควบคู่ไปกับการเรียกร้องในประเด็นสิ่งแวดล้อมอื่น ๆ เธอกล่าวว่า สาเหตุหลักเป็นเพราะสุราษฎร์ธานีคือบ้านที่เธออาศัยอยู่มาตั้งแต่จำความได้ เป็นเมืองที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยทะเล มีป่า และทรัพยากรธรรมชาติ ความคิดที่ว่าสิ่งเหล่านี้กำลังถูกรุกรานและทำลาย จึงเป็นแรงปลุกเร้าให้เธอและคนใกล้ตัวลุกขึ้นมาต่อสู้ 

ทว่า นอกเหนือจากการปกป้องธรรมชาติ แก่นแท้ในการต่อสู้ของพี่หญิง รวมถึงนักเคลื่อนไหวคนใต้และคนสุราษฎร์ฯ อีกหลายคน คือการปกป้องผู้คน

“การเคลื่อนไหวสำคัญทุกเรื่อง แต่เรื่องสิ่งแวดล้อมที่กระทบคนชายขอบ คนตัวเล็กตัวน้อยค่อนข้างเยอะ ยิ่งเราทำงานกับภาคประชาสังคมมาตลอด ส่วนใหญ่ก็เป็นคนตัวเล็ก เป็นชาวบ้าน ไม่ใช่แม้แต่ CSO ด้วยซ้ำ ทำให้เรา เห็นความเปราะบางของเขา ทั้งเรื่องอาชีพ ที่อยู่ ที่ทำกิน เราเลยยิ่งเข้าใจเรื่องสิ่งแวดล้อมมากขึ้น” นักเคลื่อนไหวหญิงอธิบาย

การเคลื่อนไหวเพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อมยังคงเดินหน้าต่อไปอย่างเข้มข้น ก่อนจะต้องมาสะดุดหยุดลงชั่วขณะ อันเป็นผลพวงมาจากการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของการเมืองไทยในปี 2557

รัฐประหาร ภาวะการณ์ทางการเมืองชะลอการเคลื่อนไหว แต่เร่งเร้าวิกฤต

พี่หญิงอธิบายว่า หากเปรียบเทียบสถานการณ์ทางสิ่งแวดล้อมในสุราษฎร์ฯ ณ ปัจจุบันกับเมื่อครั้งที่เธอเริ่มเคลื่อนไหวเมื่อเกือบสองทศวรรษก่อน จะเห็นว่าสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไปมาก โดยมีปัจจัยหลัก 2 ประการ ได้แก่ การปรับตัวเพื่อต่อสู้กับกลุ่มสนับสนุนพลังงานฟอสซิล และกระบวนการควบคุมคนในยุคเรืองอำนาจของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

ในประเด็นแรก พี่สรุปไว้ว่า “ตอนนี้ชุมชนได้รับผลกระทบหนักขึ้น” ก่อนอธิบายเหตุผลต่อว่า “หากเป็นแต่ก่อน หากเราคัดค้าน แล้วประชาคม หรือ EIA (การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม) เกิดในพื้นที่ไม่ได้ โครงการก็จบ แต่ตอนนี้หากมาดูกรณี SEC [ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้] หรือโครงการแลนด์บริดจ์ มันต่างไป”

“มันจะมาแนวแบบ ก็รัฐบาลจะเอา รัฐบาลจะทำ แล้วกระบวนการรับฟังความคิดเห็นก็เปลี่ยนไป ไม่เหมือนเดิม” พี่หญิงกล่าว 

ธรรมชาติอย่างหนึ่งของมนุษย์คือการเรียนรู้และการปรับตัว ทว่าจากมุมมองของพี่หญิง สองสิ่งนี้กลับถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือเพื่อหาทางกอบโกยผลประโยชน์ให้แก่กลุ่มผู้มีอำนาจและกลุ่มทุนหนาเสียมากกว่า

“พี่ว่า กลุ่มที่อยากได้โครงการเขามีบทเรียน เขารู้ว่าถ้าเขาทำตามที่กฎหมายกำกับ หรือเดินตามทำนองคลองธรรม เขาจะไม่ได้โครงการ เขาจึงต้องเดินทางอื่น […] ไม่ว่ารัฐฯ หรือกลุ่มทุนเขาก็ปรับตัวทั้งนั้น เขารู้ว่าถ้าทำแบบนี้ พวก NGO ก็จะทำแบบนี้ เขาก็เปลี่ยนวิธีเดินเกมใหม่” เธออธิบาย

ส่วนปัจจัยที่สองที่ทำให้การเคลื่อนไหวของภาคประชาสังคม ซึ่งไม่ใช่แค่ในภาคใต้ แต่ครอบคลุมทั่วประเทศไทย ดำเนินไปอย่างยากยิ่งขึ้น คือเหตุการณ์รัฐประหารและการครองอำนาจของรัฐบาล คสช. ช่วงปี 2557-2562

“จุดเปลี่ยนที่เห็นได้ชัดเริ่มตั้งแต่ปี 2557 คสช.ใช้อำนาจทหาร มีพ.ร.บ. ชุมนุม จากที่ชาวสุราษฎร์ฯ เป็นคนสู้ ไม่ยอมคน แต่การมาของคสช. เพียงแค่ 1-2 ปี ทำให้เราหงอไปเลย หงอจนเป็นเรื่องปกติ ทั้งเพราะการอยู่ของคสช. การใช้พ.ร.บ.ชุมนุม รัฐเองก็มีการใช้สื่อสร้างกระแสให้คนหวาดกลัว มีข่าวปลอม ทุกอย่างประดังประเดไปหมด” พี่หญิงกล่าวงถึงการบังคับใช้พระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ หรือที่เรียกว่า พ.ร.บ.ชุมนุม และการใช้อำนาจรัฐอย่างเข้มข้นของคสช. ระหว่างปี 2557-2559

“คนทั่วไปชินกับการใช้อำนาจรัฐฯ เชื่องเป็นกบต้ม เขา [ประชาชนบางส่วน] คิดว่าดีแล้วที่มีการรัฐประหาร แล้วเขา [รัฐบาลทหาร] ก็มีวาทกรรมต่าง ๆ ในการสร้างความชอบธรรมให้ฝั่งเขา พยายามบอกว่ามาปราบปรามความไม่สงบ ทำให้คนมองว่า NGO นี่ร้าย”

แต่สิ่งที่ร้ายแรงยิ่งกว่าการทำให้ประชาชนจำยอมต่ออำนาจรัฐในวันนั้น คือการที่ผู้คนจำนวนไม่น้อยติดนิสัยการสมยอมมาฝังรากลึกมาจนถึงปัจจุบัน แม้ว่ายุคสมัยของ คสช. จะผ่านพ้นไปแล้วก็ตาม

โรงไฟฟ้าและค่าหัวนักเคลื่อนไหว

“ราวปี 2558-2560 ก็ช่วงยุค คสช.นั่นแหละ เขามีนโยบายตั้งโรงไฟฟ้า ตอนนั้นเลยมีกระแสโรงไฟฟ้าระบาดหลายพื้นที่มาก” พี่หญิงกล่าว

เธอเล่าว่าภายในช่วงเวลาเพียง 2 ปี สุราษฎร์ธานีมีแผนก่อสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่มขึ้นเกือบ 10 แห่ง แต่ด้วยการทำงานอย่างหนักของเธอและเครือข่ายในการลงพื้นที่คัดค้านโรงไฟฟ้า 4 พื้นที่หลัก ทำให้ทุกโรงไฟฟ้าต้องพับโครงการกลับไปทั้งหมด ได้แก่ โรงไฟฟ้าขยะที่อำเภอพุนพิน ซึ่งวางแผนจะขนขยะจากเกาะสมุยมายังตำบลท่าสะท้อน อำเภอพุนพิน และโรงไฟฟ้าชีวมวลอีก 3 แห่งในพื้นที่ตำบลป่าเว ตำบลเวียง, ตำบลเลม็ด และตำบลตลาดไชยา อำเภอไชยา

การเคลื่อนไหวอย่างเข้มข้นจนสามารถสกัดกั้นไม่ให้มีโรงไฟฟ้าในทั้ง 4 อำเภอได้สำเร็จนั้น มาพร้อมกับความเสี่ยงหลายประการ ความเสี่ยงแรกคือ ด้านกฎหมาย เพราะในการเคลื่อนไหวต้านโรงไฟฟ้าที่อำเภอไชยา พี่หญิงถูกนายอำเภอไชยาในขณะนั้นเป็นผู้ฟ้องร้องดำเนินคดี

“ช่วงปี 2559-2560 เครื่องมือสำคัญในยุคคสช.คือศูนย์ดำรงธรรม ตอนนั้นที่ทำเรื่องโรงไฟฟ้าชีวมวลที่อำเภอไชยา พี่เอาภาพและข้อมูลไปลงเพจ เครือข่ายรักษ์ไชยา คู่แคปชั่นว่า ‘ศูนย์ดำรงธรรมมีไว้ทำไม’ แล้วแชร์โพสต์นั้นมาหน้าเฟซบุ๊คตัวเอง เท่านั้นแหละ พี่โดนพ.ร.บ.คอมเลย”

ขอบคุณภาพประกอบจากสำนักข่าว Manager Online https://mgronline.com/south/detail/9600000050963#google_vignette

ทีแรกเธอคิดว่าอดีตนายอำเภอฟ้องเพจเรารักไชยา แต่ความจริงกลับกลายเป็นว่าตัวเธอและชาวบ้านอีกคนที่ตกเป็นจำเลย ราวกับล็อกเป้าและหาจังหวะมาอย่างดี  อย่างไรก็ตาม เมื่อข่าวนี้แพร่กระจายออกไป ชาวบ้านกว่า 50 คนได้รวมตัวกันเดินทางไปยังสำนักงานจังหวัดเพื่อต่อต้านการฟ้องร้องและกดดันนายอำเภอ พร้อมทั้งให้กำลังใจเธอ จนสุดท้ายนายอำเภอจึงยอมถอนฟ้องไปในที่สุด 

“ตอนนั้นจะเคลื่อนไหวอะไรต้องระวัง ต้องติดอาวุธด้านกฎหมาย พี่ก็มารู้จักกับพี่หนู [สุภาภรณ์ มาลัยลอย] และ Enlaw เอาช่วงนั้น […] แต่ [ความเสี่ยง] ส่วนที่มารู้ทีหลังคือ มีการตั้งค่าหัว” พี่หญิงกล่าวต่อ

พี่หญิงถูกตั้งค่าหัวโดยที่ตัวเองก็ไม่รู้ในทันที รู้เพียงว่าในช่วงนั้น ราวปี 2559 เธอกับเครือข่ายกำลังต่อสู้คัดค้านการตั้งโรงไฟฟ้าในอำเภอไชยา ขณะนั้นประชาชนในพื้นที่ต่างไม่พอใจอย่างมาก เนื่องจากสถานที่ที่กลุ่มทุนเล็งไว้สำหรับสร้างโรงงานไฟฟ้าชีวมวลนั้นอยู่ใกล้กับคลองไชยา ซึ่งเป็นแหล่งน้ำสายหลักที่หล่อเลี้ยงอำเภอป่าเว อำเภอเวียง อำเภอเลม็ด และตลาดไชยา โดยมีการประเมินว่าโครงการนี้อาจส่งผลต่อประชาชนกว่า 2,000 หลังคาเรือน 

โครงการโรงไฟฟ้าชีวมวลครั้งนั้นดำเนินการโดยบริษัทเอกชน เพื่อมุ่งหวังจะผลิตไฟฟ้าขายต่อให้กับรัฐ (กฟผ.) ในฐานะผู้ซื้อไฟฟ้ารายเดียว การตั้งโรงไฟฟ้าย่อมหมายถึงการกว้านซื้อที่ดินจากชาวบ้าน พี่หญิงจึงคาดว่า คนที่ตั้งค่าหัวเธอ (ซึ่งเธอไม่ขอเปิดเผยจำนวนเงิน) น่าจะเป็นกลุ่มคนที่ทำหน้าที่เคลียร์ทางให้นายทุน เพราะหากโรงไฟฟ้าไม่สามารถตั้งบนผืนดินดังกล่าวได้ พวกเขาย่อมเสียผลประโยชน์มหาศาล 

“ชาวบ้านที่มาร่วมกันเขาก็รู้นะว่าเราถูกตั้งค่าหัว แต่ทีแรกเขาไม่บอกเรา และแกนนำส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง มีคนมาบอกผ่านเขา เขาก็เลยมาเตือนเรา พอเรารู้ก็ต้องระวังตัวให้มากขึ้น ถึงจะไม่ได้รู้สึกกลัว แต่ก็ดีที่ปกติเป็นคนไม่อยู่ดึกอยู่แล้ว เลยลดความเสี่ยงได้”

ทว่านี่ไม่ใช่การถูกตั้งค่าหัวเพียงครั้งเดียว เพราะในช่วงปี 2563-2564 ระหว่างที่พี่หญิงและกลุ่ม Beach for Life ออกมาคัดค้านการก่อสร้างกำแพงกันคลื่น เธอถูกตั้งค่าหัวอีกครั้ง มิหนำซ้ำ เธอและ ดร. ประวีณยังได้รับการเชิญชวนไป “ทานข้าวหารือ” กับผู้รับเหมาบริษัทใหญ่ ซึ่งเป็นขาประจำที่มักประมูลงานโครงการของภาครัฐได้ 

แน่นอนว่าการทานข้าวครั้งนั้นไม่ใช่การร่วมโต๊ะอาหารธรรมดา แต่เป็นการล็อบบี้ เพื่อขอให้ทั้งสองคนยุติการเคลื่อนไหวคัดค้านกำแพงกันคลื่น แต่ทั้งคู่ รวมถึงเครือข่ายนักเคลื่อนไหวและชาวบ้านอีกหลายคนก็ไม่ยอมแพ้ พวกเขาเดินหน้าคัดค้านต่อไปจนกระทั่งหาดดอนทะเล กลายเป็นพื้นที่แรกที่กรมโยธาธิการและผังเมืองยอมประกาศยกเลิกแผนสร้างกำแพงกันคลื่น แม้ว่าแผนดังกล่าวจะถูกประกาศออกมาอย่างเป็นทางการแล้วก็ตาม

เคลื่อนไหวแบบกรรณิการ์: อินโทรเวิร์ต ผู้หญิง และเป็ด

หญิง, นักเคลื่อนไหว ผู้เป็นนักเคลื่อนไหวหญิง ไม่ได้เผชิญความยากลำบากเพียงแค่อันตรายจากการต่อกรกับทุนใหญ่หรืออำนาจรัฐเท่านั้น แต่ในโลกที่ยังคงตีกรอบบทบาททางเพศ เพศวิถีความเป็น ‘หญิง’ ทำให้การทำงานของเธอในบางครั้งไม่สามารถคล่องตัวได้เท่าที่ควร 

หนึ่งในข้อจำกัดนั้นคือค่านิยมการสร้างความสัมพันธ์กับชุมชนผ่าน ‘วงเหล้า’ การร่วมดื่มสังสรรค์กับชุมชนในที่พักอาศัยคือวิถีปฏิบัติที่นักเคลื่อนไหวรุ่นเก่า หรือคนทำงานภาคประชาสังคมบางกลุ่ม (ซึ่งส่วนใหญ่มักเป็นผู้ชาย) นิยมทำกัน เพราะเชื่อว่าช่วยให้ได้ใช้เวลาร่วมกับชุมชนนอกเวลางาน สร้างบรรยากาศผ่อนคลาย เป็นกันเอง และสานสัมพันธ์กันได้ง่าย

อย่างไรก็ตาม สำหรับนักเคลื่อนไหวที่เป็นผู้หญิง การอยู่ร่วมสร้างสรรค์จนดึกดื่นกลับเป็นการเพิ่มความเสี่ยงด้านความปลอดภัย ซึ่งเป็นสิ่งที่นักเคลื่อนไหวชายอาจไม่ต้องเผชิญหรือยากที่จะเข้าใจ ความเสี่ยงในที่นี้ไม่ได้หมายถึงแค่อันตรายในพื้นที่ชุมชน หรือความรุนแรงทางเพศเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความไม่ปลอดภัยระหว่างการเดินทางกลับบ้านในยามวิกาล ยิ่งสำหรับนักเคลื่อนไหวที่มีค่าหัวติดตัว แน่นอนว่าความอันตรายยิ่งเพิ่มขึ้น

“การต่อสู้ในฐานะผู้หญิงยากมากจริง ๆ ยิ่งพี่เป็นอินโทรเวิร์ตด้วย เขามีแนวคิดว่า การทำงานกับชุมชน การเป็น NGO เราต้องไปกินเหล้า ไปเพื่อรู้ทุกข์สุขชุมชน ซึ่งพี่ไม่ทำ เพราะพี่ไม่ชอบกินเหล้า 2-3 ทุ่มพี่ก็หมดแรงแล้ว พี่สานสัมพันธ์กับคนอื่นแค่เรื่องงาน”

การรักษาระยะห่างนี้เองที่ทำให้พี่หญิงไม่เคยต้องเผชิญการคุกคามทางเพศ (Sexual Harassment) แม้กระทั่งทางวาจาหรือบทสนทนาแทะโลมในวงเหล้า ซึ่งนักเคลื่อนไหวหญิงบางคนมักหลีกเลี่ยงไม่ได้

“เรื่องยากอย่างหนึ่งของ NGO ผู้หญิงคือการคุกคามทางเพศ […] พี่ไม่อยากจะเกลียดใคร เลยไม่ปล่อยให้ใครมาทำกับพี่ในวงเหล้า และอาจเพราะเราเป็นคนดุด้วย เลยกลายเป็นเกราะป้องกันตัว แต่แค่เขาทำกับคนอื่น พี่ก็ไม่โอเคแล้ว” พี่หญิงกล่าว

โชคดีที่บุคลิกการเป็นอินโทรเวิร์ต (Introvert) ขั้นสุด บวกกับเป็นคนหน้าดุ ทำให้พี่หญิงไม่ต้องเข้าไปข้องแวะกับวงเหล้ามากนั้น แต่ถึงกระนั้น เธอก็ยังมักถูกนักเคลื่อนไหวรุ่นเก่าติติงอยู่บ้างว่า “ทำงานกับชุมชน แต่ไม่มีความสัมพันธ์กับชุมชน มันไม่ได้” อย่างไรก็ตาม สถานการณ์นี้เปลี่ยนไปเมื่อเธอข้ามาทำงานกับมูลนิธิภาคใต้สีเขียว ซึ่งมีเพื่อนร่วมงานเป็นผู้หญิงจำนวนมาก การขอตัวกลับก่อนของเธอจึงไม่เคยเป็นปัญหาอีกต่อไป ทำให้เธอได้มีเวลาส่วนตัวสำหรับ ‘ฮีลใจ’ และพร้อมกลับมาลุยงานต่อในวันรุ่งขึ้น

อุปสรรคอีกประการที่ยังคงเป็นคำถามคาใจใครหลายคน แม้ว่าเธอจะทำงานเคลื่อนไหวมานานร่วมสองทศวรรษ คือการเป็น “เป็ด” ด้วยความที่พี่หญิงเน้นจับประเด็นร้อน อะไรก็ตามที่เป็นความเดือดร้อนของคนในพื้นที่ ไม่ใช่แค่เรื่องพลังงาน เธอจะพุ่งด้วยความมุ่งมั่นไปช่วยแก้ปัญหาเท่าที่แรงของเธอจะทำได้ ทำให้บางคนมองว่า แนวทางการทำงานของเธอขาดความชัดเจน

“พี่เปลี่ยนพื้นที่ทำงานไปเรื่อย สำหรับพี่ไม่ได้มองว่ามันดีหรือไม่ดีนะ อันไหนที่ช่วยได้ก็อยากช่วย แต่ในมุมคนอื่น เขาก็ตั้งคำถามกับเราว่า ตัวตนเราคืออะไร เพราะเราทำหลายประเด็นมาก […] เราเป็นเป็ด เป็นมนุษย์เป็ด ทำได้ทุกอย่าง”

ทว่า ความเป็น “เป็ด” ของพี่หญิงนี่เองที่อาจกลายเป็นจุดแข็ง ในยุคที่การเคลื่อนไหวแบบเดิม ๆ อาจใช้ไม่ได้ผลอีกต่อไป ‘มนุษย์เป็ด’ ผู้มีความยืดหยุ่นสูง อาจเป็นคนที่สามารถปรับตัว แสวงหาแนวทางใหม่ ๆ ได้ดีที่สุด

“ประสบการณ์ที่ผ่านมาสอนว่า ไม่ได้มีวิธีการเดียวในการสร้างความเปลี่ยนแปลง ทุกอย่างต้องประยุกต์ตลอด […] อีก 3 ปีต่อจากนี้พี่มั่นใจว่า การต่อสู้แบบเดิม ๆ จะใช้ไม่ได้อีก เราต้องเปลี่ยน แต่เปลี่ยนแบบไหน ตอนนี้ก็ยังไม่รู้ ก็ต้องมาวิเคราะห์และออกแบบร่วมกัน”  

ทิศทางการเคลื่อนไหวของพี่หญิง และการเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมในสังคมไทย คงไม่อาจมีใครการันตีได้เสียทีเดียว แต่สิ่งที่พอจะเด่นชัดอยู่บ้างคือ ในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว แนวทางการพัฒนาก็ย่อมต้องปรับตัวให้ทันวิถีแห่งการเปลี่ยนแปลงนั้น ซึ่งสำหรับ ‘กรรณิการ์ แพแก้ว’ แล้วสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องน่ากลัว แต่เป็น ‘ความท้าทาย’ ในบทใหม่ของชีวิตต่างหาก