รายงานฉบับใหม่จากกรีนพีซ แอฟริกา ชี้ให้เห็นว่า คนเพียงส่วนน้อยที่อยู่ในกลุ่มผู้มีความมั่งคั่งสูงสุดของโลก มีส่วนสร้างความเสียหายต่อวิกฤตสภาพภูมิอากาศในสัดส่วนที่สูงเกินกว่าคนทั่วไปอย่างมาก ปัจจัยสำคัญมาจากทั้งการถือครองและการลงทุนในกิจกรรมที่ปล่อยมลพิษสูง รวมถึงวิถีชีวิตที่ปล่อยคาร์บอนจำนวนมาก รายงานฉบับนี้ประเมินมูลค่าความรับผิดชอบต่อความเสียหายทางภูมิอากาศออกมาเป็นตัวเลขทางเศรษฐกิจอย่างชัดเจน และสะท้อนให้เห็นว่าภาระดังกล่าวกระจุกตัวอยู่กับคนรวยระดับบนสุดของโลกอย่างมาก ซึ่งทำให้เกิดคำถามสำคัญว่า ในวิกฤตสภาพภูมิอากาศนี้ “ใครควรเป็นผู้รับผิดชอบ” มากที่สุด

ในปี 2565 มูลค่าการลงทุนของกลุ่มประชากรที่ร่ำรวยที่สุด 0.01% ของโลก มีส่วนเกี่ยวข้องกับมูลค่าที่รายงานอธิบายว่าเป็น “หนี้ภูมิอากาศ” (Climate debt) คิดเป็นเงินประมาณ 9.92 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งหมายถึงมูลค่าความเสียหายทางภูมิอากาศที่คิดเป็นตัวเงิน อันเนื่องมาจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกินกว่าสัดส่วนแบ่งปันที่เป็นธรรมของโควตาคาร์บอนที่เหลืออยู่ เพื่อให้สอดคล้องกับแนวทางการควบคุมอุณหภูมิไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียส ในเปรียบเทียบกัน รายงานประเมินว่าหนี้ภูมิอากาศที่เกิดจากการบริโภคของกลุ่มประชากรที่ร่ำรวยที่สุด 0.01% ของโลก มีมูลค่าอยู่ที่ 4.05 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2565

ข้อสรุปสำคัญจากรายงาน:

  • หนี้ภูมิอากาศมีการกระจุกตัวอย่างเข้มข้นในกลุ่มประชากรที่มีความมั่งคั่งสูงสุดของโลก และยิ่งความมั่งคั่งกระจุกตัวมากขึ้นเท่าไร  ขนาดของหนี้ภูมิอากาศที่เกี่ยวข้องก็ยิ่งเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย
  • ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เชื่อมโยงกับพอร์ตการลงทุนและการถือครองทุน มีการกระจุกตัวในกลุ่มผู้ร่ำรวยที่สุดในสัดส่วนที่สูงกว่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการบริโภคอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงบทบาทที่เพิ่มขึ้นของการเป็นเจ้าของทุนและโครงสร้างการลงทุนที่เป็นตัวขับเคลื่อนความรับผิดชอบต่อสภาพภูมิอากาศที่ไม่เท่าเทียมกันอย่างมาก
  • ความรับผิดชอบต่อวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่เชื่อมโยงกับการถือครองทรัพย์สินและการลงทุน รวมถึงความมั่งคั่งที่กระจุกตัวอย่างสุดขั้ว มักรวมศูนย์อยู่ในกลุ่มคนร่ำรวยและบางประเทศหรือเขตเศรษฐกิจ ขณะที่ประเทศที่ต้องเผชิญกับความเปราะบาง ผลกระทบ และความต้องการเงินทุนเพื่อรับมือกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศมากที่สุด กลับมักเป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่อยู่ในพื้นที่อื่นของโลก

กรีนพีซ สากล เรียกร้องให้รัฐบาลนำหลักการ “ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย” (Polluter-Pays Principle) ไปประยุกต์ใช้กับกรอบนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศและนโยบายการคลัง และร่วมรับพันธกรณีภายใต้กรอบอนุสัญญาภาษีแห่งสหประชาชาติ (UN Tax Convention หรือ UNFCITC) เพื่อจัดเก็บภาษีอย่างมีประสิทธิภาพจากกลุ่มบุคคลที่มีความมั่งคั่งระดับสูงสุด (Ultra-high-net-worth individuals) และองค์กรธุรกิจขนาดใหญ่ที่เป็นผู้ก่อมลพิษรายใหญ่ ซึ่งรวมถึงการกำหนดกฎเกณฑ์ที่มีผลผูกพันทางกฎหมายในเรื่องสิทธิการจัดเก็บภาษี ความโปร่งใส และมาตรการในการต่อต้านการหลบเลี่ยงภาษี

เนื่องจากความต้องการเงินทุนด้านสภาพภูมิอากาศ (Climate finance) ยังคงเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง การหารือภายใต้กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) และกรอบอนุสัญญาภาษีแห่งสหประชาชาติ จึงควรถูกมองว่าเป็นกระบวนการที่ส่งเสริมซึ่งกันและกันมากขึ้น เพื่อช่วยระดมทรัพยากรที่จำเป็นสำหรับการดำเนินงานด้านสภาพภูมิอากาศและการพัฒนาที่ยั่งยืน

REPORT

เจาะลึกหนี้ภูมิอากาศ: ความรับผิดชอบที่หายไปของกลุ่มผู้มีความมั่งคั่งสูง

หนี้ภูมิอากาศ (Climate debt) คืออะไร?

หนี้ภูมิอากาศ คือ มูลค่าความเสียหายทางภูมิอากาศที่ประเมินเป็นตัวเงิน ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกินกว่าสัดส่วนที่เป็นธรรมของงบประมาณคาร์บอน (Carbon Budget) ที่เหลืออยู่ เพื่อควบคุมอุณหภูมิโลกไม่ให้เกิน 1.5°C

รายงานฉบับนี้ประเมินหนี้ภูมิอากาศโดยคำนวณจาก “ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกินเกณฑ์” แล้วแปลงมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นออกมาเป็นตัวเงิน

“หนี้ภูมิอากาศที่พิจารณาจากความเป็นเจ้าของสินทรัพย์” (Ownership-based climate debt) หมายความว่าอย่างไร?

หมายถึง มูลค่าความเสียหายทางภูมิอากาศที่เชื่อมโยงกับการเป็นเจ้าของสินทรัพย์และการลงทุนที่ปล่อยคาร์บอนสูง (เช่น หุ้น หรือส่วนแบ่งในบริษัท) ซึ่งแตกต่างจากหนี้ที่เกิดจากการบริโภค (ความเสียหายทางภูมิอากาศที่เกิดจากไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต)

พูดให้เข้าใจง่าย ๆ คือ เป็นการตั้งคำถามว่า ใครคือเจ้าของและผู้ที่ได้กำไรจากอุตสาหกรรมและกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เป็นตัวการขับเคลื่อนการปล่อยก๊าซเรือนกระจก?

ทำไมต้องมุ่งเป้าไปที่กลุ่มคนรวยระดับมหาเศรษฐี (Super Rich)?

เพราะรายงานแสดงให้เห็นชัดเจนว่า หนี้ภูมิอากาศนั้นกระจุกตัวอยู่ตรงยอดพีระมิดของผู้ที่มีความมั่งคั่งที่สุดในโลก

กลุ่มคนที่รวยที่สุดเพียงไม่กี่เปอร์เซ็นต์ (กลุ่มท็อป 0.01% ของโลก หรือผู้ที่มีทรัพย์สินตั้งแต่ประมาณ 38 ล้านดอลลาร์สหรัฐขึ้นไป) มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างมากกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและหนี้ภูมิอากาศที่เชื่อมโยงกับการเป็นเจ้าของสินทรัพย์ ผลการศึกษาเผยว่า สำหรับกลุ่มผู้มีความมั่งคั่งสูงสุดนี้ ความรับผิดชอบต่อสภาพภูมิอากาศไม่ได้ขึ้นอยู่กับการใช้ชีวิต (การบริโภค) ของพวกเขาเท่านั้น แต่เกิดจากการเป็นเจ้าของสินทรัพย์และการลงทุนในธุรกิจที่ปล่อยคาร์บอนสูง ซึ่งเม็ดเงินจากหนี้ภูมิอากาศของคนกลุ่มนี้มีมูลค่ามหาศาลมากพอที่จะนำมาจัดเก็บภาษี เพื่อเป็นเงินทุนช่วยเหลือด้านภูมิอากาศให้แก่ประเทศกำลังพัฒนาได้อย่างมีนัยสำคัญ

นี่คือการเก็บภาษีจากคนธรรมดาทั่วไปใช่ไหม?

นี่ไม่ใช่การซ้ำเติมด้วยการเก็บภาษีจากคนธรรมดาที่ต้องดิ้นรนกับค่าครองชีพที่สูงขึ้น เผชิญกับภัยพิบัติทางธรรมชาติ หรือระบบโครงสร้างพื้นฐานที่ย่ำแย่อยู่แล้ว แต่เป็นการเก็บภาษีจากความมั่งคั่งระดับสูงสุด (Extreme Wealth) และการลงทุนในธุรกิจที่ปล่อยคาร์บอนสูง เพื่อให้ผู้ที่มีส่วนทำให้เกิดวิกฤตมากที่สุด เข้ามาร่วมจ่ายเงินเพื่อแก้ไขปัญหา

เงินภาษีที่เก็บจากความมั่งคั่งระดับสูงสุดนี้ นำไปทำอะไรได้บ้าง?

สามารถนำไปเป็นเงินทุนสำหรับ:

  • พลังงานหมุนเวียน
  • การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Adaptation)
  • การเยียวยาความสูญเสียและความเสียหาย (Loss and Damage)
  • โครงสร้างพื้นฐานที่ทนทานต่อสภาพอากาศ
  • บริการสาธารณะ
  • การช่วยเหลือชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตภูมิอากาศมากที่สุด

ฉันจะทำอะไรได้บ้าง?

คุณสามารถร่วมลงชื่อในข้อเรียกร้อง แชร์รายงานฉบับนี้ พูดคุยสื่อสารเรื่องหนี้ภูมิอากาศ และร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการเรียกร้องให้มีการเก็บภาษีความมั่งคั่งระดับสุดโต่ง เพื่อสร้างอนาคตที่สะอาดยิ่งขึ้นและเป็นธรรมกับทุกคน

คำศัพท์และแนวคิดหลักในรายงาน

  • หนี้ภูมิอากาศ (Climate debt) 

ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกส่วนเกินของกลุ่มประชากรตามรายได้หรือความมั่งคั่งที่สูงเกินกว่าเกณฑ์ “ส่วนแบ่งที่เป็นธรรม” (Equitable-share Benchmark) คำนวณโดยหาปริมาณการปล่อยก๊าซที่เกินกว่าสัดส่วนเฉลี่ยต่อหัวของงบประมาณคาร์บอนที่เหลืออยู่ แล้วคูณด้วยมูลค่าต้นทุนทางสังคมของคาร์บอน (Social Cost of Carbon)

  • การปล่อยก๊าซเรือนกระจกส่วนเกิน (Excess emissions)

ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของกลุ่มรายได้หรือความมั่งคั่งหนึ่ง ๆ ที่เกินกว่าสัดส่วนเฉลี่ยต่อหัวที่โลกยอมรับได้ เพื่อควบคุมอุณหภูมิไม่ให้เกิน 1.5°C

  • ส่วนแบ่งที่เป็นธรรม (Equitable share)

สัดส่วนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเฉลี่ยต่อคนภายใต้เส้นทางควบคุมอุณหภูมิไม่ให้เกิน 1.5°C หากปล่อยเกินกว่าระดับนี้จะถือเป็น “การปล่อยก๊าซเรือนกระจกส่วนเกิน”

  • ต้นทุนทางสังคมของคาร์บอน (Social cost of carbon – SCC)

มูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂) เพิ่มขึ้นทุก ๆ 1 ตัน รายงานฉบับนี้ใช้อัตรา SCC ที่ 283 ดอลลาร์สหรัฐต่อตันคาร์บอน (tCO₂) (อ้างอิงราคาปี 2020 ตามการศึกษาของ Moore et al., 2024)

  • การปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการบริโภค (Consumption-based emissions)

การปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่คำนวณจากพฤติกรรมการบริโภคสินค้าและบริการของบุคคล รวมถึงคาร์บอนที่แฝงมากับสินค้านำเข้า วิธีนี้จะสะท้อนภาพรวมของคาร์บอนฟุตพริ้นท์ทั้งหมดจากไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของผู้บริโภค

  • การปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการเป็นเจ้าของ (Ownership-based emissions)

การปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่คำนวณจากการเป็นเจ้าของสินทรัพย์ทุนของบุคคล เช่น หุ้นในตลาดหลักทรัพย์ หรือหุ้นส่วนในบริษัทเอกชน โดยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดที่เกิดจากสินทรัพย์เหล่านั้นจะถูกนับเป็นความรับผิดชอบของผู้เป็นเจ้าของ ไม่ว่าจะเกี่ยวกับพฤติกรรมการบริโภคส่วนตัวของพวกเขาหรือไม่ก็ตาม

  • กลุ่มบุคคลที่มีความมั่งคั่งสูง (High-net-worth individuals – HNWIs)

กลุ่มคนรวยที่มีรายได้และทรัพย์สินอยู่ในระดับท็อป 10% ท็อป 1% ืท็อป 0.1% และท็อป 0.01% ของโลก

  • กลุ่มบุคคลที่มีความมั่งคั่งสูงสุด (Ultra-high-net-worth individuals – UHNWIs)

ในรายงานนี้หมายถึง กลุ่มคนรวยที่สุดท็อป 0.01% ของโลก ซึ่งมีเกณฑ์ความมั่งคั่งเริ่มต้นที่ 38 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (คำนวณตามหลักความเท่าเทียมกันของอำนาจซื้อ หรือ Purchasing Power Parity)

  • กลุ่มท็อป 0.01%

คิดเป็นประชากรประมาณ 800,000 คนเมื่อเทียบกับประชากรโลกทั้งหมด (หรือประมาณ 556,000 คน หากคำนวณเฉพาะข้อมูลความมั่งคั่งของประชากรวัยผู้ใหญ่)

  • หลักการผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย (Polluter-pays principle)

หลักการที่ว่าความรับผิดชอบต่อความเสียหายทางภูมิอากาศ ควรผูกโยงกับความรับผิดชอบในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รายงานใช้หลักการนี้เป็นรากฐานในการคำนวณหนี้ภูมิอากาศกับกลุ่มบุคคลที่มีความมั่งคั่งสูง

  • หลักความสามารถในการจ่าย (Ability-to-pay principle)

หลักการที่ว่าผู้ที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจมากกว่า ควรมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาและเยียวยาความเสียหายทางภูมิอากาศมากกว่า

  • ความเปราะบางต่อสภาพภูมิอากาศ (Climate vulnerability)

รายงานฉบับนี้ใช้ดัชนี ND-GAIN Index ในการประเมินความเปราะบางของประเทศต่าง ๆ ต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมถึงความพร้อมและความสามารถในการปรับตัว

  • เงินทุนด้านภูมิอากาศ (Climate finance)

เงินทุนที่ใช้สำหรับกิจกรรมการลดการปล่อยก๊าซ (Mitigation) การปรับตัว (Adaptation) รวมถึงการเยียวยาความสูญเสียและความเสียหาย (Loss and Damage) โดยรายงานได้นำหนี้ภูมิอากาศของกลุ่มมหาเศรษฐีมาเปรียบเทียบกับมูลค่าความต้องการเงินทุนด้านภูมิอากาศทั่วโลก