#อากาศสะอาด

ขออากาศดีคืนมา

กรีนพีซเสนอให้กรมควบคุมมล…

มีส่วนร่วม

ในช่วงที่มลพิษทางอากาศของเมืองหลวงย่ำแย่นี้ นอกจากหน้ากาก N95 แล้ว อีกหนึ่งเครื่องมือที่ตอนนี้เราเชื่อว่าชาวกรุงเกือบทุกคนต้องมีติดตัวอยู่แน่ๆ นั่นก็คือแอปพลิเคชันรายงานคุณภาพอากาศ

air pollution bkk

เนื้อหาย่อๆ

  การรายงานคุณภาพอากาศบนแอปพลิเคชันที่ใช้กันแพร่หลายบนมือถือนั้น มักจะอ้างอิงดัชนีคุณภาพอากาศตามเกณฑ์ของ US EPAดังนั้นเมื่อเทียบกับการรายงานของแอปพลิเคชัน Air4Thai ของประเทศไทยจึงมีความแตกต่างกัน

  แม้ว่าความเข้มข้นของฝุ่นละออง PM2.5 ที่วัด ณ จุดใดจุดหนึ่งมีค่าเท่ากัน  แต่เมื่อนำไปคำนวณตามเกณฑ์ที่แตกต่างกัน จะได้ดัชนีคุณภาพอากาศที่ตัวเลขไม่เหมือนกัน

  ข้อมูลความเข้มข้น PM2.5 ที่แต่ละแอปพลิเคชันนำไปใช้เพื่อแสดงค่าดัชนีคุณภาพอากาศมาจากบางสถานีตรวจวัดที่เป็นทางการของประเทศนั้นๆ (ในกรณีของประเทศไทยก็คือกรมควบคุมมลพิษ) และเครื่องมือวัด PM2.5 ที่หน่วยงาน องค์กรหรือภาคเอกชนผลิตขึ้น บางครั้ง การแสดงค่าบนแต่ละแอปพลิเคชั่นจากข้อมูลของสถานีของกรมควบคุมมลพิษในจุดหรือบริเวณเดียวกันนั้นแสดงในชั่วโมงที่ต่างกันจึงเป็นให้มีค่าต่างกันได้

  แม้ว่ากรมควบคุมมลพิษได้นำค่า PM2.5 เข้ามาคำนวณและรายงานดัชนีคุณภาพอากาศ (AQI) กรีนพีซยังคงผลักดันให้ภาครัฐจัดการกับมลพิษทางอากาศอย่างยั่งยืนในข้อเรียกร้องที่เหลือ

ดัชนีคุณภาพอากาศหรือ Air Quality Index (AQI) คือข้อมูลการวัดคุณภาพอากาศที่แสดงความเข้มข้นของสารมลพิษทางอากาศหลายชนิดมาคำนวณหาค่า และแสดงออกให้เข้าใจง่ายผ่านสีต่างๆและตัวเลขกำกับไว้

แต่หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมแต่ละแอปพลิเคชันหลายๆแอปพลิเคชั่นยอดฮิตที่คนกรุงต้องมีติดไว้ในมือถือถึงแสดงค่าไม่เท่ากัน แล้วแบบนี้เราจะเชื่อใครดี?

AQI-Application

ภาพจากแอปพลิเคชัน ในวันที่ 22มกราคม พ.ศ.2562  ณ สถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศริมถนนลาดพร้าว กรุงเทพฯ ซ้าย : ภาพแสดงผลคุณภาพอากาศของแอปพลิเคชัน Air Visual ณ เวลา 18.00 น.  ขวา : ภาพแสดงผลคุณภาพอากาศของแอปพลิเคชัน Air4Thai โดยกรมควบคุมมลพิษ ณ เวลา 20.00 น.

ทำไมแอปพลิเคชันแสดงค่าไม่เหมือนกัน?

เมื่อเปรียบเทียบการแสดงค่าของแอปพลิเคชันตามเกณฑ์ของ US EPAกับแอปพลิเคชั่น Air4Thai หรือเว็บไซต์ aqicn.org ซึ่งใช้เป็นเครื่องมือตรวจสอบคุณภาพอากาศในแต่ละวัน เราจะพบว่าแอปพลิเคชันอาจแสดงผลไม่เหมือนกัน เนื่องจากปัจจัยดังต่อไปนี้

1.แต่ละประเทศมี AQI วัดดัชนีคุณภาพอากาศที่แสดง “สี” ไม่เหมือนกัน

การรายงานคุณภาพอากาศขึ้นอยู่กับว่าแอปพลิเคชันนั้นใช้ดัชนีวัดคุณภาพอากาศจากแหล่งใด เช่น ดัชนีคุณภาพอากาศโดยสหรัฐอเมริกา ดัชนีวัดคุณภาพอากาศของจีน ดัชนีวัดคุณภาพอากาศของแคนาดา หรือแม้แต่ประเทศไทยก็มีดัชนีวัดคุณภาพอากาศเป็นของตัวเองเช่นกัน และแต่ละประเทศนั้นจะวางสีกำกับตัวเลขไม่เหมือนกัน จึงทำให้แอปพลิเคชั่นแสดงผลออกมาไม่เหมือนกันนั่นเอง

ดัชนีคุณภาพอากาศของสหรัฐอเมริกา

ดัชนีคุณภาพอากาศของสหรัฐอเมริกาถูกออกแบบขึ้นโดยองค์กรทางด้านสิ่งแวดล้อม  United States Environmental Protection Agency  (EPA) การแสดงผลของดัชนีคุณภาพอากาศนี้แสดงผลทั้งหมด 6 ระดับ
AQI-EPA
ภาพแสดงการวัดคุณภาพอากาศอ้างอิงจากเว็บไซต์ www.airnow.gov เป็นเกณฑ์วัดคุณภาพอากาศของสหรัฐอเมริกา (ตารางแปลจากต้นฉบับใน Air Quality Index Basics )

  • ถ้าดัชนีคุณภาพอากาศมีค่าสูงกว่า 101 – 150 คุณภาพอากาศจะถูกแสดงเป็นสีส้ม หมายถึงมีผลกระทบต่อกลุ่มเปราะบาง (คนที่เป็นหอบหืด ภูมิแพ้ เด็กและผู้สูงอายุ)  
  • ถ้าดัชนีคุณภาพอากาศที่มีค่าสูงตั้งแต่ 151 – 200 คุณภาพอากาศจะถูกแสดงเป็นสีแดง หมายถึงมีผลกระทบต่อสุขภาพ
  • ถ้าดัชนีคุณภาพอากาศที่มีค่าสูงตั้งแต่ 201 – 300 คุณภาพอากาศจะถูกแสดงเป็นสีม่วง หมายถึงมีผลกระทบต่อสุขภาพมาก

ดัชนีคุณภาพอากาศของไทย (จากแอปพลิเคชัน Air4Thai)

AQI-Air4Thai

ภาพแสดงการวัดคุณภาพอากาศจากเว็บไซต์ www.air4thai.pcd.go.th ประเทศไทยแบ่งการวัดคุณภาพออกเป็น 5 ระดับ

ดัชนีวัดคุณภาพอากาศของประเทศไทยถูกออกแบบขึ้นโดย กรมควบคุมมลพิษ โดยแบ่งเป็น 5 ระดับตั้งแต่สีเขียวไปจนถึงสีแดง

  • ดัชนีคุณภาพอากาศมีค่าสูงกว่า 100 แอปพลิเคชันจะแสดงผลเป็นสีส้ม หมายความว่าเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ
  • ดัชนีคุณภาพมีค่าสูงกว่า 201 ขึ้นไปหมายความว่ามีผลกระทบต่อสุขภาพ

ดัชนีคุณภาพอากาศของไทยนำค่าความเข้มข้นของ โอโซน,PM2.5,PM10,ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์,ไนโตรเจนไดออกไซด์ และ ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ มาประกอบการคำนวณคุณภาพอากาศ โดยกรมควบคุมมลพิษได้นำค่าความเข้มข้นของ PM2.5 มาร่วมคำนวณในดัชนีคุณภาพอากาศของไทยเมื่อปี พ.ศ.2561

แอปพลิเคชันที่มีการใช้อ้างอิงทั่วโลก เช่น แอปพลิเคชัน Air Visual และเว็บไซต์ www.aqicn.org จะใช้ เกณฑ์ AQI ของสหรัฐอเมริกาเป็นหลัก ส่วนแอปพลิเคชัน Air4Thai จะยึดการคำนวณเกณฑ์ของประเทศไทยในการหาดัชนีคุณภาพอากาศดังนั้น ระดับสีและตัวเลขที่แสดงดัชนีคุณภาพอากาศของแต่ละแอปพลิเคชันจึงแตกต่างกัน

2. นอกจากสีไม่เหมือนกันแล้ว ตัวเลขก็ไม่เท่ากันด้วย ?

นอกจากสีของแต่ละแอปพลิเคชันไม่เหมือนกันแล้ว ตัวเลขก็ไม่เหมือนกันด้วย มาลองดูข้อมูลต่อไปนี้ค่ะ

สูตรคำนวณค่าดัชนีคุณภาพอากาศ (AQI) ของ EPA กับ ไทย ไม่ใช่สูตรเดียวกัน

ความแตกต่างอีกข้อที่เราควรรู้อีกหนึ่งเรื่องนั่นคือการคำนวณหาค่าดัชนีคุณภาพอากาศที่ไทยและ EPA มีสูตรคำนวณแตกต่างกัน มีผลทำให้ตัวเลขดัชนีคุณภาพอากาศที่แสดงไม่เท่ากัน มาดูตัวอย่างกันค่ะ

ตารางทดลองการคำนวณค่าดัชนีคุณภาพอากาศ โดยใช้มาตรฐานของกรมควบคุมมลพิษ

AQI-Calculated

จากตาราง สมมติว่าระดับความเข้มข้นของ PM2.5 ที่วัดได้คือ 170 ไมโครกรัม เมื่อคำนวณแล้วจะได้ค่าดัชนีคุณภาพอากาศ เท่ากับ 280 ซึ่งอยู่ในระดับสีแดง หรือ มีผลกระทบต่อสุขภาพ

ตารางทดลองการคำนวณค่าดัชนีคุณภาพอากาศ โดยใช้มาตรฐานจาก EPA

AQI-Calculated

จากตาราง สมมติว่าระดับความเข้มข้นของ PM2.5 ที่วัดได้คือ 170 ไมโครกรัม เมื่อคำนวณแล้วจะได้ค่าดัชนีคุณภาพอากาศ เท่ากับ 220 ซึ่งอยู่ในระดับสีม่วง หรือ Very Unhealthy

แม้ว่าวัดค่าความเข้มข้นของฝุ่นละออง PM2.5 ได้เท่ากัน แต่เมื่อนำมาคำนวณกับมาตรฐานที่ต่างกันก็ทำให้การแสดงตัวเลขดัชนีคุณภาพอากาศเปลี่ยนไป

3.สถานีวัดคุณภาพอากาศมีจำนวนไม่เท่ากัน

เพราะอะไร สถานีวัดคุณภาพอากาศในแต่ละแอปพลิเคชันจึงไม่เท่ากัน?  คำตอบคือ การรวบรวมข้อมูลจากสถานีวัดคุณภาพอากาศนั่นเอง 

สำหรับกรมควบคุมมลพิษ (แอปพลิเคชัน Air4Thai) จะรวบรวมข้อมูลจากสถานีวัดคุณภาพอากาศจากกรมควบคุมมลพิษ ส่วนแอปพลิเคชันอื่นๆตามที่ได้ยกตัวอย่างไปจะรวบรวมข้อมูลจากทั้งสถานีวัดคุณภาพอากาศจากกรมควบคุมมลพิษ รวมถึงอุปกรณ์วัดคุณภาพอากาศต่างๆเช่น เครื่องมือวัดคุณภาพอากาศ Dust Boy (พัฒนาโดย คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่) ที่ติดตั้งตามสถานที่ต่างๆ หรือแม้กระทั่งเครื่องมือวัดคุณภาพอากาศของแอปพลิเคชัน Air Visual

อย่างไรก็ดี ยังมีกรณีที่แอปพลิเคชั่นอาจเข้าไม่ถึงข้อมูลของบางสถานี แต่เข้าถึงข้อมูลของสถานีใกล้เคียงก็จะดึงค่าจากสถานีใกล้เคียงและทำให้ตัวเลขแตกต่างกันได้

การรวบรวมข้อมูลที่แตกต่างกันนี้เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้ข้อมูลสถานีวัดคุณภาพอากาศในแอปพลิเคชันนั้นแตกต่างกันนั่นเอง

ข้อเรียกร้องของกรีนพีซ

แม้ว่าข้อเรียกร้องเกี่ยวกับการนำ PM2.5 เข้ามาคำนวณในดัชนีคุณภาพอากาศของประเทศไทยจะสำเร็จไปแล้ว 1 ข้อ แต่เรายังคงยืนยันและผลักดันให้ภาครัฐจัดการกับมลพิษทางอากาศอย่างยั่งยืนในข้อเรียกร้องที่เหลือ ดังนี้


นักกิจกรรมกรีนพีซนำนาฬิกาทรายพร้อมฝุ่นมอบให้กับตัวแทนรัฐบาล เพื่อเรียกร้องให้ภาครัฐออกนโยบายในการจัดการกับปัญหามลพิษทางอากาศ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2561 

  • กําหนดค่ามาตรฐาน PM2.5 และปรอทที่แหล่งกําเนิดที่อยู่กับที่(Stationery Sources) รวมถึงการตรวจวัดและรายงานการปล่อย PM2.5 และปรอทจากปล่องโรงไฟฟ้าที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล
  • ตั้งเป้าหมายการลดการสัมผัสฝุ่นละออง PM2.5 ในบรรยากาศทั่วไปของกลุ่มประชากรลงอย่างน้อยที่สุดร้อยละ 30 ภายในระยะเวลาของการดำเนินงานในร่างแผนยุทธศาสตร์การจัดการคุณภาพอากาศ 20 ปี
  • เพิ่มเป้าหมายการลดอัตราการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรจากมลพิษทางอากาศให้เป็นตัวชี้วัดในแผนยุทธศาสตร์ให้ชัดเจน
  • คำนึงการดำเนินมาตรการในข้อ 8(Article 8) ของอนุสัญญามินามาตะว่าด้วยปรอทที่มุ่งเน้นถึงการควบคุมและลดการปล่อย(emission)ปรอทออกสู่บรรยากาศจากแหล่งกำเนิดที่มีจุดกำเนิดแน่นอน(point sources) ตามรายการที่ระบุไว้ในภาคผนวก D (Annex D) ของอนุสัญญาฯ อันได้แก่ โรงไฟฟ้าถ่านหิน เป็นต้น

ทั้งนี้ กรีนพีซเสนอเพิ่มเติมให้กรมควบคุมมลพิษยกร่างมาตรฐาน PM2.5 ในบรรยากาศสำหรับประเทศไทย โดยมีเป้าหมายที่เจาะจง(specific) วัดได้(measurable) ทำได้(Attainable) สอดคล้องกับเป้าหมายใหญ่(Relevant) โดยเฉพาะเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน(SDGs) และมีกรอบเวลาที่ชัดเจน(Time-bound) ดังนี้

 

ค่ามาตรฐาน PM2.5 (ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร)

ค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมง

ค่าเฉลี่ย 1 ปี

ไทย

50

25

องค์การอนามัยโลก*

– Interim Target (IT-1)

– Interim Target (IT-2)

– Interim Target (IT-3)

– Air Quality Guideline(AQG)

75

50

37.5

25

 

35

25

15

10

องค์กรพิทักษ์สิ่งแวดล้อมแห่งสหรัฐอเมริกา**

รัฐแคลิฟอร์เนีย

35

12 (แหล่งกำเนิดขั้นต้น)

15

(แหล่งกำเนิดทุติยภูมิ)

12

สหภาพยุโรป***

ภายใต้กฎระเบียบ Directive 2008/50/EC สหภาพยุโรปตั้งเป้าหมายการลดสัมผัส PM2.5 ในกลุ่มประชากรที่เรียกว่า average exposure indicator (AEI)ภายในปี พ.ศ. 2553 และ 2563

25

22(AEI ปีพ.ศ.2553)

18(AEI ปีพ.ศ.2563)

มาเลเซีย****

– Interim Target(ปี พ.ศ.2558)

– Interim Target(ปี พ.ศ.2561)

– มาตรฐาน( ปี พ.ศ.2563)

 

75

50

35

 

35

25

15

สิงคโปร์*****

– ปี พ.ศ.2559

– ปี พ.ศ.2563

– เป้าหมายระยะยาว

 

40

37.5

25

 

15

12

10

สหราชอาณาจักร

สก็อตแลนด์

25

12

– แคนาดา

– นิวฟาวด์แลนด์

– เมืองแวนคูเวอร์

30

25

25

12

ออสเตรเลีย

25

8

นิวซีแลนด์

25

ญี่ปุ่น

35

15

เกาหลีใต้******

35

15

ฟิลิปปินส์

50

25

 

หน้ากากและแอปพลิเคชันคือการตั้งรับ ไม่ใช่การแก้ปัญหา

แน่นอนว่าเราไม่สามารถใช้ชีวิตอยู่ในเมืองที่มีมลพิษทางอากาศที่เลวร้ายได้ และการสวมหน้ากาก เช็คแอปพลิเคชันดูคุณภาพอากาศก็ไม่ใช่วิธีการแก้ปัญหาที่ยั่งยืน การแก้ปัญหามลพิษทางอากาศจำเป็นต้องแก้ที่ต้นทางและภาครัฐก็เป็นปัจจัยสำคัญในการแก้ปัญหาตั้งแต่ต้นทาง (การแก้ไขที่ไม่ใช่การฉีดพ่นน้ำบนถนนเพื่อลดฝุ่นละออง)

และในฐานะประชาชนแบบเราก็สามารถร่วมกันเรียกร้อง ขออากาศดีๆคืนมา ด้วยกันที่ Right to Clean Air