ในปี 2566 ที่ผ่านมาโลกของเรายังคงเผชิญกับหายนะทางสิ่งแวดล้อมหลายประเด็น ทั้งวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่ทำให้โลกตระหนักถึงความรุนแรงที่เกิดขึ้น สถานการณ์สิทธิชุมชนชายฝั่งที่ถูกละเมิดรวมทั้งการคุกคามทรัพยากรในมหาสมุทรโลก ความรุนแรงของมลพิษทางอากาศที่เลวร้ายขึ้นเรื่อย ๆ รวมทั้งความพยายามในการแก้วิกฤตต่าง ๆ ผ่านการประชุมด้านสภาพภูมิอากาศอย่าง COP28 ท่ามกลางความพยายามในการฟอกเขียวของผู้ก่อมลพิษหลักอย่างกลุ่มอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิล รวมทั้งยังมีการเจรจาเพื่อแก้ปัญหามลพิษพลาสติกอย่างการประชุมด้านสนธิสัญญาพลาสติกโลก 

นี่คือประเด็นสำคัญด้านสิ่งแวดล้อมที่กรีนพีซอยากชวนทุกคนมาทบทวนในต้นปี 2567 เพื่อการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ตรงจุดมากกว่าเดิม

The 28th Session of the International Seabed Authority starts on 16th March with world delegates gathering in Kingston, Jamaica less than two weeks after the Global Ocean Treaty was agreed at the United Nations. The meeting is a critical moment for the future of the oceans as deep sea mining companies are rushing the start of this risky industry.

สถานการณ์วิกฤตสภาพภูมิอากาศโลก

ในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาเป็นเดือนที่ถูกบันทึกให้มีอุณหภูมิร้อนที่สุดตั้งแต่เริ่มมีการบันทึกสถิติมา แต่ที่แย่ไปกว่านั้นคือ ปีนี้เป็นปีของปรากฎการณ์เอลนีโญ (El Niño–Southern Oscillation, or ENSO) ที่เป็นช่วงเวลาที่ระบบภูมิอากาศโลก มีสภาพอากาศร้อนและแปรปรวน 

แต่นอกจากอุณหภูมิที่สูงขึ้นทำให้อากาศร้อน วิกฤตสภาพภูมิอากาศยังทำให้อุณหภูมิของน้ำในมหาสมุทรเพิ่มสูงขึ้นและเปลี่ยนสี ในช่วงฤดูร้อน อากาศจะร้อนขึ้นเรื่อย ๆ และในหลายพื้นที่ของโลกมีอุณหภูมิเพิ่มสูงขึ้นถึง 45 องศาเซลเซียส และสภาพอากาศที่แห้งมากขึ้น เป็นสาเหตุทำให้เกิดไฟป่าในประเทศต่าง ๆ เช่น แคนาดา

ยิ่งไปกว่านั้น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้สภาพอากาศร้อนและมีความชื้นมากขึ้น ซึ่งจะทำให้มีฝนตกหนักขึ้น ปริมาณน้ำฝนที่เพิ่มขึ้นทำให้เกิดน้ำท่วมและดินถล่ม ส่งผลกระทบต่อผู้คนในหลายประเทศทั่วโลก ซึ่งรวมถึง ญี่ปุ่น อินเดีย สหรัฐอเมริกา และบราซิล นอกจากนี้ เราทุกคนได้เห็นหายนะจากเหตุการณ์น้ำท่วมที่ปากีสถานเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งทำให้พื้นที่ 1 ใน 3 ของประเทศจมอยู่ใต้น้ำ

A heavy rainfall resulting from Typhoon Haikui marked Hong Kong’s heaviest deluge in its 140-year recorded history, which led to significant property losses for farmers, and at least 110 people were injured.

เพราะวิกฤตสภาพภูมิอากาศนี้เองทำให้ปีที่ผ่านมาหลายประเทศเผชิญกับหายนะทางสภาพอากาศและภัยพิบัติที่รุนแรง เช่น น้ำท่วมในตอนเหนือของอินเดีย สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น สเปน เกาหลีใต้ บราซิลรวมทั้งในภาคใต้ของไทยเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา นอกจากนี้ยังมีคลื่นความร้อนในจีน  และไฟป่าในแคนาดา

อย่างไรก็ดี แม้ว่าจะมีนักกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อมทั่วโลกออกมาแสดงเจตจำนงถึงความต้องการให้ผู้นำแต่ละประเทศต้องลงมือแก้ไขวิกฤตนี้อย่างเร่งด่วน แต่ผู้ก่อมลพิษหลักที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกปริมาณมหาศาลยังไม่ดำเนินการตามมาตรการของรัฐบาลทั้งหมด 

เรายังคงต้องจับตามองความพยายามเพื่อกู้วิกฤตสภาพภูมิอากาศโลกต่อไป ในปีที่ผ่านมา ที่การประชุมระดับผู้นำว่าด้วยการดำเนินการสภาพภูมิอากาศ (Climate Ambition Summit) อันโตนิโอ กูเตอร์เรส (António Guterres) เลขาธิการองค์การสหประชาชาติก็มีท่าทีที่ชัดเจนว่าการประชุมครั้งนี้เกิดขึ้นสำหรับ “กลุ่มที่ต้องขับเคลื่อนเป็นกลุ่มแรก” และการเข้าร่วมนี้จะต้องมี “แนวทางที่เป็นไปได้, ความจริงจัง, และจะต้องมีแผนการแก้ไขวิกฤตสภาพภูมิอากาศแบบใหม่” ซึ่งจะเป็นหมุดหมายสำคัญที่นำไปสู่การรับมือและแก้ไขวิกฤตที่เป็นอยู่อย่างเร่งด่วน

Thousands gathered in New York City for the"March to End Fossil Fuels" in the lead up to the UN Climate Ambition Summit on September 20th. Protestors called on President Biden and global leaders to phase-out fossil fuels and jumpstart a fair and just transition to renewable energy.

การประชุมสนธิสัญญาพลาสติกโลก

ปัจจุบันเรามีข้อมูลที่แน่ชัดแล้วว่า ตัวเลขการผลิตพลาสติกทั่วโลกเพิ่มขึ้นจากปี 2543 ถึงปี 2562 เป็นเท่าตัว โดยโลกผลิตพลาสติกมากถึง 460 ล้านตัน (Mt) ต่อปี และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นอีกเกือบ 3 เท่าภายในปี 2593 นอกจากนี้ยังมีการคาดการณ์ว่าโลกจะปล่อยคาร์บอนได้อีกเพียง 13% เท่านั้นหากต้องการคงอุณหภูมิไว้ไม่เกิน 1.5 องศาเซลเซียส

หากยังไร้การควบคุมก็จะเร่งให้เกิดวิกฤตต่อโลกอย่างหนัก ทั้งวิกฤตสภาพภูมิอากาศ มลพิษและการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ เป็นภัยคุกคามต่อสุขภาพของประชาชนถึงขนาดที่ไม่สามารถจินตนาการได้ รวมทั้งยิ่งทำให้วิกฤตด้านมนุษยธรรมรุนแรงขึ้นทั่วโลก ทั้งปัญหาการเหยียดเชื้อชาติ การเหยียดเพศ และความเหลื่อมล้ำด้านเศรษฐกิจ

Greenpeace International together with artist and activist Benjamin Von Wong unveil a 5-metre tall art installation called the #PerpetualPlastic Machine on the banks of the Seine River on Saturday, May 27, 2023 to present a clear message: the Global Plastics Treaty must stop runaway plastic production and use.

ก่อนหน้านี้รายงานหลายฉบับระบุว่าตัวแทนผู้เจรจาต่อรองข้อตกลงสนธิสัญญาพลาสติกโลกหลายคนมีความเชื่อมโยงหรือเป็นที่ปรึกษาให้กับอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซ อีกทั้งยังพยายามทำให้โลกเจอกับความล้มเหลวด้วยการปกป้องผลประโยชน์ของกลุ่มธุรกิจด้วยการทำให้โลกมองข้ามวิธีการแก้วิกฤตพลาสติกด้วยการลดการผลิตโดยตรง

สำหรับการเจรจาสนธิสัญญาพลาสติกโลกที่ผ่านมานั้น กรีนพีซเรียกร้องให้โลกลดการผลิตพลาสติกลงอย่างน้อย 75% จะทำให้เราหลีกเลี่ยงหายนะจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศ ซึ่งอ้างอิงจากข้อมูลแบบจำลองโดย Eunomia และ Pacific Environment ที่แสดงให้เราเห็นว่าหากลดการผลิตพลาสติกลง 75% ภายในปี 2593 จะช่วยคงอุณหภูมิเฉลี่ยโลกไม่ให้เกิด 1.5 องศาเซลเซียส และยังจะป้องกันผลกระทบจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศร้ายแรงที่เกิดจากอุณหภูมิโลกที่สูงขึ้นอีกด้วย

Greenpeace Malaysia has been conducting a field investigation on the broken system of recycling and how it impacts Malaysian society. The findings were shocking: a new ‘dump site’ of plastic waste from more than 19 countries -- most of them are developed countries. The investigation found illegal practices, and blatant violations causing environmental pollution as well as harming people’s health conditions.

Since China banned plastic waste imports in January 2018, countries in Southeast Asia - particularly Vietnam, Thailand and Malaysia - have accepted an increased amount of plastic waste. Between January and July 2018 alone, Malaysia imported 754,000 metric tonnes of plastic -- the weight of approximately 100,000 large elephants. It came from countries like the United States, Japan, UK, Australia, New Zealand, Finland, France, Belgium, Germany, Spain, Sweden and Switzerland.

ทว่า การประชุมครั้งที่ 3 ของคณะกรรมการเจรจาระหว่างรัฐบาล (INC3) สำหรับการเจรจาสนธิสัญญาพลาสติกโลกสิ้นสุดลงอย่างน่าผิดหวังสำหรับการต่อสู้กับวิกฤตมลพิษพลาสติกและสภาพภูมิอากาศ จากส่วนหนึ่งของการให้สัมภาษณ์ เกรแฮม ฟอร์บส์ หัวหน้าทีมเจรจาสนธิสัญญาพลาสติกโลก และหัวหน้าโครงการยุติมลพิษพลาสติก กรีนพีซ สหรัฐ อเมริกา มีใจความสรุปว่า รัฐบาลต่างๆ อนุญาตให้ผลประโยชน์จากเชื้อเพลิงฟอสซิลขับเคลื่อนการเจรจา ซึ่งจะนำไปสู่สนธิสัญญาที่จะทำให้ปัญหามลพิษพลาสติกแย่ลงอย่างแน่นอน และเร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างรวดเร็ว

การเจรจากลับมาอีกครั้งที่แคนาดาในเดือนเมษายน 2567 และเมื่อถึงเวลานั้น ผู้นำโลกต้องพร้อมที่จะแสดงความกล้า และความเป็นผู้นำในแบบที่เรายังไม่เคยเห็น

สถานการณ์สิทธิชุมชน ทะเลและมหาสมุทรโลก

ปี 2566 ที่ผ่านมาถือเป็นอีกหนึ่งปีที่ทะเลและมหาสมุทรโลกต้องเผชิญกับภัยคุกคามอย่างอุตสาหกรรมเหมืองใต้ทะเลลึก เพราะหลังจากหลังจากการประชุมสนธิสัญญาทะเลหลวงโดยองค์การสหประชาชาติจบลงด้วยความสำเร็จเมื่อช่วงต้นปี 2566 เป็นช่วงเวลาเดียวกับที่บริษัทเหมืองใต้ทะเลลึกกำลังเร่งผลักดันให้เกิดอุตสาหกรรมที่มีความเสี่ยงชนิดนี้

Greenpeace activists inflated a giant ghost octopus, which measured up to 14 metres from the tip of its head to the end of its tentacles, in front of the Czech Ministry of Industry and Trade in Prague to protest against the deep sea mining. The octopus was accompanied by a large banner "The seabed is my home. Don't destroy it".

อุตสาหกรรมเหมืองใต้ทะเลลึกพยายามบีบบังคับรัฐบาลต่าง ๆ ด้วยการใช้ช่องโหว่และความคลุมเครือของกฎหมายเพื่อผลักดันให้เกิดอุตสาหกรรมในปี 2564 เช่น เหตุการณ์ที่ ประธานาธิบดีสาธารณรัฐนาอูรู ร่วมกับบริษัทแร่ที่เป็นบริษัทที่เชื่อมโยงกับกรมทรัพยากรมหาสมุทรนาอูรู ซึ่งก่อให้เกิด “กฎ 2 ปี” (two-year rule) ซึ่งกดดันรัฐบาลในที่ประชุมองค์กรพื้นทะเลระหว่างประเทศ (ISA) ให้อนุมัติการโครงการเหมืองใต้ทะเลลึกภายในมิถุนายน 2566

และเมื่อ 23 พฤศจิกายน 2566 นักกิจกรรมกรีนพีซ สากล เผชิญหน้าอย่างสันติกับเรือสำรวจและขุดเจาะเหมืองใต้ทะเล ที่ดำเนินการโดยบริษัทสำรวจแร่ The Metals Company (TMC) การประท้วงครั้งนี้เกิดขึ้นเพื่อกระตุ้นให้สังคมตระหนักถึงภัยจากอุตสาหกรรมรูปแบบใหม่ที่จะกระทบกับมหาสมุทรโลก โดย

กรีนพีซเผชิญหน้ากับเรือขุดเจาะเหมืองใต้ทะเล หวั่นการทำเหมืองใต้ทะเลกระทบระบบนิเวศใต้ท้องทะเลในแปซิฟิก นักกิจกรรมใช้เรือยางที่ปล่อยจากเรืออาร์กติก ซันไรส์ เรือรณรงค์ของกรีนพีซ แล่นไปรอบ ๆ เรือ MV COCO ซึ่งเป็นเรือขุดเจาะเหมืองใต้ทะเลโดยเฉพาะ โดยเรือลำดังกล่าวกำลังออกสำรวจพื้นที่และรวบรวมข้อมูลให้กับบริษัท TMC เพื่อขอใบอนุญาตขุดเหมือง

กรีนพีซ สากล ติดตามอุตสาหกรรมที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงนี้ตั้งแต่เริ่มแรกไปจนถึงจุดที่มีการอภิปรายถกเถียง การประท้วงอย่างสันติในครั้งนี้ทำเพื่อปกป้องระบบนิเวศจากการทำลายล้างของอุตสาหกรรม เพราะดูเหมือนว่าบริษัท The Metals Company จะเพิกเฉยต่อข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ และยังคงเพิกเฉยต่อเสียงคัดค้านจากทั่วโลกด้วยการเดินหน้าสำรวจทรัพยากรเพื่อทำเหมืองในพื้นที่อันอุดมสมบูรณ์แห่งสุดท้ายของโลก

COP28

อีกหนึ่งการประชุมเจรจาด้านสภาพภูมิอากาศโลกที่สำคัญและจัดขึ้นในช่วงปลายปีของทุกปีก็คงหนีไม่พ้น การประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 28 (COP28) ซึ่งในปี 2566 ที่ผ่านมาจัดขึ้นที่เอ็กส์โปซิตี้ ดูไบ สหรัฐอาหรับอิมิเรตส์ และยังเป็นการประชุมในปีที่มีอุณหภูมิทําลายสถิติและสภาวะสุดขั้วจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศ ปีที่นักวิทยาศาสตร์ด้านสภาพภูมิอากาศของโลกร่วมกันระบุถึงความต้องการที่ชัดเจนเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงให้มากที่สุดอีกด้วย

การประท้วงเชิงสัญลักษณ์เพื่อผลักดันให้ผู้นำประเทศที่มาร่วมการประชุม COP28 ต้องยุติยุคฟอสซิลและเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานที่ยั่งยืนและเป็นธรรม
ภาพในวันที่ 13 ที่นักกิจกรรมปักหลักรณรงค์เรียกร้องให้การเจรจา COP28 ต้องยุติการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล หน้าสถานที่การประชุมในดูไบ

โดยกรีนพีซมีข้อเรียกร้องต่อการประชุมนี้หลัก ๆ คือ 

  • ระเทศต่างๆ จะต้องตกลงกันในท้ายที่สุดเพื่อปลดแอกโลกจากเชื้อเพลิงฟอสซิล
  • ทบทวนสถานการณ์และการดำเนินงานระดับโลก (Global Stocktake) เพื่อเริ่มต้นปฏิบัติการเปลี่ยนผ่านในทุกภาคส่วนเพื่อบรรลุเป้าหมายขีดจำกัดอุณหภูมิ 1.5 องศาเซลเซียส และการรับมือกับผลกระทบของวิกฤตสภาพภูมิอากาศ
  • ทําให้ผู้ก่อมลพิษหลักต้องจ่าย และมีภาระรับผิดต่อการทำลายและคุกคามสภาพภูมิอากาศโลกนั้นเป็นจริงมากขึ้น เช่นต้องเปิดกองทุนกองทุนใหม่ว่าด้วยความสูญเสียและเสียหาย (Loss and Damage Fund)

อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์สุดท้ายจากการประชุม COP28 ยังคงไปไม่ถึงการ ‘ปลดแอกเชื้อเพลิงฟอสซิล’ โดยถูกปรับเป็น เรียกร้องให้มีการ “ถอยห่างจากเชื้อเพลิงฟอสซิล(a transition away from fossil fuels)” ส่งผลให้ภาระรับผิดของผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกรายใหญ่ล่าช้าออกไปอีกนับปี ในขณะที่โลกของเราเข้าสู่ขีดจํากัดภาวะโลกเดือดมากขึ้นเรื่อยๆ

Fossil Fuel Phase Out Protest at COP 28

เราเห็นความพยายามของประธาน COP ที่สรุปด้วยการตระหนักถึงความจําเป็นในการเปลี่ยนผ่านจากเชื้อเพลิงฟอสซิลและระดมเงินทุนด้านสภาพภูมิอากาศมากกว่า 700 ล้านดอลลาร์ที่ใช้ในการดำเนินงานกองทุนการสูญเสียและความเสียหาย(Loss and Damage Fund) แต่ชุมชนที่อยู่แนวหน้าของภัยพิบัติจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศต้องการเห็นมากกว่านี้ นั่นคือความมุ่งมั่นอย่างแน่วแน่เพื่อปลดระวางเชื้อเพลิงฟอสซิลทั้งหมดอย่างทันท่วงที เท่าเทียม และมีการสนับสนุนทางการเงินเป็นอย่างดีเพื่อเปลี่ยนผ่านประเทศกำลังพัฒนาสู่การใช้พลังงานหมุนเวียนและรับมือกับผลกระทบจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศ

โดยสรุปแล้ว แม้ว่าในปี 2566 ที่ผ่านมาเราจะต้องพบกับหายนะและวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงมากยิ่งขึ้น แต่ในอีกด้านหนึ่งเราได้เห็นถึงพลังของภาคประชาชนที่ลุกขึ้นมาปกป้องสิทธิชุมชนและสิ่งแวดล้อมในประเทศของตัวเองมากขึ้นเรื่อย ๆ ทั่วโลกพร้อมข้อเรียกร้องให้การปฏิบัติการกู้วิกฤตสภาพภูมิอากาศเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งนับวันก็ยิ่งแข็งแกร่งขึ้น และมุ่งมั่นมากขึ้น และเราหวังว่าพลังของประชาชนจะทวีพลังมากขึ้นในปี 2567 และปีต่อไปเพื่อปกป้องโลกอันเป็นบ้านหลังเดียวของพวกเรา