ที่ผ่านมา กระแสและแนวคิดของผู้คนผันแปรไปพูดคุยถึงประเด็นที่เฉียบคมมากขึ้น ตระหนักถึงปัญหาเชิงโครงสร้าง รวมถึงประเด็นเรื่องสิทธิมนุษยชนที่ไม่เป็นนามธรรมลอย ๆ อีกต่อไป ปัจจุบันนี้ผู้คนส่วนใหญ่ตระหนักถึงสิทธิของตัวเอง รวมทั้งยังออกมาเรียกร้องสิทธิ์ให้แก่คนกลุ่มอื่น ๆ ที่ยังไม่ได้รับสิทธิ์ที่เสมอภาคเท่าเทียมกันอีกด้วย เช่นการเรียกร้องสิทธิของกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ สิทธิสตรี ซึ่งเป็นประเด็นที่หลายคนให้ความสำคัญและต่อสู้เรียกร้องอย่างสุดใจ 

หรือในฟากฝั่งการเคลื่อนขบวนต่อสู้เพื่อสิทธิในการอยู่อาศัยในสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัย ขณะนี้มีคนรุ่นใหม่ที่เข้าใจความเชื่อมโยงของการปล่อยมลพิษจากอุตสาหกรรมรายใหญ่ที่ก่อให้เกิดวิกฤตสภาพภูมิอากาศ สร้างผลกระทบต่อชุมชนและประชาชนที่แทบจะไม่ได้ก่อมลพิษและทำลายสิ่งแวดล้อมเลย พวกเขาเคลื่อนไหวเรียกร้องให้ ‘ผู้ก่อมลพิษต้องเป็นผู้จ่าย’ ค่าความสูญเสียและเสียหายของทั้งสภาพภูมิอากาศและชีวิตประชาชน

เครือข่ายภาคประชาชนจากทั่วประเทศ เดินขบวน เรียกร้องให้รัฐบาลไทย หยุดฟอกเขียว จากโมเดลเศรษฐกิจ BCG  (เศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน เศรษฐกิจสีเขียว: Bio-Circular-Green Economy) และสร้างเศรษฐกิจที่ยั่งยืนและเป็นธรรมสำหรับทุกคน ในระหว่างที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอดผู้นำเอเปค 2565  ในวันที่ 16-18 พฤศจิกายน 2565
เครือข่ายภาคประชาชนจากทั่วประเทศ เดินขบวน เรียกร้องให้รัฐบาลไทย หยุดฟอกเขียว จากโมเดลเศรษฐกิจ BCG (เศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน เศรษฐกิจสีเขียว: Bio-Circular-Green Economy) และสร้างเศรษฐกิจที่ยั่งยืนและเป็นธรรมสำหรับทุกคน ในระหว่างที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอดผู้นำเอเปค 2565 ในวันที่ 16-18 พฤศจิกายน 2565

แต่แน่นอนว่า หนทางการขับเคลื่อนเพื่อเรียกร้องสิทธิ์เช่นนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย ยังมีความท้าทายที่รอพวกเราอยู่อีกมากมาย หนึ่งในนั้นคือกระแสการ ‘ซักฟอก’ หรือเทรนด์การ washing จากอุตสาหกรรมใหญ่ที่พยายามบิดเบือนหรือนำเสนอว่าตนนั้นสนับสนุนการเรียกร้องของประชาชน แต่ความจริงแล้วอาจเป็นเพียงแผนการตลาดที่ดึงดูดกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีกำลังซื้อ หรือเป็นการซักฟอกว่าบริษัทของตัวเองนั้นรักโลกนั่นเอง 

และเราจะไม่ตกหลุมพรางการซักฟอกเหล่านี้ มาทำความรู้จัก ‘การซักฟอก’ โดยเฉพาะ การฟอกเขียว (Greenwashing) ที่เกิดขึ้นในองคาพยพการปกป้องสิ่งแวดล้อมและสภาพภูมิอากาศ

การฟอกเขียว (Greenwashing)

การฟอกเขียวนั้นกำลังเป็นโมเดลที่นิยมสูสีกับโมเดล Rainbow Washing เลยทีเดียว ซึ่งความหมายของมันนั้น อธิบายได้ว่าเป็นเทคนิคการตลาดประเภทหนึ่งที่พยายามโน้มน้าวเราว่าธุรกิจของพวกเขาเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมทั้ง ๆ ที่ความจริงแล้วไม่ได้เป็นอย่างนั้น ลองนึกภาพถึงฉลากของบรรจุภัณฑ์ระบุข้อความที่อ่านดูแล้วระบุว่าเป็นบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมหรือรับประกันว่านี่คือทางออกสำหรับสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน แต่ในความจริงแล้วเราอาจเห็นบรรจุภัณฑ์เหล่านี้หลุดรอดกลายเป็นขยะอยู่ในสิ่งแวดล้อมและส่งผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งมีชีวิตโดยรอบ

แยกให้ออกว่าเรากำลังโดน ฟอกเขียว อยู่หรือเปล่า?

การฟอกเขียว (Greenwashing) เป็นกลยุทธ์ที่กลายเป็นที่รู้จักมาตั้งแต่ปี 2529 และในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเริ่มมีการปรับใช้กลยุทธ์ฟอกเขียวหลากหลายรูปแบบทำให้บอกได้ยากว่า อะไรคือการฟอกเขียว อะไรคือสิ่งที่ทำแล้วเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

เราสามารถจับผิดการฟอกเขียว โดยสังเกตได้จาก

  • การแก้ปัญหาแบบฉาบฉวย: ความพยายามที่จะบอกว่านี่คือวิธีการหนึ่งที่เราหันมาใส่ใจสิ่งแวดล้อมโดยที่ไม่มองปัญหาอื่น ๆ ที่อาจเกี่ยวข้องกัน เช่น บริษัทฟาสต์ฟู้ดเปลี่ยนมาใช้หลอดกระดาษที่สามารถรีไซเคิลได้แทนหลอดพลาสติก แต่ยังคงใช้เนื้อสัตว์ในสายพานการผลิตที่เชื่อมโยงหรือมีที่มาจากการเผาป่า
  • การระบุข้อความที่ไม่ชัดเจน เช่น บนฉลากระบุว่าผลิตภัณฑ์ชิ้นนี้สามารถรีไซเคิลได้แต่ไม่ได้บอกว่าเป็นชิ้นส่วนใด
  • ไม่มีหลักฐานที่สามารถตรวจสอบได้ เมื่อผู้ผลิตต้องการให้คุณเชื่อว่า พวกเขาใส่ใจสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจังแต่กลับไม่มีหลักฐานที่ยืนยันหรือตรวจสอบได้เลยว่าผลิตภัณฑ์ของเขาถูกจัดการด้วยวิธีการที่ยั่งยืน
Ahead of next week’s APEC 2022 Leaders Summit, Greenpeace activists delivered a special message to the visiting leaders, as well as to big climate polluters, unfurling a banner that read "APEC, Stop Greenwashing" and “To Climate Polluters, Pay Up For Loss and Damage”, in the waters of Benjakitti public park near the venue of the Summit. 

Coinciding with the UN Climate Change Summit (COP27) in Egypt, Greenpeace Thailand is calling on the Thai Government to stand in solidarity with countries from the Global South and to push for loss and damage financing on behalf of communities heavily impacted by the climate crisis.

ภาคประชาสังคมยุโรปพยายามหยุดการฟอกเขียว ผ่านการผลักดันกฎหมาย

เพราะการฟอกเขียวอันหนักหน่วงในอุตสาหกรรมฟอสซิล ซึ่งเป็นหนทางที่ผู้ก่อมลพิษเหล่านี้จะยังคงทำเงินจากเชื้อเพลิงฟอสซิลต่อไปได้ “การชะลอ และ การหลอกลวง” คือวิธีใหม่ในการปฏิเสธสิ่งที่เกิดขึ้นของอุตสาหกรรมฟอสซิล ในขณะเดียวกันก็ให้คำสัญญาลอยๆเกี่ยวกับ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emission) เพื่อทำให้ประเด็นมลพิษที่พวกเขาสร้างขึ้นมาตลอดหลายสิบปีเบาบางลง ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาที่ผิดจุด 

นี่จึงทำให้กรีนพีซและองค์กรเครือข่ายอีกกว่า 30 องค์กร รวมตัวกันและเปิดตัวภาคีความร่วมมือพลเมืองยุโรป (the European Citizens’ Initiative (ECI) ) ในปี 2564 โดยมีข้อเรียกร้องให้สหภาพยุโรปมีกฎหมายใหม่เกี่ยวกับการแบนโฆษณาที่เกี่ยวกับเชื้อเพลิงฟอสซิลและการสปอนเซอร์จากอุตสาหกรรมฟอสซิลในสหภาพยุโรป เหมือนกับการแบนการโฆษณาบุหรี่ที่เกิดขึ้นเมื่อต้นศตวรรษ ซึ่งหากข้อเสนอนี้มีผู้ลงชื่อสนับสนุนถึง 1 ล้านคนภายในเวลา 1 ปี คณะกรรมการสหภาพยุโรปจะต้องนำข้อเสนอนี้ไปพิจารณาต่อ ถือเป็นความพยายามผลักดันด้านกฎหมายเพื่อบังคับให้ผู้ก่อมลพิษต้องหยุดสร้างมลพิษที่ต้นเหตุเสียที

Emma Thompson on board the Greenpeace Rainbow Warrior in Venice supports the European Citizens’ Initiative (ECI) to ban fossil fuel advertisements and sponsorships in the European Union holding a banner against greenwashing. If the petition collects one million signatures in a year, the European Commission is obliged to respond to the proposal.
เอ็มม่า ทอมป์สัน กางป้ายผ้าที่มีข้อความว่า ‘การฟอกเขียว’ คือตัวการทำลายสภาพภูมิอากาศ บนเรือเรนโบว์ วอร์ริเออร์ที่ลอยลำอยู่ ณ เมืองเวนิส อิตาลี เพื่อสนับสนุน ‘ภาคีความร่วมมือพลเมืองยุโรป (the European Citizens’ Initiative (ECI) )’ ในการยุติการสนับสนุนหรือการให้พื้นที่โฆษณาแก่อุตสาหกรรมฟอสซิลในสหภาพยุโรป โดยเปิดให้ประชาชนลงชื่อสนับสนุนข้อเสนอดังกล่าวและเมื่อได้รายชื่อถึง 1 ล้านคนภายใน 1 ปีแล้ว คณะกรรมการสหภาพยุโรปจะต้องนำข้อเสนอนี้ไปพิจารณาต่อ

มีหลายอย่างที่เราทำได้เพื่อแสดงจุดยืนว่า การฟอกเขียว ไม่ใช่ทางออก

คัดค้านกลยุทธ์ฟอกเขียวของบริษัท: แรงกดดันจากสาธารณชนเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพที่จะทำให้บริษัทเปิดเผยข้อเท็จจริงและหยุดทำให้เชื่อว่าการฟอกเขียวสามารถแก้ไขปัญหาได้ เช่นการกล่าวถึงบริษัทที่ใช้กลยุทธ์การฟอกเขียวผ่านทางโซเชียลมีเดีย ลงชื่อคัดค้าน ร้องเรียนไปยังองค์กรที่มีหน้าที่ตรวจสอบ หรือสนับสนุนองค์กรที่รณรงค์ต่อต้านกระบวนการฟอกเขียว

เป็นพลเมืองที่ตระหนักในปัญหา: เราต่างรู้ว่าบริษัทจำเป็นต้องมีส่วนช่วยในการต่อกรกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศ ดังนั้นเราต้องรวมกลุ่มกันเรียกร้อง ส่งจดหมายเปิดผนึกถึงรัฐบาลเพื่อส่งเสียงของเราทุกคนให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างจริงจัง

เปิดรับข้อมูลอยู่เสมอ: รู้เท่าทันกลลวงของการฟอกเขียวของผู้ผลิต นอกจากนี้การปรับพฤติกรรมการบริโภคเพื่อลดค่าใช้จ่ายและซื้อของที่เป็นประโยชน์ต่อตัวเองก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดี การเปิดรับสิ่งใหม่ ๆ อยู่ตลอดเวลาช่วยให้สามารถใช้ชีวิตแบบที่ต้องการได้และคุณจะเริ่มสังเกตเห็นว่า หลายบริษัทกำลังหลอกลวงเราด้วยกระบวนการฟอกเขียว

เครือข่ายภาคประชาชนจากทั่วประเทศ เดินขบวน เรียกร้องให้รัฐบาลไทย หยุดฟอกเขียว จากโมเดลเศรษฐกิจ BCG  (เศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน เศรษฐกิจสีเขียว: Bio-Circular-Green Economy) และสร้างเศรษฐกิจที่ยั่งยืนและเป็นธรรมสำหรับทุกคน ในระหว่างที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอดผู้นำเอเปค 2565  ในวันที่ 16-18 พฤศจิกายน 2565

การรู้ทันกลวิธีทั้งหมดเหล่านี้จะช่วยให้คุณเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นไม่ใช่เพียงแค่ในด้านของสิ่งแวดล้อม แต่สามารถนำเทคนิคเหล่านี้ไปใช้กับการซักฟอกในประเด็นอื่น ๆ ได้อีกด้วย เช่น Rainbow Washing คือการทำการตลาดและออกแบบผลิตภัณฑ์โดยเพียงแค่ใส่สีรุ้งเข้าไป เพื่อประกาศการสนับสนุนความหลากหลายทางเพศ แต่ในอีกแง่หนึ่งก็อาจเป็นเพียงการตลาดแบบฉาบฉวย ซึ่งในการปฏิบัติจริงแล้ว แบรนด์เหล่านั้นอาจไม่ได้สร้างการเปลี่ยนแปลงในสังคม หรือแทบไม่ได้มีนโยบายสนับสนุนกลุ่ม LGBTQA+ ในบริษัท

หลังจากอ่านบทความนี้จบแล้ว เราอยากย้ำเตือนทุกคนอีกครั้งว่าก่อนที่เราจะบริโภคสินค้า หรือสนับสนุนสินค้าใดๆก็ตาม เราอยากให้ทุกคนลองเช็คดี ๆ และระวังตกหลุมพรางของการซักฟอก