เคยสงสัยไหมว่า อากาศก็ร้อนและแปรปรวนขึ้นทุกปี คุณภาพอากาศก็แย่ขึ้นทุกปี สิ่งแวดล้อมมีแต่แย่ลง แต่ภาครัฐและภาคอุตสาหกรรมต่างพยายามบอกว่า “เราช่วยลดโลกร้อน(เดือด)ได้ ด้วยกิจกรรมชดเชยคาร์บอน” [1]

กลายเป็นว่าทางออกจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศ หรือที่ไทยนิยามว่า “โลกเดือด” ในทุกวันนี้กลับเทไปที่การนำกลไกตลาดมาช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หรือ “ตลาดซื้อขายคาร์บอน(carbon markets) ซึ่งอาศัยหลักการที่ทำให้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกมีต้นทุนที่ต้องจ่าย (carbon pricing) ขณะที่คนที่สามารถลดก๊าซเรือนกระจกก็จะได้รับผลตอบแทน กล่าวคือ หากองค์กรใดมีการดำเนินงานที่สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำกว่ากรณีการปล่อยตามปกติ หรือดูดซับก๊าซเรือนกระจกได้สูงกว่าปริมาณการดูดซับปกติ หรือปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำกว่าเพดานที่ทางการกำหนด(cap) จะได้รับคาร์บอนเครดิตหรือสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เหลือไปขายให้กับองค์กรหรือบุคคลอื่นที่ต้องการซื้อเพื่อนำไปชดเชยสถานะการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของตนเองให้ลดลง ทดแทนการดำเนินงานเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยตรง

ผู้สนับสนุนอ้างว่า “ระบบตลาดซื้อขายคาร์บอนจะทำให้ปริมาณก๊าซเรือนกระจกสุทธิ (ปริมาณที่ปล่อยออกมาหักกับปริมาณที่สามารถลดหรือดูดซับได้) ของทั้งประเทศลดลง และการชดเชยคาร์บอนถือเป็นระบบที่เป็นประโยชน์ร่วม สามารถระดมเงินหลายพันล้านดอลลาร์เข้าสู่โครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในประเทศกำลังพัฒนา เช่น โครงการพลังงานหมุนเวียน เป็นต้น

แต่การชดเชยคาร์บอนถูกตั้งคำถามและได้รับการตรวจสอบอย่างเข้มงวดจากนักวิจัย สื่อมวลชน และกระบวนการทางกฎหมายเพิ่มขึ้น มีหน่วยธุรกิจ บริษัทอุตสาหกรรมต่างๆ ใช้การชดเชยคาร์บอนเป็นเสมือนใบผ่านทางให้บริษัทอุตสาหกรรมยังสามารถทำธุรกิจที่ทำลายสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของเราได้ดังเดิม ซ้ำเติมความไม่เป็นธรรมทางสภาพภูมิอากาศ (Climate Justice)

เครือข่ายภาคประชาชนจากทั่วประเทศ เดินขบวน เรียกร้องให้รัฐบาลไทย หยุดฟอกเขียว จากโมเดลเศรษฐกิจ BCG  (เศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน เศรษฐกิจสีเขียว: Bio-Circular-Green Economy) และสร้างเศรษฐกิจที่ยั่งยืนและเป็นธรรมสำหรับทุกคน ในระหว่างที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอดผู้นำเอเปค 2565  ในวันที่ 16-18 พฤศจิกายน 2565

ความเป็นมาของการชดเชยคาร์บอน(Carbon Offset)

คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(IPCC) นิยาม”การชดเชยคาร์บอน” ว่าเป็น “การลด(reduction) การหลีกเลี่ยง(aviodance) หรือการกำจัดออก(removal)ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง(entity) ก๊าซเรือนกระจกที่ลด หลีกเลี่ยง หรือกำจัดออกได้จะถูกซื้อโดยหน่วยงานอื่นๆ เพื่อหักลบการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยหน่วยงานอื่นๆนั้น” [2] 

On the eve of the shareholders’ meeting of ENI, activists of Greenpeace Italy climb the headquarters of the Italian oil giant, with the aim of unveiling the bluff of the company, which focuses on greenwashing to continue to extract and burn fossil gas and oil with impunity. At the same time, another group of activists brought the floating reproduction of a melting iceberg to the pond in front of the ENI headquarters, a testimony of the dramatic impacts of the climate emergency.

ตัวอย่างเช่น สายการบินในประเทศที่พัฒนาแล้วที่อ้างว่าจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก สามารถจ่ายเงินเพื่อซื้อคาร์บอนเครดิตจากโครงการปกป้องพื้นที่ป่าฝนเขตร้อนในแอมะซอนได้ ตามทฤษฎีแล้วก็จะช่วย “ชดเชย” การปล่อยก๊าซเรือนกระจกบางส่วนของสายการบินดังกล่าว

ความเป็นมาของการชดเชยคาร์บอนย้อนหลังกลับไปกว่า 6 ทศวรรษ [3] มาสู่กฎหมายสิ่งแวดล้อมของสหรัฐอเมริกาในช่วงทศวรรษ 1970 โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การแก้ไขพระราชบัญญัติอากาศสะอาดซึ่งริเริ่มการทดลองในระยะแรกด้วยการชดเชยการปลดปล่อยมลพิษตะกั่ว ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ และไนตรัสออกไซด์ในสหรัฐอเมริกาซึ่งวางรากฐานต่อมาตรการทางการตลาดในการจัดการสิ่งแวดล้อมทั่วโลก

ในช่วงการเจรจาพิธีสารเกียวโตซึ่งเป็นความตกลงที่มีผลผูกพันทางกฎหมายฉบับแรกภายใต้กรอบอนุสัญญากรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(UNFCCC)สำหรับประเทศที่พัฒนาแล้วในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การชดเชยคาร์บอนนั้น “มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเมืองด้านสภาพภูมิอากาศ” โดยเฉพาะเพื่อซื้อใจสหรัฐอเมริกา แม้ว่าต่อมาสหรัฐอเมริกาลงนามแต่สุดท้ายก็ไม่ได้ให้สัตยาบันพิธีสาร

เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภาคบังคับในพิธีสารเกียวโต ประเทศและเขตการปกครองต่างๆ จึงเริ่มทดลองตลาดซื้อขายการปล่อยก๊าซเรือนกระจก(Emission Trading Scheme-ETS) และการชดเชยคาร์บอน หนึ่งในนั้นคือระบบในสหราชอาณาจักร รัฐนิวเซาธ์เวลส์ของออสเตรเลีย ตลาดหุ้นด้านสภาพภูมิอากาศของรัฐชิคาโก(Chicago Climate Exchange) และที่โดดเด่นที่สุดคือ ตลาดซื้อขายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสหภาพยุโรป(EU ETS) ในปี 2548 เป็นต้น

แม้ว่าตลาดคาร์บอนภายใต้พิธีสารเกียวโตจะคลี่คลายลงในปี 2555 การชดเชยคาร์บอนกลับขยายไปสู่ระบบการซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจซึ่งส่วนใหญ่ไม่มีการควบคุม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มาตรา 6 ของความตกลงปารีส(Paris Agreement)นั้น [4] ชัดเจนว่าเปิดช่องทางให้มีการชดเชยคาร์บอน

มาตรา 6 ในความตกลงปารีสปี 2558 มีความยาวเพียงเก้าย่อหน้า เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับกฎเกณฑ์การดำเนินงานรวมถึงรายงานการจัดทำบัญชีการปล่อยก๊าซเรือนกระจก(Paris rulebook)  แต่เป็นที่ถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง กรีนพีซตีความว่า มาตรา 6 ส่งเสริมความร่วมมือต่างๆ ระหว่างประเทศเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่รัฐภาคีและภาคอุตสาหกรรมส่วนใหญ่มองว่า มาตรา 6 เกี่ยวข้องกับการเปิดตลาดโลกเพื่อการชดเชยคาร์บอน

การประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสมัยที่ 26 (COP26) ที่เมืองกลาสโกว์ สกอตแลนด์ ในปี 2564 รัฐบาลประเทศต่างๆ ประกาศยุทธ์ศาสตร์ระยะยาวในการบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์(Net Zero) ภายในปี 2593 ส่วนแผน Net Zero ของไทยตั้งเป้าหมายไว้ภายในปี 2608

สมาน บุญครอง ชาวนาในพื้นที่อำเภอชุมพลบุรี จังหวัดสุรินทร์ เร่งเกี่ยวข้าวออกจากแปลงนาที่โดนน้ำท่วมแม้ว่าข้าวจะยังสุกไม่เต็มที่

ประเทศไทยได้ถูกจัดเป็นประเทศที่มีความเสี่ยงสูงที่สุดอันดับที่ 9 ของโลก ที่จะได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ในรายงาน Global Climate Risk Index 2021 ของ Germanwatch ซึ่งวิกฤตด้านสภาพภูมิอากาศและภัยพิบัติยังคงมีแนวโน้มทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น 

กรีนพีซ ประเทศไทยเรียกร้องให้รัฐสภาไทยประกาศภาวะฉุกเฉินด้านสภาพภูมิอากาศ เพื่อออกกฎหมายหรือวางมาตรการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุอย่างจริงจังมากกว่าแค่การฟอกเขียวอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
สมาน บุญครอง ชาวนาในพื้นที่อำเภอชุมพลบุรี จังหวัดสุรินทร์ เร่งเกี่ยวข้าวออกจากแปลงนาที่โดนน้ำท่วมแม้ว่าข้าวจะยังสุกไม่เต็มที่ ประเทศไทยได้ถูกจัดเป็นประเทศที่มีความเสี่ยงสูงที่สุดอันดับที่ 9 ของโลก ที่จะได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ในรายงาน Global Climate Risk Index 2021 ของ Germanwatch ซึ่งวิกฤตด้านสภาพภูมิอากาศและภัยพิบัติยังคงมีแนวโน้มทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น กรีนพีซ ประเทศไทยเรียกร้องให้รัฐสภาไทยประกาศภาวะฉุกเฉินด้านสภาพภูมิอากาศ เพื่อออกกฎหมายหรือวางมาตรการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุอย่างจริงจังมากกว่าแค่การฟอกเขียวอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
© Roengrit Kongmuang / Greenpeace

อย่างไรก็ตาม “Net Zero” ก็ยังเอื้อให้อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิลเดินหน้าสำรวจ ขุดเจาะ สกัดและเผาไหม้ถ่านหิน ก๊าซและน้ำมันต่อไป และจ่ายเงินจ้างใครสักคนทำการดึงก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากชั้นบรรยากาศโดยการปลูกป่าชดเชย กลไกซื้อขายคาร์บอน (Emission Trading) ไปจนถึงการใช้เทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน [5]  ที่ต้นทุนสูงลิบลิ่วและไม่ได้รับการพิสูจน์

เหตุผลที่การชดเชยคาร์บอนไม่ช่วยกู้วิกฤตสภาพภูมิอากาศ

การชดเชยคาร์บอนไม่ได้หยุดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศ แต่เป็นเหมือนการลดการปล่อยในบัญชีแยกประเภทที่ผู้ก่อมลพิษทำขึ้นมา ทีมนักวิทยาศาสตร์ที่ร่วมทำรายงานการประเมินของ IPCC ระบุว่า โลกจำเป็นต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทันทีในปริมาณมหาศาลและสม่ำเสมอ แต่การชดเชยคาร์บอนนั้นอยู่ตรงกันข้าม โดยเป็นใบอนุญาตให้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อไป สร้างแรงจูงใจในการแปลงทรัพยากรธรรมชาติให้กลายเป็นสินค้า และเอื้ออำนวยให้บรรษัทและรัฐบาลที่ทรงอิทธิพลเข้ายึดครองผืนแผ่นดินของชุมชนที่เปราะบาง เหยียบย่ำสิทธิมนุษยชน และทำลายระบบนิเวศ

เหตุผลต่อไปนี้ชี้ให้เห็นว่าการชดเชยคาร์บอนภาคป่าไม้ไม่ช่วยกู้วิกฤตสภาพภูมิอากาศ

1. ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ยืนยันว่า เราไม่สามารถทำการชดเชยคาร์บอนเพื่อให้บรรลุเป้าหมายความตกลงปารีสที่มุ่งจำกัดมิให้อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกเพิ่มเกิน 1.5 องศาเซลเซียส

ในรายงานการประเมินครั้งที่ 6 ของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(IPCC 6th Assessment Report) นั้นไม่อ้างอิงถึงการชดเชยคาร์บอนในฐานะทางออกจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศ [6] และ “…ภายใต้มาตราการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่มุ่งมั่นที่สุดทั้งในระดับโลกหรือในระดับประเทศ การดูดกลับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากชั้นบรรยากาศ(carbon dioxide removal) ไม่สามารถทดแทนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก(จากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล)ให้มากที่สุดอย่างรวดเร็วได้…” [7] 

Activists march during Global Climate Strike in Jakarta. Greenpeace Indonesia joins the Climate Pause Coalition which includes environmental organizations, cross-sectoral civil society organizations, and communities, including marginalized communities and individuals who feel it is important to collectively voice the climate crisis, which is a real threat to the earth's population today and its impact on the safety of society, especially vulnerable and marginalized groups.
นักกิจกรรมและเยาวชนร่วมเดินขบวนประท้วง เรียกร้องให้รัฐแก้ไขและรับมือกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศอย่างแท้จริงในช่วง Global Climate Strike ในกรุงจาการ์ตา โดยมีนักกิจกรรมของกรีนพีซ อินโดนีเซียร่วมเดินขบวนเรียกร้องในครั้งนี้ร่วมกับเครือข่ายที่ทำงานด้านสิทธิชุมชนและสิ่งแวดล้อม เพื่อส่งเสียงของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศ

2. กว่า 90% ของโครงการคาร์บอนภาคป่าไม้ลดก๊าซเรือนกระจกไม่ได้จริง

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีการขยายตัวครั้งใหญ่ของการชดเชยคาร์บอนในกลุ่มประเทศที่มีการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว และภาคอุตสาหกรรมมีความประสงค์จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมของตนโดยการจ่ายเงินซื้อคาร์บอนเครดิตที่เกิดขึ้นจากโครงการชดเชยคาร์บอนในที่ต่างๆ การชดเชยคาร์บอนกลายเป็นเครื่องมือที่เอื้อต่อผู้ก่อมลพิษในการดำเนินธุรกิจต่อไปตามปกติ

รูปแบบการชดเชยคาร์บอนที่โดดเด่นคือ โครงการอนุรักษ์ป่าไม้(forest protection scheme) การปลูกป่า(tree-planting) อย่างไรก็ตาม การรวบรวมกรณีศึกษาโดย Carbon Brief พบหลักฐานเชิงประจักษ์ที่แสดงให้เห็นว่าโครงการอนุรักษ์ป่าไม้และปลูกป่าชดเชยคาร์บอนสร้างความไม่เป็นธรรมและละเมิดสิทธิชนเผ่าพื้นเมืองและชุมชนท้องถิ่น พวกเขาถูกบังคับให้ย้ายออกจากที่ดินของตนอันเป็นผลมาจากโครงการชดเชยคาร์บอนในสาธารณรัฐคองโก และสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (DRC) แอมะซอนของบราซิล โคลอมเบีย และเปรู เคนยา มาเลเซีย และอินโดนีเซีย [8] 

เมื่อต้นปี 2566 The Guardian ตีแผ่ข้อมูลการวิเคราะห์ที่สำคัญเกี่ยวกับโครงการชดเชยคาร์บอนภาคป่าไม้ที่ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการจากมาตรฐานตลาดคาร์บอน Verra ว่า 94% ของคาร์บอนเครดิตไม่ก่อประโยชน์อะไรเลยให้กับสภาพภูมิอากาศ และไม่ได้ช่วยเรื่องการปกป้องผืนป่าอีกด้วย [9] 

รายงานข่าวสืบสวนสอบสวนของ The Guardian ยังพบว่า ประเด็นเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนยังเป็นเรื่องน่ากังวลในโครงการชดเชยคาร์บอน เช่น การยึดพื้นที่ป่าจากชุมชนในประเทศเปรูเพื่อมาเป็นป่าคาร์บอน กลุ่มบริษัทที่อยู่ในมาตรฐาน Verra นั้นรวมถึงบริษัท Gucci, Salesforce, BHP, Shell, Disney และบริษัทยักษ์ใหญ่อื่นๆ การตีแผ่เช่นนี้นอกจากจะเป็นการตั้ง                                                                                                                                                   คำถามต่อโครงการชดเชยคาร์บอนแล้ว ยังตั้งข้อสงสัยต่อการที่บริษัทต่างๆ กล่าวว่าผลิตภัณฑ์ของตนนั้นมีความ “เป็นกลางทางคาร์บอน” แท้ที่จริงแล้วซ่อนอะไรอยู่บ้าง และมีข้อเท็จจริงแค่ไหน

Climate emergency rally at Sydney Town Hall, NSW.

3.การชดเชยคาร์บอนไม่ช่วยยุติการทำลายป่า หรือการปกป้องชุมชนในเขตป่า

การปลูกป่าเพื่อขายคาร์บอนเป็นอีกหนึ่งมายาคติที่บริษัทอุตสาหกรรมพยายามจะสร้างขึ้น และเป็นช่องโหว่สำคัญของการชดเชยคาร์บอน เนื่องจากการชดเชยคาร์บอนนั้นไม่ได้ยุติการทำลายป่าในห่วงโซ่การผลิตที่กำลังเกิดขึ้นในพื้นที่หนึ่ง แต่เพียงแค่ย้ายไปทำลายหรือซื้อคาร์บอนเครดิตในพื้นที่อื่นแทน ซึ่งอาจจะเป็นในพื้นที่ป่าอีกซีกโลกหนึ่งที่ขายคาร์บอนเครดิต จนถึงปัจจุบันมีการศึกษาวิจัยหลายชิ้นระบุว่าโครงการชดเชยคาร์บอนนั้นคือความล้มเหลวของการปกป้องป่า คน และสภาพภูมิอากาศ

การนำผืนป่ามาเป็นคาร์บอนเครดิตนั้นไม่เพียงแค่เป็นการสร้างวาทกรรมใหม่ของระบบทุนนิยมและเสรีนิยมที่ลดทอนคุณค่าของป่าไม้เป็นแค่สถานที่ที่สามารถเปลี่ยนเป็นเงินและค่าคาร์บอนเครดิต ซึ่งในความเป็นจริงป่าไม้ในแต่ละพื้นที่คือความหลากหลายทางชีวภาพที่มีสิ่งมีชีวิตแตกต่างออกไป และไม่สามารถทดแทนได้ด้วยผืนป่าในพื้นที่อื่นของโลก ไม่เท่านั้น ป่ายังเป็นพื้นที่สำหรับชุมชนที่พึ่งพิงผืนป่าและเป็นบ้านของชนพื้นเมืองชาติพันธุ์ที่มักจะถูกลิดรอนสิทธิและไม่ได้รับความเป็นธรรมทางสังคมอย่างเท่าเทียม กรณีการเปลี่ยนผืนป่าเป็นป่าคาร์บอนเครดิตนั้นมีผลกระทบที่สำคัญต่อชนพื้นเมืองชาติพันธุ์ และมักถูกมองว่าเป็นการแย่งยึดพื้นที่จากชุมชนท้องถิ่นในรูปแบบใหม่ หรือที่ชนพื้นเมืองแอมะซอนเรียกว่าเป็น “โจรสลัดคาร์บอน” [10]

Between September 6 and 12, Greenpeace Brasil carried out a field expedition in the Amazon, passing through Porto Velho, in Rondônia and Humaitá and Lábrea, in Amazonas, to record the advance of deforestation in the region, fire and the impacts of fire.

In the early hours of the morning, it is possible to see evapotranspiration from trees, which send moisture into the atmosphere. Humaitá, Amazonas

รูปแบบการรุกรานพื้นที่ชนพื้นเมืองนี้เป็นภัยคุกคามรูปแบบใหม่ โดยผู้นำชนพื้นเมืองเผยว่าพวกเขาได้รับการติดต่อจากบริษัทชดเชยคาร์บอนที่อ้างคำสัญญาด้านเศรษฐกิจ เงินก้อนโตต่าง ๆ หากยินยอมขายคาร์บอนเครดิตให้กับเขา และมีบางกรณีที่เมื่อเซ็นสัญญาแล้วกลับไม่อนุญาตให้ชนพื้นเมืองเข้าถึงพื้นที่ของตนได้ รวมถึงมีในรูปแบบที่สัญญาเป็นภาษาอังกฤษที่หนามาก ไม่มีการอธิบายว่าคืออะไร และชุมชนพื้นเมืองส่วนใหญ่ไม่สามารถอ่านภาษาอังกฤษได้ หรือสามารถอ่านออกเขียนได้ในภาษาทางการได้น้อย พวกเขาจึงไม่ได้รับข้อมูลอย่างแท้จริงว่ากำลังติดในข้อกำหนดสัญญาอะไร และจะมีผลกระทบอย่างไรตามมา อีกกรณีการคุกคามที่เกิดขึ้นที่ป่าในเคนย่าถูกบันทึกไว้ในรายงาน “Blood Carbon” โดยองค์กร Survival International  [11] ระบุถึงโครงการชดเชยคาร์บอนของ Verra ที่คุกคามการทำเกษตรแบบดั้งเดิมตามวัฒนธรรมของชนพื้นเมือง ส่งผลถึงวิถีชีวิต รายได้ และความมั่นคงทางอาหารของชุมชน

การชดเชยคาร์บอนในภาคป่าไม้จึงเชื่อมโยงกับการละเมิดสิทธิมนุษยชน [12] อย่างมาก ซึ่งอาจนำไปสู่การขับไล่ชนพื้นเมืองหรือชุมชนในป่าจากบ้านของตน เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของบริษัท โดยที่ผลักภาระการลดคาร์บอนของกลุ่มทุนยักษ์ใหญ่ไปสู่ผู้ที่มีส่วนปล่อยคาร์บอนน้อยอย่างชุมชนในป่า

Greenpeace activists protest in front of the Brazilian Embassy in Buenos Aires to show their solidarity with the indigenous people in Brazil. With a banner and portraits of indigenous representatives, the environmentalists call for the Brazilian government under President Jair Bolsonaro to preserve the Amazon rainforest and protect the indigenous communities. The global protests are taking place in eleven cities, including Oslo, Vienna and Washington.

4.การชดเชยคาร์บอนคือเครื่องมือใหม่ของการฟอกเขียวและแผนสร้างภาพลักษณ์ของอุตสาหกรรมฟอสซิล

เรากำลังเผชิญกับภาวะฉุกเฉินทางสภาพภูมิอากาศ ตัวการโลกเดือดรายใหญ่ คืออุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิลที่ต้องยุติการขุดเจาะแหล่งสำรองฟอสซิลแหล่งใหม่ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดห่วงโซ่อุปทานและมีภาระรับผิดในการจ่ายความสูญเสียและความเสียหายจากผลกระทบของวิกฤตสภาพภูมิอากาศ การปลูกต้นไม้ [13] หรือซื้อขายคาร์บอนเครดิตจากภาคป่าไม้จึงไม่ได้ช่วยอะไรดังที่กล่าวไปข้างต้น

ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ชี้ชัดแล้วว่า คาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศที่ถูกปลดปล่อยออกมานั้นสามารถคงอยู่ต่อไปได้อีกนับศตวรรษ หรือยาวนานกว่านั้น [14] และต้นไม้ที่ปลูกใหม่นั้นกว่าจะมีศักยภาพเพียงพอในการดูดซับคาร์บอนอาจจะต้องใช้เวลาหลายทศวรรษ[15] และยังมีตัวแปรอื่นๆ อีกที่สามารถทำให้ป่าปลูกใหม่ตายไป เช่น ไม่ใช่พันธุ์ท้องถิ่น ภัยแล้ง ไฟป่า และการทำลายป่าด้วยปัจจัยต่างๆ 

นั่นหมายความว่าโครงการชดเชยคาร์บอนภาคป่าไม้นอกจากไม่นำไปสู่การลดก๊าซเรือนกระจกในระดับที่ช่วยหลีกเลี่ยงไม่ให้โลกเดือดไปกว่านี้แล้วยังเป็นเงื่อนไขให้มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มขึ้นอีกด้วย

View of Suralaya coal power plant in Cilegon city, Banten Province, Indonesia.

ท้ายที่สุดแล้ว การชดเชยคาร์บอนภาคป่าไม้ทั้งหลายจึงเป็นแค่โครงการที่สร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับบริษัทอุตสาหกรรมว่ายั่งยืนและรักษ์โลก หรือดึงดูดผู้บริโภคที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม ถึงเวลาที่ทั้งผู้นำประเทศและกลุ่มอุตสาหกรรมยักษ์ใหญ่ ต้องยอมรับความจริงกันแล้วว่า ปลูกต้นไม้แค่ไหนก็ไม่พอที่จะกู้วิกฤตสภาพภูมิอากาศที่กำลังเกิดขึ้นจากธุรกิจที่ทำกำไรจากการล่มสลายของสิ่งแวดล้อมได้ ทางรอดของโลกทางเดียวเท่านั้น คือการเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบพลังงาน ระบบอาหารและระบบการผลิตการบริโภคของสังคมที่มีความยั่งยืนและเป็นธรรมอย่างแท้จริง


หมายเหตุ : 

[1] ช่วยลดโลกร้อนได้…ด้วยกิจกรรมชดเชยคาร์บอนจาก อบก. YouTube: https://www.youtube.com/watch?v=qSiGH0otUCE

[2] No space for ANY offsets in IPCC’s remaining carbon budget

[3] Timeline: The 60-year history of carbon offsets

[4] กรีนพีซระบุการเจรจามาตรา 6 ที่ COP26 ขยายช่องโหว่ของความตกลงปารีส

[5] Carbon Capture and Storage

[6] No space for ANY offsets in IPCC’s remaining carbon budget

[7]  Babiker, M., et al. 2022. Chapter 12: Cross-sectoral perspectives. In IPCC, 2022: Climate Change 2022: Mitigation of Climate Change. Contribution of Working Group III to the Sixth Assessment Report of the Intergovernmental Panel on Climate Change [P.R. Shukla, et al. (eds.)]. Cambridge University Press, Cambridge, UK and New York, NY, USA. doi: 10.1017/9781009157926.005. Page 1262.

 [8] https://interactive.carbonbrief.org/carbon-offsets-2023/mapped.html

[9] https://www.theguardian.com/environment/2023/jan/18/revealed-forest-carbon-offsets-biggest-provider-worthless-verra-aoe

[10] https://www.theguardian.com/environment/2023/jan/21/amazon-indigenous-communities-carbon-offsetting-pirates-aoe

https://www.survivalinternational.org/news/13659

[11]  https://www.survivalinternational.org/news/13659 

[12] https://www.climatechangenews.com/2019/12/09/carbon-offsets-patchy-human-rights-record-now-un-talks-erode-safeguards/

[13] https://www.theecoexperts.co.uk/blog/are-tree-planting-schemes-working

[14] https://www.nature.com/articles/climate.2008.122

[15] https://www.greenpeace.org.uk/news/the-biggest-problem-with-carbon-offsetting-is-that-it-doesnt-really-work/