อาจจะเป็นเรื่องเหลือเชื่อที่มนุษย์อย่างเรามีความสัมพันธ์อย่างตัดไม่ขาดกับธรรมชาติ และการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของมนุษย์นั้นส่งผลต่อสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะเรื่องอาหารการกิน

ไวรัส Covid-19 เป็นหายนะภัยที่ทำให้เรามองเห็นสายสัมพันธ์ความเชื่อมโยงของการกระทำของมนุษย์ต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น แม้ว่าการศึกษาเกี่ยวกับจุลชีพและไวรัสนั้นเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นไม่ถึงร้อยปี ซึ่งถือเป็นการศึกษาที่ใหม่และยังมีอีกหลายเรื่องที่เรายังไม่รู้ แต่ว่าจุลชีพนั้นอยู่คู่มากับประวัติศาสตร์ของโลก และวิวัฒนาการมาเรื่อย ๆ พร้อมกับการปรับเปลี่ยนของสิ่งแวดล้อม และวิถีชีวิตของมนุษย์ การปฏิวัติวิถีเกษตรกรรมเมื่อราว 10,000 ปีที่แล้วเป็นจุดเปลี่ยนอะไรหลายอย่าง ทั้งรูปแบบการใช้ชีวิตของมนุษย์ จากเป็นผู้ล่าสัตว์ ออกเดินทางไปเรื่อย ๆ เป็นกลุ่มเล็ก กลายเป็นการลงหลักปักฐานอาศัยอยู่ร่วมกัน เปลี่ยนจากการล่าสัตว์ครั้งละตัว เป็นการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ป่าเป็นพื้นที่เพาะปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์จำนวนมากในพื้นที่จำกัด และนั่นคือจุดเปลี่ยนที่ทำให้ไวรัสจากสัตว์ที่ใกล้ชิดคนมากขึ้น เข้าสู่คนได้ง่ายขึ้น

เราอาจมองย้อนไปถึงโรคโรคไข้ทรพิษ (ฝีดาษ) ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการระบาดของโรคอุบัติใหม่จากสัตว์ในประวัติศาสตร์ของมนุษย์ การวิเคราะห์ของนักวิทยาศาสตร์พบว่าไวรัสฝีดาษนั้นมีลักษณะที่ใกล้เคียงกันกับไวรัสฝีที่เกิดขึ้นกับอูฐและหนูเจอร์บิลหรือหนูทะเลทราย และนักวิทยาศาสตร์คาดการณ์เพิ่มเติมว่าอาจจะเป็นไวรัสที่เปลี่ยนผ่านจากอูฐสู่คน ตั้งแต่ยุคเริ่มต้นการทำเกษตรกรรมราว 5,000-10,000 ปีก่อน เชื่อมโยงกับแนวคิดก้าวหน้าของการริเริ่มการทำเกษตรกรรมของชาวอิยิปต์ในยุคราว 3730BC (ก่อนคริสต์กาล) และมีการพบว่ามัมมี่ของกษัตริย์แรเมซีสมหาราชที่ 5 ในยุค 1157BC ก็ได้สิ้นพระชมน์โดยมีเนื้อเยื้อที่คล้ายกับการติดเชื้อฝีดาษ ต่อจากนั้นเมื่อเมืองขยายตัว ประเทศขยายเขตแดน การแพร่กระจายของโรคระบาดก็เป็นไปได้ง่ายขึ้น

ไวรัสในสัตว์นั้นแพร่กระจายต่อสัตว์ตัวอื่นได้ง่ายด้วยปัจจัยที่ไม่ต่างจากการแพร่กระจายในสังคมมนุษย์ คือ ในพื้นที่แออัด มีการรวมกลุ่มจำนวนมาก อากาศถ่ายเทน้อย และสุขอนามัยแย่ สำหรับไวรัสแล้วฟาร์มปศุสัตว์อุตสาหกรรมก็คือแหล่งแพร่เชื้อชั้นดี เปรียบได้กับการอยู่อาศัยอย่างแออัดของประชากรในเมืองใหญ่

งานวิจัยหลักหลายชิ้นบ่งชี้ว่า ไข้หวัดใหญ่สเปน (Spanish Flu) หรือ H1N1 ระบาดครั้งใหญ่ทั่วโลก เมื่อปีพ.ศ. 2461 นั้นมียีนหลัก 8 ยีนที่มาจากนก โดยเป็นสายพันธุ์หนึ่งเชื้อไวรัสหวัด Flu A ที่สามารถติดต่อในมนุษย์ได้ แต่ยังไม่รู้ถึงสาเหตุเชื่อมโยงระหว่างนกและมนุษย์ได้ชัดเจน หลังจากนั้นไวรัสได้มีการกลายพันธุ์ และระบาดอีกหลายครั้ง เช่น H2N2 Asian Flu เมื่อปีพ.ศ.2500 ซึ่งยังพบยีนจากนกอยู่ ไวรัสชนิดนี้มีประวัติการกลายพันธุ์เป็นเชื้อโรคชนิดใหม่ที่เราเรียกว่าไข้หวัดหมู H1N1 ซึ่งเป็นโรคระบาดระดับโลกในปีพ.ศ.2552 คร่าชีวิตคนทั่วโลกกว่า 17,000 คน โดยศูนย์ควบคุมโรคติดต่อสหรัฐอเมริกา (CDC) คาดการณ์ว่ามีผู้ติดเชื้อในช่วงที่เกิดโรคระบาดทั้งหมดราว 151,700-575,400 คน ที่มาของไข้หวัดหมูนี้ เกิดขึ้นในฟาร์มหมูแห่งหนึ่งที่เม็กซิโก และนักวิทยาศาสตร์วิจัยพบว่าเชื้อไวรัสนั้นได้อาศัยอยู่ในหมูที่เม็กซิโกมากว่า 10 ปี ก่อนที่จะพัฒนาสายพันธุ์ให้แพร่เชื้อจากหมูสู่คนได้สำเร็จ (Mena et al., 2016)

อีกหนึ่งโรคระบาดเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมปศุสัตว์อย่างชัดเจนและยังส่งผลกระทบถึงปัจจุบัน คือ ไข้หวัดนก H5N1 ที่มีจุดระบาดเริ่มมาจากฟาร์มห่านที่จีนเมื่อปีพ.ศ.2539 ซึ่งทำให้มีความจำเป็นต้องฆ่าสัตว์ปีกในฟาร์มปีละหลายล้านตัว รวมถึงปัจจุบันก็ยังคงมีความเสี่ยงจากโรคนี้อยู่ และดูเหมือนจะมีข่าวการระบาดให้ได้เห็นแทบทุกปี โดยรวมแล้วทั่วโลกมีผู้ติดเชื้อรวม 861 คน และเสียชีวิต 455 คน  (ข้อมูล: WHO

ปัจจัยหนึ่งนอกจากการลดลงของผืนป่าอุดมสมบูรณ์แล้ว สิ่งที่ทำให้นกป่าเปลี่ยนเส้นทางบินเพื่ออพยพนั้นคือ วิกฤตสภาพภูมิอากาศ ไม่ใช่ความผิดของนกป่าที่ทำให้ไก่ในอุตสาหกรรมติดเชื้อไวรัส ความอุดมสมบูรณ์ของป่าและระบบนิเวศคือสิ่งที่ช่วยรักษาสมดุลควบคุมไวรัสไว้ได้ และมีกลไกตามธรรมชาติในควบคุมและจำกัดการแพร่ระบาดของเชื้อโรค ดังที่กล่าวไว้ในตอนที่แล้ว แต่ปัจจัยที่ทำให้สัตว์ในอุตสาหกรรมติดเชื้อได้ง่าย คือ การเลี้ยงในสภาพแวดล้อมที่แออัดในเล้าอุตสาหกรรม บ้างก็ในระดับล้านตัวไว้ในสถานที่เดียวกัน ไม่ได้สัมผัสสภาพแวดล้อมตามธรรมชาติ ขาดความคุ้มกันตามธรรมชาติ สร้างความเครียดในสัตว์ มีการเปลี่ยนแปลงสายพันธุ์ที่ทำให้สัตว์อ่อนแอ ไม่มีความหลากหลายตามธรรมชาติที่ช่วยจำกัดการแพร่กระจายของไวรัส นอกจากนี้การขนส่งระยะไกลในกรงที่แออัดก็เป็นการกระตุ้นให้ป่วยเกิดเชื้อโรค และสามารถพาเชื้อกระจายไปได้ไกลขึ้น สิ่งเหล่านี้ทำให้เกษตรกรหรือคนงานตกเป็นผู้เสี่ยงติดเชื้อ และเป็นพาหะนำโรคได้ แม้จะมีความเสี่ยงในการแพร่กระจายจากคนสู่คนน้อยก็ตาม

ความแออัดของการเลี้ยงไก่ด้วยระบบอุตสาหกรรม

ไม่ใช่แค่ไวรัสเท่านั้น อีกภัยด้านสุขภาพจากเชื้อจุลชีพที่น่ากังวลคือ แบคทีเรียดื้อยา (Antimicrobial resistance)  ซึ่งสามารถก่อโรคติดเชื้อดื้อยาในคน แบคทีเรียดื้อยาเป็นผลกระทบที่ตามมาจากการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างผิดวิธี หรือการไม่ได้ใช้เพื่อจุดประสงค์การรักษาเพียงอย่างเดียวนั้น มีส่วนทำให้เกิดเชื้อแบคทีเรียดื้อยาที่เป็นอันตรายอย่างมากต่อสุขภาวะของประชาชน เช่น ใช้ในอาหารสัตว์เพื่อกระตุ้นการเจริญเติบโต มีขนาดใหญ่ขึ้น และเพื่อป้องกันการเจ็บป่วยอันเนื่องมาจากสภาวะความเป็นอยู่ที่แออัด พื้นที่น้อย และไม่ถูกหลักอนามัย มีโอกาสส่งผ่านเชื้อดื้อยาสายพันธุ์ต่าง ๆ ผ่านห่วงโซ่อาหาร

ผืนดินที่อุดมสมบูรณ์คือดินที่มีแบคทีเรียดีอาศัยอยู่ แต่การได้รับการปนเปื้อนยาปฏิชีวินะที่ตกค้างทางมูลสัตว์ หรือการปนเปื้อนของแบคทีเรียดื้อยา แม้แต่การนำมูลไปใช้เป็นปุ๋ยอินทรีย์สำหรับการปลูกพืช ก็สามารถส่งต่อเชื้อดื้อยาไปยังผักที่เรากินได้ หรือในห่วงโซ่อาหารของเรา แม้จะเป็นผักอินทรีย์ แบคทีเรียสามารถมีชีวิตอยู่ได้ในดินและน้ำที่มีการปนเปื้อนจากปฏิกูลของอุตสาหกรรมเนื้อสัตว์ได้นาน 2-12 เดือน ซึ่งนอกเหนือจากแบคทีเรียดื้อยาแล้วยังมีการปนเปื้อนของยาปฏิชีวนะ ซึ่งอาจส่งผลต่อไปยังแบคทีเรียดีที่มีอยู่ตามธรรมชาติให้กลายเป็นแบคทีเรียดื้อยาได้

ปัจจัยการเกิดโรคระบาดจากสัตว์สู่คน จากข้อมูลโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (อังกฤษ: United Nations Environment Programme หรือ UNEP) (ที่มาภาพ: UN Environment Program)

นอกจากสัตว์จำนวนมหาศาลแล้ว ความจำเป็นที่ตามมาคือ ความต้องการพืชอาหารสัตว์ เช่น ถั่วเหลือง และข้าวโพด ผลที่ตามมาคือพืชเชิงเดี่ยวระดับอุตสาหกรรมที่ต้องใช้พื้นที่จำนวนมาก มีการเปลี่ยนแปลงผืนป่าตามมา องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ระบุไว้ว่า การทำปศุสัตว์ คือ ภาคส่วนที่ใช้ผืนดินและทรัพยากรมากที่สุด ทั้งการใช้เพื่อเป็นทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ หรือเพาะปลูกพืชเพื่อเป็นอาหารสัตว์ ซึ่งในสัดส่วนภาคเกษตรกรรมทั้งหมดนั้น ราวร้อยละ 80 เป็นพื้นที่เกี่ยวกับกับการทำอุตสาหกรรมปศุสัตว์ เป็นวัฏจักรการลดความสมบูรณ์ของระบบนิเวศ และเพิ่มความเสี่ยงต่อการระบาดของโรคอุบัติใหม่ และการกลายพันธุ์ของไวรัสที่มีอยู่ วนเวียนเรื่อยไป เป็นสงครามที่หากเราไม่ทำลายสัตว์ทุกชนิด ป่าทั้งหมด ให้สิ้นไปเพื่อหยุดเชื้อโรค หรือเลือกที่จะเปลี่ยนแปลง เพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของสิ่งแวดล้อมที่เป็นบ้านของทุกสรรพสิ่ง รักษาสมดุลและความพอดี เพื่อการอาศัยอยู่ร่วมกัน มีสุขภาพดีร่วมกัน ในโลกใบเดียวกัน

น่าจะถึงเวลาที่เราจะต้องตั้งคำถามกับอุตสาหกรรมปศุสัตว์ว่ายั่งยืนแค่ไหน และมีบทบาทอย่างไรต่อปัญหาสุขภาพของโลก และสุขภาพของเรา

ฟังดูจะไม่เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ทำให้มนุษย์ต้องอดอยากและมีอาหารไม่พอหรือ?

แม้การผลิตจากอุตสาหกรรมจะมีส่วนแบ่งการตลาดที่สูง แต่องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) เผยว่า ร้อยละ 80 ของการผลิตอาหารทั่วโลกนั้นมาจากเกษตรกรรายย่อย หรือกิจการครอบครัว อีกตัวเลขที่น่าสนใจคือ การทำปศุสัตว์ที่กล่าวไปข้างต้นว่าใช้พื้นที่ร้อยละ 80 ของพื้นที่เกษตรกรรมทั่วโลกนั้น กลับผลิตโปรตีนเพียงร้อยละ 37 และแคลอรีร้อยละ 18 ของการผลิตอาหารของโลก (Poore and Nemecek, 2018) ตัวเลขคุณค่าทางอาหารที่เหลือนั้นได้มาจากพืชพรรณธัญญาหารทั้งหมด 

A farmer on his daily weeding activity in an integrated farm owned by International Institute of Rural Reconstruction (IIRR) in Silang Cavite, South of Manila.
The IIRR practices an integrated farming system that includes a mix of farm enterprises such as crops, livestock, aquaculture, agro forestry and fruit crops to which farm families allocate its resources. This will allow efficient management of the existing environment for the attainment of the family goal.

ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การผลิตเพียงพอหรือไม่ แต่อยู่ที่ระบบการผลิตอาหารที่ไม่ยั่งยืน ข้อมูลจากองค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ระบุไว้อีกเช่นกันว่า 1 ใน 3 ของอาหารที่ผลิตนั้นกลายเป็นอาหารที่เหลือทิ้งทุกปี ดังนั้นจึงไม่ใช่เพราะอาหารไม่พอ เราอาจต้องตั้งคำถามใหม่ว่า ระบบอาหารที่ผลิตล้น ใช้ทรัพยากรของโลกเกินความจำเป็น ทำลายสมดุลของระบบนิเวศ ก่อผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ โดยที่ยังมีผู้คนที่หิวโหยอยู่ทั่วโลกนี้ ระบบอุตสาหกรรมอาหารเช่นนี้ยังเป็นคำตอบของการผลิตอาหารหรือไม่ ผลประโยชน์ที่แท้จริงอยู่ที่ใคร

วิกฤตโรคระบาดอย่าง Covid-19 ทำให้เราได้เรียนรู้อย่างหนึ่งว่าความมั่นคงทางอาหารที่ดีที่สุดนั้น อยู่ที่การพึ่งพาตัวเองได้ ทางออกของการป้องกันโรคระบาดในอนาคต คือ การสร้างความหลากหลายทางชีวภาพและความยั่งยืน ระบบอาหารที่ดีต่อทั้งสุขภาพของโลกและของเรานั้น คือระบบที่เป็นธรรมต่อทั้งผู้ผลิตรายย่อย ต่อสัตว์ และต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งเกษตรกรรมเชิงนิเวศที่เป็นมิตรและยั่งยืนต่อสิ่งแวดล้อมนั้นคือทางออกที่ภาครัฐควรหันมาสนับสนุนอย่างแท้จริง การปลูกพืชผักผลไม้นั้นสามารถมอบอาหารให้ผู้คนได้มากกว่าในขณะที่ใช้พื้นที่และทรัพยากรน้อยกว่าปศุสัตว์เชิงอุตสาหกรรม คืนพื้นที่และความสมบูรณ์ให้กับป่าและระบบนิเวศอื่น ๆ เปิดโอกาสให้โลกได้มีโอกาสฟื้นตัว และสร้างสมดุลป้องกันโรคร้ายต่าง ๆ ด้วยระบบธรรมชาติ 

เมื่อสิ่งแวดล้อมสมบูรณ์ สุขภาพของเราก็จะสมบูรณ์

ข้อมูลอ้างอิง

1. องค์การอนามัยโลก (WHO), Zoonotic disease: emerging public health threats in the Region.  http://www.emro.who.int/about-who/rc61/zoonotic-diseases.html

2. องค์การอนามัยโลก (WHO), Influenza: Cumulative number of confirmed human cases of avian influenza A(H5N1) reported to WHO, 8 May 2020. https://www.who.int/influenza/human_animal_interface/H5N1_cumulative_table_archives/en/

3. องคก์ารอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO), Animal Production. http://www.fao.org/animal-production/en/

4. องคก์ารอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO), Veterinary Public Health, http://www.fao.org/ag/againfo/resources/en/pubs_vph.html

5.  องคก์ารอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO), Livestock and Landscape. http://www.fao.org/3/ar591e/ar591e.Pdf 

6. องคก์ารอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO), Launch of the UN’s Decade of Family Farming to unleash family farmers’ full potential, 29 May 2019. http://www.fao.org/news/story/en/item/1195811/icode/

7. Ignacio Mena, Martha I Nelson, Francisco Quezada-Monroy, Jayeeta Dutta, Refugio Cortes-Fernández, J Horacio Lara-Puente, Felipa Castro-Peralta, Luis F Cunha, Nídia Sequeira Trovão, Bernardo Lozano-Dubernard, Andrew Rambaut, Harm van Bakel, Adolfo García-Sastre. Origins of the 2009 H1N1 influenza pandemic in swine in Mexico. eLife, 2016; 5 DOI: 10.7554/eLife.16777

8. Encyclopædia Britannica,  Ramses V: King of Egypt. www.britannica.com/biography/Ramses-V

9. H. Tian, et al., Climate change suggests a shift of H5N1 risk in migratory birds, 27 August 2014. https://doi.org/10.1016/j.ecolmodel.2014.08.005

10. J. Poore and T.Nemecek, Reducing food’s environmental impacts through producers and consumers, Science, 1 June 2018: Vol. 360, Issue 6392, pp. 987-992 DOI: 10.1126/science.aaq0216

11. Matichon Online, ‘ออสเตรเลีย’เรียกคืน’ผักสลัด’จากไทย หลังพบปนเปื้อนเชื้อโรคอาหารเป็นพิษ, 7 February 2020. www.matichon.co.th/local/news_28691

12. Centers for Disease Control and Prevention, 2009 H1N1 Pandemic (H1N1pdm09 virus). https://www.cdc.gov/flu/pandemic-resources/2009-h1n1-pandemic.html

13. H. Ritchie and M. Roser, Meat and Dairy Production, Our World in Data, November 2019, https://ourworldindata.org/meat-production

14. D.H. Crawford, Viruses: A Very Short Introduction (Oxford University Press, 2018)

15. F. Ryan, Virusphere. From Common Colds to Ebola Epidemics: Why We need the Viruses that Plague Us (William Collins, 2019)

16. S.G.B. Amyes, Bacteria: A Very Short Introduction (Oxford University Press, 2013)

ถึงเวลาปฏิวัติระบบอาหาร

ร่วมเรียกร้องให้ภาครัฐออกกฎหมายติดฉลากผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ทุกประเภทโดยเปิดเผยถึงข้อมูลการเลี้ยงสัตว์ ที่มาอาหารสัตว์ว่าเชื่อมโยงกับการทำลายป่าและก่อหมอกควันพิษหรือไม่ รวมถึงการใช้ยาปฏิชีวนะ และการตกค้างในเนื้อสัตว์

มีส่วนร่วม