ปัจจุบันอุณหภูมิเฉลี่ยพื้นผิวโลกเพิ่มขึ้นอีก 1 องศาเซลเซียสแล้ว เหตุการณ์นี้จะส่งผลกระทบต่อประชากรที่มีศักยภาพในการรับมือน้อยที่สุด ปัจจุบันมีประชากรกว่าหลายล้านคนในแอฟริกาใต้ที่ต้องเผชิญกับ “ความไม่มั่นคงทางอาหาร” เนื่องจากต้องเผชิญกับภัยแล้งและพายุหลายลูกอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ช่วงฤดูร้อนในหลายพื้นที่ของประเทศอินเดียและปากีสถานมีอุณหภูมิสูงถึง 51 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญต่อการเจ็บป่วยและปัญหาสุขภาพ นอกจากนี้ยังมีโรคระบาดในพืชที่กำลังเป็นปัญหาในกัวเตมาลา ชาวเปรูกำลังประสบกับผลกระทบจากธารน้ำแข็งละลาย ในขณะเดียวกันการทำเกษตรกรรมที่บังคลาเทศก็กำลังประสบกับระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นซึ่งทำให้ชาวไร่ชาวสวนจำเป็นต้องอพยพเข้ามาเป็นแรงงานในเมืองแทน เช่นเดียวกับบางส่วนในเคนยาที่ผู้หญิงจะต้องเดินทางไกลเพื่อไปหาแหล่งน้ำสะอาด

วิกฤตสภาพภูมิอากาศยังส่งผลต่อเหตุการณ์น้ำท่วมในอังกฤษ พายุลูกใหญ่ในมาลาวี และอุทกภัยในอินโดนีเซีย เหตุการณ์สภาพภูมิอากาศสุดขั้วเหล่านี้ได้ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ บางพื้นที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นจนกระทั่งประชาชนสูญเสียบ้าน ที่อยู่อาศัยและวิถีชีวิตในชุมชน เช่น ตูวาลู ฟิจิ และปาปัวนิวกินี

A child walks on a road covered with mud in the aftermath of Typhoon Kammuri in the province of Albay, Philippines. The typhoon battered the eastern island of Luzon leaving thousands homeless, knocking out power in many areas and damaged agriculture and infrastructure.

วิกฤตสภาพภูมิอากาศส่งผลกระทบรุนแรงต่อกลุ่มคนจนมากกว่ากลุ่มคนที่มีความมั่งคั่ง

แม้ว่าทั่วโลกกำลังเผชิญกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศ แต่ศักยภาพในการเอาตัวรอดของเรานั้นกลับไม่เท่ากัน ความอยู่รอดของเราขึ้นอยู่กับ “ความมั่งคั่ง” ที่เรามี เพราะคนที่ยิ่งมีความมั่งคั่งมากเท่าไหร่ พวกเขาก็ยิ่งมีศักยภาพมากพอที่จะซื้อ “ความปลอดภัย” ให้กับตัวเองได้มากเท่านั้น พวกเขามีทุนในการอพยพ มีทุนในการซื้อที่อยู่อาศัยชั่วคราวเพื่อหลบภัย ซึ่งกลุ่มคนจนทำแบบนั้นไม่ได้ พวกเขาไม่ได้มีเงินมากพอที่จะอพยพไปที่ไหน ยิ่งไปกว่านั้นพวกเขาอาจเข้าไม่ถึงอาหาร น้ำสะอาด อุปกรณ์เพื่อดำรงชีวิต พลังงาน หรือแม้กระทั่งระบบประกันต่างๆ ทั้งนี้พวกเขายังมีความเสี่ยงที่จะกลายเป็นเหยื่อของการเลือกปฏิบัติของรัฐและนโยบายบางอย่างของภาคเอกชนที่ผลักภาระความเสี่ยงให้กับพวกเขา ซึ่งอันที่จริงแล้วรัฐหรือเอกชนนั้นๆสามารถจัดการได้ดีกว่านี้

แม้ว่าจะมีปัจจัยบางอย่างที่นอกเหนือการควบคุมของเรา เช่น เพศสภาพ อายุ สถานภาพทางเศรษฐกิจ และสถานที่ที่เราอาศัยอยู่ ปัจจัยเหล่านี้อาจส่งผลต่อศักยภาพของเราอยู่บ้าง แต่ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศนั้นกลับแตกต่างออกไปเพราะผู้ที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตนี้น้อยที่สุด กลับเป็นกลุ่มคนที่สร้างผลกระทบนี้มากที่สุดนั่นเอง ยิ่งไปกว่านั้นคนกลุ่มนี้ยังมีโอกาสเอาชีวิตรอดด้วยทรัพยากรที่มีน้อยลงทุกวันๆ ได้ดีกว่าอีกด้วย

More than one hundred people including youth and tourists have participated in the Climate Strike in Bangkok, marching around Lumpini park to call on Thai government to urgently tackle the climate emergency crisis.
The activity is part of the 4th Global Climate Strike.

งานวิจัยจากองค์การอ็อกแฟม (Oxfam )ระบุว่ากลุ่มคนมั่งคั่งที่สุดในโลกที่มีเพียงร้อยละ 10จากประชากรทั้งโลกนั้นเป็นสาเหตุก่อให้เกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากกว่าร้อยละ 50 เลยทีเดียว คนกลุ่มนี้ยังครอบครองทรัพยากรของโลกเกินครึ่ง พวกเขาส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในโลกที่ “พัฒนาแล้ว” ในขณะที่กลุ่มผู้มีรายได้น้อยที่สุดร้อยละ 50 (คนกลุ่มนี้มีรายรับเพียงแค่ร้อยละ 8  ) ปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพียงร้อยละ 10 เท่านั้น

ข้อมูลจากธนาคารโลก (World Bank) ระบุว่าประชากร 1 คนในอังกฤษปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยเฉลี่ยมากกว่าประชากร 1 คนในมาลาวี 65 เท่า ในขณะที่ประชากรในสหรัฐอเมริกา แคนาดา และออสเตรเลียปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากกว่าถึง 150 เท่า ซึ่งตัวเลขนี้ไม่ได้รวมถึงการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคการขนส่งและเทคโนโลยีที่เราใช้ จากการบริโภคอาหารและเสื้อผ้าที่เราสวมใส่

Due to the climate crisis summers in Vienna get hotter each year. The city becomes an urban heat islands, where it doesn't cool down in the nights as concrete keeps the heat trapped. A lot of citizens struggle with the heat - it causes each year severe health- and sleeping problems. 766 people in 2018 died in Austria due to heatwaves.

อีกมุมหนึ่งของโลก ประเทศที่ยากจนที่สุดในโลกเป็นอันดับ 6 อย่างโมซัมบิกสูญเสียงบประมาณไปกับพายุไซโคลน 2 ลูกที่พัดถล่มในปี 2562 รวมเป็นมูลค่ากว่า 3.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยรายงานองค์กร Civil Society Review ระบุว่าภายในปี 2573 ทั่วโลกจะต้องสูญเสียงบประมาณให้กับภัยพิบัติเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศราว 3-7แสนล้าน   ดอลลาร์สหรัฐเลยทีเดียว 

“ความเป็นธรรมทางสภาพภูมิอากาศ” จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำ

รายงานฉบับเดียวกันยังแนะนำอีกว่าทั่วโลกจำเป็นต้อง “ร่วมกัน” กระจายต้นทุนความเสียหายอย่างน้อยร้อยละ 50 สำหรับสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรป (รวมถึงอังกฤษ) จีนต้องรับผิดชอบร้อยละ 10และอินเดียต้องรับผิดชอบที่ร้อยละ 0.5อย่างไรก็ดีตัวเลขเหล่านี้ก็ยังไม่สามารถสร้างความเป็นธรรมให้กับความเจ็บปวดของเด็กที่อดอยากสูญเสียครอบครัวถิ่นที่อยู่อาศัยและชุมชน

แม้ว่าการเยียวยาจากผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะเป็นสิ่งสำคัญ แต่เพียงเท่านี้ยังไม่พอ เพราะเราจำเป็นต้องใช้หลัก “ความเป็นธรรมทางสภาพภูมิอากาศ” (Climate justice) ที่จะช่วยให้เราเปลี่ยนผ่านจากความไม่เท่าเทียมที่เราได้รับอยู่ในทุกวันนี้ และช่วยให้เราชะลอการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกให้คงตัวอยู่ที่ 1.5 องศาเซลเซียส และเราจำเป็นต้องเริ่ม “ตอนนี้” โดยการยุติการพึ่งพาเทคโนโลยีที่ทำลายโลกของเรา

On March 15th, as part of the global "Friday for Future" movement all over the world, students in Tokyo and Kyoto Prefecture gather and march calling for urgent action on climate change.

เพราะสิ่งที่น่ากลัวนั่นก็คือหากเรายังคงทำทุกอย่างเหมือนเดิม เรายังปล่อยให้ “เงิน” เป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียวแบบในปัจจุบันนี้ โลกของเราเสี่ยงที่อุณหภูมิเฉลี่ยจะร้อนขึ้นอีกราว 4 องศาเซลเซียส เมื่อถึงเวลานั้นเราทุกคนจะไม่สามารถหลีกเลี่ยงหายนะจากความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศได้เลย

เราสามารถเปลี่ยนผ่านสู่โลกคาร์บอนต่ำได้ก็ต่อเมื่อ ผู้ที่ต้องรับผิดชอบ กลุ่มอุตสาหกรรมผู้ผลิตพลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิล อุตสาหกรรมปศุสัตว์ อุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ รวมทั้งแหล่งทุนซึ่งเป็นผู้สนับสนุนของกลุ่มอุตสาหกรรมเหล่านี้ เป็นผู้รับผิดชอบผลกระทบจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งถือเป็นการขับเคลื่อนที่สำคัญอย่างยิ่งกลุ่มบริษัทเพียง 100 บริษัทปล่อยก๊าซเรือนกระจกร้อยละ71ทั่วโลก ยิ่งไปกว่านั้นพวกเขายังได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐและเงินทุนจากธนาคารเพื่อลงทุนในอุตสาหกรรมถ่านหิน น้ำมันและก๊าซธรรมชาติอีกด้วย

More than one hundred people including youth and tourists have participated in the Climate Strike in Bangkok, marching around Lumpini park to call on Thai government to urgently tackle the climate emergency crisis.
The activity is part of the 4th Global Climate Strike.

การชะลอวิกฤตสภาพภูมิอากาศจะเกิดขึ้นต่อเมื่อรัฐบาลต้องยุติการสนับสนุนอุตสาหกรรมที่ก่ออาชญากรรมด้านสิ่งแวดล้อม มิเช่นนั้นแล้วประชาชนก็จะลุกขึ้นมาต่อต้านในที่สุดดังเช่นกรณีการประท้วงของขบวนการ “เสื้อกั๊กเหลือง” ที่เกิดขึ้นในฝรั่งเศสซึ่งมีสาเหตุมาจากการลดหย่อนภาษีให้กับกลุ่มคนมั่งคั่งและขึ้นราคาน้ำมันกับประชาชน 

เหตุการณ์นี้ชี้ให้เห็นว่า การยืนหยัดต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะเกิดขึ้นเมื่อกลุ่มผู้ได้รับผลประโยชน์เหล่านั้นหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบที่จะต้องจ่ายต่อผลกระทบที่เกิดขึ้น

เปลี่ยนแปลงสังคมให้ดีขึ้น

เรามีทางออก นั่นก็คือเปลี่ยนผ่านการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลไปสู่พลังงานหมุนเวียนที่สะอาด การฟื้นฟูผืนป่าและหวนคืนสู่ระบบเกษตรกรรมที่ยั่งยืน ซึ่งทางออกเหล่านี้ไม่เพียงแต่จะช่วยชะลอวิกฤตเร่งด่วนของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแล้ว แต่ยังช่วยลดระยะความเหลื่อมล้ำด้านความเป็นธรรมทางสภาพภูมิอากาศของกลุ่มคนจนและกลุ่มคนมั่งคั่ง เมื่อโลกต้องประสบกับภัยพิบัติทางธรรมชาติ ประเทศที่มีส่วนรับผิดชอบในการก่อให้เกิดหายนะการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศควรยื่นมือเข้ามาช่วยเหลืออย่างเต็มที่มากกว่าที่จะผลักภาระหนี้ให้กับประเทศเหล่านั้น

การที่จะเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้เท่าเทียมขึ้นนั้น คุณต้องมองภาพที่กว้างกว่ามูลค่าตลาดหุ้น มองภาพที่ใหญ่กว่าการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ(จีดีพี) แต่ให้เรามองในมุมของวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่จะทำให้เราเห็นถึงโอกาสในการสร้างความเป็นธรรมให้กับโลกของเราและปกป้องสิทธิมนุษยชน รวมทั้งการแก้ไขนโยบายของประเทศ โครงสร้างสังคม และความเหลื่อมล้ำด้านเศรษฐกิจ

Prapokklao hospital receives funding from a crowdfunding project called Thailand Solar Fund which composes of 15 networks and organisations. The project aims to install solar panels on hospital rooftops, support renewable energy in the country, reduce carbon emission and phase away from fossil fuel.

Greenpeace Thailand is part of Thailand Solar Fund coalition that installs solar cells at hospitals in Thailand. Greenpeace is calling on Energy Regulatory Commission of Thailand to issue a Net Metering measure to promote a residential solar rooftop system.

ความเป็นธรรมด้านสภาพภูมิอากาศยังหมายถึงการหันกลับมามอง “ชุมชน” เป็นหลัก ซึ่งชุมชนนั้นเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เราสามารถขับเคลื่อนการใช้ชีวิตอย่างยั่งยืนและสามารถฟื้นฟู ปกป้องทรัพยากรทางธรรมชาติทั่วโลกได้มากถึงร้อยละ 80 เลยทีเดียว

ความเป็นธรรมด้านสภาพภูมิอากาศ จะทำให้เรากล้าที่จะยืนหยัดต่อสู้ให้เกิดความเท่าเทียมกันและทำให้เรากล้าที่จะต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งแนวทางที่ไม่ใช่แค่เป็นไปได้ แต่มันจะเป็นแนวทางที่จำเป็นและจะทำให้โลกของเราน่าอยู่ยิ่งกว่าเดิม

เกี่ยวกับผู้เขียน Harpreet Kaur Paul  ทนายความด้านสิทธิมนุษยชนและเป็นนักรณรงค์อิสระในด้านนโยบาย เธอเคยร่วมงานกับองค์กรต่างๆ อาทิ People & Planet, REDRESS, Amnesty International ปัจจุบันเธอเป็นหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งเครือข่าย Wretch of the Earth 

บทความนี้แปลจากบทความภาษาอังกฤษ สามารถอ่านบทความต้นฉบับได้ที่นี่

Fundraising Team in Manila. © Geric Cruz / Greenpeace
ร่วมบริจาค

ด้วยความช่วยเหลือจากคุณ ทำให้เราสามารถใช้วิธีการที่สร้างสรรค์อย่างสันติ เปิดโปงการทำลายสิ่งแวดล้อม ช่วยให้สังคมตระหนักถึงความสำคัญของการปกป้องมหาสมุทร ป่าไม้ แหล่งน้ำ อาหาร และสภาพภูมิอากาศ ซึ่งล้วนเป็นระบบพื้นฐานสำหรับทุกชีวิตบนโลกใบนี้

มีส่วนร่วม