ปี 2566 ที่ผ่านมาเป็นปีที่ได้รับการบันทึกว่าเป็นปีที่ร้อนที่สุดและยังมาพร้อมกับภัยพิบัติที่ส่งผลกระทบทั่วโลก แม้ว่าการแก้ปัญหาด้านสภาพภูมิอากาศปัจจุบันดูเป็นเรื่องที่น่าสิ้นหวังเพราะความล่าช้า แต่ก็เป็นปีที่เรายังเห็นชัยชนะจากกลุ่มคนและชุมชนจำนวนมากที่อยากปกป้องโลกใบนี้ นั่นเป็นเพราะความกล้าหาญในการลุกขึ้นต่อสู้เพื่อส่งแวดล้อมของพวกเขาเหล่านี้

ในบทความนี้เราได้รวบรวมข่าวดีจากการรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อม และความเป็นธรรมด้านสภาพภูมิอากาศจากคนทั่วโลกเพื่อส่งมอบเรื่องราวดี ๆ ให้กับทุกคน

การประชุมด้านสภาพภูมิอากาศโลกหรือ COP ล่าสุดส่งสัญญาณว่าโลกต้องยุติยุคเชื้อเพลิงฟอสซิล

นักกิจกรรมมากกว่า 65 คนจัดกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์หน้าสถานที่การประชุม COP โดยถือ Light Box สีเหลือง เป็นข้อความว่า ‘YALLA!’ แปลว่า ‘สักทีเถอะ’ มีความหมายถึงการลงมือกู้วิกฤตสภาพภูมิอากาศสักทีเถอะ © Marie Jacquemin / Greenpeace

การประชุม COP28 ที่เกิดขึ้นที่ดูไบได้ส่งสัญญาณให้กับโลกซึ่งเป็นประวัติการณ์ที่ยกประเด็นที่โลกจะต้องยุติยุคฟอสซิล ร่วมกับเสียงเรียกร้องที่จะต้องให้โลกต้องยกระดับในการเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้พลังงานหมุนเวียนที่มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิมภายในทศวรรษนี้ ซึ่งสถานการณ์ตอนนี้เกือบทุกประเทศทั่วโลกเห็นด้วยกับการถอยห่างจากเชื้อเพลิงฟอสซิล ‘transition away from fossil fuels’ ถือว่าเป็นปัจจัยสำคัญของวิกฤตสภาพภูมิอากาศ นี่เป็นการส่งสัญญาณครั้งประวัติศาสตร์หลังจากการประชุมเจรจามาแล้ว 28 ปี

อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจดังกล่าวยังคงมีช่องโหว่และข้อบกพร่องหลายประการ เพราะยังขาดความชัดเจนเกี่ยวกับการเรียกร้องให้ยุติการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล ยังมีสิ่งที่ต้องทำอีกมากมายเพื่อให้ข้อเรียกร้องนี้สำเร็จ และอย่างน้อยจะต้องมีแผนการดำเนินงานเพื่อบรรลุการยุติการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลที่รวดเร็วและชัดเจน

ภูมิปัญญาของชนพื้นเมืองสำหรับการปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพ เป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการปกป้องโลก

การรวมตัวรณรงค์ครั้งใหญ่ของกลุ่มชนพื้นเมือง ในการประชุมเจรจาเพื่อปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพ CBD COP15 ในมอนทรีออล © Greenpeace / Toma Iczkovits

ในการประชุมเจรจาด้านการปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพ ครั้งที่ 15 หรือ the 15th UN Conference on Biodiversity (COP15) ได้เกิดข้อตกลงครั้งประวัติศาสตร์ที่กำหนดให้ภูมิปัญญาในการปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพของกลุ่มชนพื้นเมือง ประกอบด้วยองค์ความรู้ กรณีศึกษาต่าง ๆ เหล่านี้ต่างเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพ โดยเรียกว่าเป็นความตกลง คุนหมิง-มอนทรีออล (the Kunming-Montreal Agreement) ซึ่งจะเป็นหมุดหมายสำคัญที่เปิดทางให้การอนุรักษ์ระบบนิเวศตามองค์ความรู้ของชนพื้นเมืองกลายเป็นมาตรฐานหลักสำหรับการปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพต่อไป

แม้ว่ากลุ่มชนพื้นเมืองจะมีจำนวนประชากรเพียง 5% จากประชากรทั้งโลก แต่พวกเขาสามารถปกป้องระบบนิเวศของโลกได้มากถึง 80% ทั้งนี้ ความตกลงคุนหมิง-มอนทรีออล ดังกล่าวจะต้องเคารพอาณาเขตของชนพื้นเมืองและทำให้พวกเขามีสิทธิและมีอิสระในฐานะที่เป็นเจ้าของพื้นที่และต้องขออนุญาตพวกเขาทุกครั้ง รวมทั้งจะต้องมีส่วนร่วมในการตัดสินใจประเด็นต่าง ๆ อย่างมีประสิทธิภาพ ตามการอ้างอิงจากหลักสิทธิมนุษยชนแห่งชนพื้นเมืองที่องค์การสหประชาชาติจัดทำขึ้น 

หลังการเจรจาอันยาวนาน องค์การสหประชาชาติอนุมัติสนธิสัญญาทะเลหลวงฉบับใหม่

นักกิจกรรมกรีนพีซ สหรัฐอเมริกา ฉายภาพรณรงค์เรียกร้องให้ผู้นำโลกเจรจาและตกลงให้เกิดสนธิสัญญาทะเลหลวงบนสะพานบรู๊คลิน (Brooklyn Bridge) ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของกรุงนิวยอร์ก ก่อนการประชุมเจรจาสนธิสัญญาทะเลหลวง (IGC5) ที่สำนักงานองค์การประชาชาติ โดยสนธิสัญญาดังกล่าวจะต้องมีประสิทธิภาพมากพอที่จะปกป้องทะเลและมหาสมุทรโลกได้จริง © POW / Greenpeace

และความสำเร็จครั้งประวัติศาสตร์ก็เกิดขึ้น ในเดือนมีนาคม 2566 องค์การสหประชาชาติได้รับร่างสนธิสัญญาทะเลหลวงซึ่งจะเป็นสนธิสัญญาที่ปูทางให้โลกได้ปกป้องทะเลและมหาสมุทรโลกหลังจากใช้เวลาเจรจามายาวนานกว่า 20 ปี ทั้งนี้สนธิสัญญาฉบับดังกล่าวยังเปิดทางให้เกิดเขตคุ้มครองระบบนิเวศทางทะเลทั่วโลก ซึ่งจะเป็นเขตที่ฟื้นฟูระบบนิเวศทรัพยากรทางทะเลและสิ่งมีชีวิตในทะเลให้กลับมาอุดมสมบูรณ์ 

และในเดือนมิถุนายน 2566 รัฐบาลที่เข้าร่วมประชุมองค์การสหประชาชาติได้ลงรับสนธิสัญญาทะเลหลวงอย่างเป็นทางการ และในเดือนกันยายน 2566 หลายประเทศ (มากกว่า 80 ประเทศ) ก็เซ็นสัญญาตกลงปกป้องพื้นที่มหาสมุทรโลกอย่างน้อย 30% ภายในปี 2573 แผนการที่เกิดขึ้นนี้ถือเป็นแผนการที่จะทำให้สนธิสัญญาทะเลหลวงมีประสิทธิภาพมากที่สุดโดยไม่มีการเลื่อนระยะเวลาดำเนินการออกไปอีก

การยกระดับคัดค้านโครงการเหมืองทะเลลึก

Greenpeace International activists from around the world have paddled and protested around MV COCO, a specialized offshore drilling vessel currently collecting data for deep sea mining frontrunner, The Metals Company, on its last expedition before it files the world’s first ever application to mine the seabed in the Pacific Ocean.

กรกฎาคม 2566 เกิดเรื่องอื้อฉาวเกี่ยวกับอุตสาหกรรมเหมืองทะเลลึกที่ไม่ได้รับไฟเขียวอนุมัติให้ดำเนินโครงการ กรีนพีซได้รณรงค์เพื่อให้โลกเห็นว่าอุตสาหกรรมดังกล่าวอาจมีความเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดผลกระทบต่อมหาสมุทรมากเพียงใด ซึ่งทำให้มีผู้คนเข้าร่วมการเรียกร้องนี้มากมาย จนทำให้คณะกรรมการในองค์กรพื้นทะเลระหว่างประเทศ (The International Seabed Authority : ISA) ยังไม่อนุญาตให้อุตสาหกรรมเริ่มทำเหมืองใต้ทะเลลึกเพื่อการพาณิชย์ในระยะเวลาอันใกล้นี้

เมื่อกรีนพีซเริ่มยกระดับคัดค้านโครงการเหมืองทะเลลึกในเดือนตุลาคม 2565 เราได้รับการสนับสนุนจากประเทศ 8 ประเทศให้เลื่อนการทดลองการขุดเจาะเหมืองที่อาจก่อความเสียหายออกไป และหนึ่งปีต่อมา ก็มีรัฐบาลจากประเทศต่าง ๆ เพิ่มขึ้นจากเดิมอีก 3 เท่าที่ไม่เห็นด้วยกับการโครงการของอุตสาหกรรมนี้ เป็นเพราะกรีนพีซจากหลายประเทศทั่วโลกที่ร่วมรณรงค์คัดค้านจนกระทั่งรัฐบาลหลายประเทศไม่เห็นด้วยกับโครงการเหมืองทะเลลึกที่เต็มไปด้วยความเสี่ยงนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐบาลในกลุ่มประเทศที่มักสนับสนุนการทำเหมือง เช่น แคนาดา บราซิล สหราชอาณาจักร และเม็กซิโก

เมื่อการใช้เครื่องบินส่วนตัวของกลุ่มคนร่ำรวยเป็นการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และกำลังถูกจับตามอง

นักกิจกรรมจาก Extinction Rebellion และกรีนพีซ เนเธอร์แลนด์ รวมตัวประท้วงอย่างสันติที่สนามบิน Amsterdam Schiphol Airport ซึ่งเป็นสนามบินที่ใหญ่ที่สุดแห่งที่สองของสหภาพยุโรป © Marten van Dijl / Greenpeace

ในปี 2566 เดียวกันนี้เอง ประเด็นใหม่ที่น่าจับตามองและเป็นที่พูดถึงอย่างแพร่หลายคือการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ผ่านเครื่องบินส่วนตัวจนมีหลาย ๆ กลุ่มเริ่มรณรงค์คัดค้าน ด้วยแรงกดดันของกรีนพีซและเครือข่ายพันธมิตรทำให้ในที่สุดก็ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายในสหภาพยุโรปขึ้น ในออสเตรเลีย ฝรั่งเศสและเนเธอร์แลนด์มีการเรียกร้องให้ประเทศสมาชิกสหภาพฯ ใช้กฎหมายเกี่ยวกับการใช้เครื่องบินส่วนตัวอย่างเข้มงวดมากขึ้นเป็นครั้งแรก นอกจากนี้ยังเกิดการหารือเกี่ยวกับกฎระเบียบของเครื่องบินส่วนตัวในการประชุมสภาการขนส่งของสหภาพฯอีกด้วย

เมื่อเดือนเมษายน 2566 สนามบินสคิปโพลยื่นข้อเสนอที่จะแบนเครื่องบินส่วนตัว หลังจากการรณรงค์ครั้งนั้นของกรีนพีซและเครือข่ายพันธมิตรอื่น ๆ ในเนเธอร์แลนด์ นอกจากนี้ยังมีประเทศเบลเยียมที่เสนอให้เก็บภาษีการใช้เครื่องบินส่วนตัวและไฟลท์บินระยะสั้น รวมทั้งเมื่อเดือนกรกฎาคม 2566 โปรตุเกสยังออกกฎหมายเก็บภาษีคาร์บอนจากการใช้เครื่องบินส่วนตัวอีกด้วย

หลังจากนี้เราคาดหวังว่าการณรงค์จะกระจายออกไปเป็นวงกว้างและทั่วโลกจะร่วมแบนการใช้เครื่องบินส่วนตัวและไฟลท์บินระยะสั้น เครื่องบินส่วนตัวคือการเดินทางที่ปลดปล่อยมลพิษมากที่สุดและมีความเหลื่อมล้ำมากที่สุด ดังนั้นหากเลิกใช้การเดินทางด้วยวิธีนี้จะสร้างความเป็นธรรมด้านสภาพภูมิอากาศมากขึ้น

วิกฤตสภาพภูมิอากาศและประเด็นสิทธิมนุษยชนถูกอ้างถึงในศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ

ภาพของกรีนพีซออสเตรเลีย แปซิฟิก ที่กำลังร่วมเฉลิมฉลอง “week of action” เพื่อยืนหยัดกับกลุ่มเยาวชนและเครือข่ายท้องถิ่นจากแปซิฟิกและทั่วโลก ซึ่งกำลังรณรงค์ให้สมาชิกรัฐสภาของประเทศโหวต เห็นด้วย กับ ความเห็นของที่ปรึกษาจากศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (International Court of Justice : ICJ AO) © Steven Lilo / Greenpeace

ถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ด้านความเป็นธรรมทางสภาพภูมิอากาศ โดยเมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2566 สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ United Nations General Assembly (UNGA) เรียกร้องให้ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (International Court of Justice : ICJ) ยกประเด็นความเห็นของที่ปรึกษาเกี่ยวกับหน้าที่ของแต่ละประเทศในการปกป้องสิทธิของประชาชนจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศ และผลทางกฎหมายระหว่างประเทศในกรณีที่มีประเทศใดประเทศหนึ่งฝ่าฝืนหน้าที่เหล่านี้

กลุ่มนักศึกษาด้านกฎหมายที่เป็นที่รู้จักในชื่อ Pacific Islands Students Fighting Climate Change (PISFCC) เป็นกลุ่มที่เริ่มยื่นเรื่องดังกล่าวกับองค์การสหประชาชาติ ก่อนที่รัฐบาลวานัวตูจะรับเรื่องต่อ กรีนพีซทำงานอย่างใกล้ชิดร่วมกับนักศึกษากลุ่มนี้ นักศึกษาจากกลุ่ม WY4CJ และเครือข่ายพันธมิตรท้องถิ่นอีกหลายกลุ่ม เพื่อรวบรวมเสียงสนับสนุนจากสมาชิกสหประชาชาติในหลายประเทศทั่วโลก นี่คือเรื่องราวของความรัก ความเป็นหนึ่งเดียวกัน และยังเป็นความสร้างสรรค์ที่เติบโตจากการทำงานจากประชาชนฐานรากไปสู่การขับเคลื่อนระดับโลก

เรามีสิทธิในการรณรงค์และประท้วงอย่างสันติ

ภาพในปี 2556 ผู้สนับสนุนกรีนพีซร่วมประท้วงให้กับกรณีลูกเรืออาร์กติก ซันไรส์ถูกจับ กิจกรรมเกิดขึ้นที่  Puerta del Sol ในกรุงแมดริกเพื่อเรียกร้องให้ปล่อยลูกเรืออาร์กติกซันไรส์ทั้ง 30 คน © Jose Luis Roca / Greenpeace

ในวันที่ 27 มิถุนายน 2566 ศาลสิทธิมนุษยชนยุโรปมีคำพิพากษาคดีที่ดำเนินมายาวนานระหว่างลูกเรือ เรืออาร์กติก ซันไรส์ของกรีนพีซ กับ รัสเซีย โดยพบว่าทางการรัสเซียควบคุมตัวลูกเรือ เรืออาร์กติก ซันไรส์จำนวน 28 คน พร้อมกับนักข่าวอิสระอีก 2 คนโดยพลการและละเมิดสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก

เมื่อเดือนกันยายน ปี 2556 กลุ่มลูกเรือที่ต่อมาเป็นที่รู้จักในชื่อ อาร์กติก 30 (Arctic 30) ถูกควบคุมตัวโดยต้องสงสัยว่ากระทำความผิดทางอาญาหลังกองทหารคอมมานโดของรัสเซียขึ้นไปบนเรืออาร์กติก ซันไรส์ และยึดเรือเอาไว้ หลังจากที่เรืออาร์กติก ซันไรส์ติดตามและรณรงค์คัดค้านการขุดเจาะน้ำมันที่แท่นขุดเจาะ Prirazlomnaya ในทะเลเพโชรา (Pechora Sea) ที่อยู่ห่างออกจากอ่าวรัสเซียออกไปทางตอนเหนือ พวกเขาถูกกักตัวอยู่ในศูนย์กักกันของรัสเซียเป็นเวลากว่า 2 เดือน ก่อนจะถูกปล่อยตัวทั้งหมดและได้รับอนุญาตให้ออกจากประเทศได้

ยังมีความสำเร็จในงานรณรงค์อีกประเด็นหนึ่ง นั่นคือศาลเนเธอร์แลนด์ตัดสินให้กรีนพีซสามารถประท้วงอย่างสันติ คัดค้านเรือสำรวจแร่ในโครงการเหมืองทะเลลึก ซึ่งก่อนหน้านี้นักกิจกรรมประท้วงอย่างสันติมาแล้วมากกว่า 200 ชั่วโมงในมหาสมุทรแปซิฟิก