ยังคงเป็นประเด็นที่ทำให้เกิดการ “ถกเถียง” มาอย่างต่อเนื่องสำหรับการประท้วงเชิงสัญลักษณ์ที่ไร้ความรุนแรง  อย่างเหตุการณ์ที่นักกิจกรรมจากกลุ่ม Just Stop Oil เข้าไปยังหอศิลป์แห่งชาติ ในลอนดอนที่จัดแสดงหนึ่งในภาพจากเซ็ท ‘ดอกทานตะวัน’ ของ วินเซนท์ แวนโก๊ะ โดยเอาซุปมะเขือเทศกระป๋องสาดใส่ภาพที่ถูกปกป้อง(ด้วยกระจกนิรภัย) ตามด้วยเอากาวทามือตัวเองแล้วแปะมือกับกำแพงที่แสดงภาพวาดนั้น โดยสื่อหลายสำนักรายงานเป็นเสียงเดียวกันว่าที่นักกิจกรรมทั้งสองมาประท้วงที่นี่ก็เพื่อเรียกร้องการแก้ปัญหาวิกฤตสภาพภูมิอากาศ 

หลังจากการเผยแพร่ภาพและคลิปทั้งทางสำนักข่าวและโซเชียลมีเดีย ก็เกิดกระแสสังคมอย่างล้นหลาม หรือเรียกง่าย ๆ ว่าทัวร์ลง มีทั้งคอมเม้นในแง่บวกและลบ มีทั้งคนที่โกรธต่อการกระทำของทั้งคู่ และคนที่สนับสนุนการประท้วงของพวกเธอ อย่างไรก็ตามได้นำไปสู่คำถามที่ว่า 

‘แล้วการประท้วงเพื่อสภาพภูมิอากาศนั้นเกี่ยวข้องอย่างไรกับซุปมะเขือเทศ และภาพดอกทานตะวัน ?’

Just Stop Oil กับเป้าหมายเรียกร้องยุติการใช้น้ำมันและก๊าซฟอสซิล

กลุ่ม Just Stop Oil เป็นหนึ่งในกลุ่มนักกิจกรรมรณรงค์ด้านสภาพภูมิอากาศที่มุ่งรณรงค์เรียกร้องให้รัฐบาลอังกฤษยุติการให้ใบอนุญาตในการขุดเจาะ หรือผลิตเชื้อเพลิงฟอสซิลที่จะเกิดขึ้นในสหราชอาณาจักรในอนาคต และยืนหยัดต่อข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่ว่า วิกฤตสภาพภูมิอากาศคือภัยคุกคามร้ายแรงต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อม นี่คือเรื่องฉุกเฉิน ดังนั้นผู้นำประเทศและกลุ่มผู้ก่อมลพิษหลักอย่างเชื้อเพลิงฟอสซิลต้องเร่งแก้ไขปัญหานี้โดยเร่งด่วนและจริงจังกว่าที่ทำอยู่

การทำกิจกรรมของกลุ่ม Just Stop Oil เน้นสื่อสารประเด็นหลักที่ว่า “วิกฤตสภาพภูมิอากาศเป็นเรื่องฉุกเฉิน ผู้นำประเทศจะต้องหยุดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลในอนาคต รวมทั้งปกป้องประชาชนจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศ” ผ่านกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ (ที่มักสร้างความปั่นป่วนให้รัฐ) ในรูปแบบต่าง ๆ เช่น การบล็อกถนนโดยนักกิจกรรม ซึ่งกำลังเกิดขึ้นในหลายแห่งของอังกฤษ การพ่นสีสเปรย์ตามที่สาธารณะ และล่าสุดก็คือกิจกรรมที่ทำให้เกิดกระแสถกเถียงกันไปทั่วโลก คือเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2565 นักกิจกรรมสองคนสาดซุปมะเขือเทศกระป๋องใส่ภาพดอกทานตะวัน ผลงานชื่อดังของวินเซนท์ แวนโก๊ะ

การประท้วงเพื่อสภาพภูมิอากาศ เกี่ยวอะไรกับภาพดอกทานตะวัน?

หากจะบอกว่าภาพดอกทานตะวันเกี่ยวกับสภาพภูมิอากาศโดยตรงหรือไม่ ก็คงไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงขนาดนั้น แต่เราต้องอย่าลืมว่าปัจจัยหนึ่งที่คาดว่ากลุ่มนักกิจกรรมเลือกภาพนี้เพราะมันเป็นภาพชื่อดังระดับโลก และข้อความที่กลุ่มต้องการสื่อสารเรื่องสภาพภูมิอากาศจะต้องได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนแน่นอน อีกปัจจัยหนึ่งที่สำคัญที่กลุ่มเลือกภาพเขียนชื่อดังเป็นเป้าหมายนั่นก็คือ ต้องการประท้วง ‘การเพิกเฉย’ ของรัฐบาลต่อการปกป้องชีวิตประชาชนจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศ โดยตั้งคำถามว่ารัฐบาลสนใจจะปกป้องงานศิลปะหรือชีวิตคนมากกว่ากัน?

และภาพดอกทานตะวันที่ได้รับการปกป้องอย่างดี (ด้วยกระจกนิรภัย) แม้ว่าจะถูกซุปมะเขือเทศสาดใส่แต่ภาพก็ไม่เป็นอะไร ก็คือการเปรียบเปรยระหว่าง มาตรการ ‘ปกป้อง’ ผลงานศิลปะ กับมาตรการ ‘ปกป้อง’ ชีวิตผู้คนจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่กำลังเกิดขึ้น 

สำนักข่าว the Guardian รายงานข่าวพร้อมกับข้อความจากนักกิจกรรม ฟีบี้ พลัมเมอร์ และ อันนา ฮอลแลนด์ โดยฟีบี้กล่าวว่า 

“ผลงานศิลปะเหล่านี้ได้รับการปกป้องอย่างดี มันมีค่ามากกว่าชีวิต มากกว่าความเป็นธรรมต่อชีวิตอย่างนั้นหรือ?”

ยังมีข้อความเพิ่มเติมจากข่าวประชาสัมพันธ์ของเว็บไซต์ Just Stop Oil เพิ่มเติมว่า “ทุกวันนี้เราต้องใช้ชีวิตท่ามกลางสภาพภูมิอากาศที่แปรปรวนอย่างรุนแรง ผู้คนหลายล้านมีคุณภาพชีวิตที่ย่ำแย่เนื่องจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศ ซึ่งตัวการสำคัญคือพลังงานเชื้อเพลิงฟอสซิลที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ หลายประเทศเจอปัญหาความมั่นคงทางอาหาร เก็บเกี่ยวผลผลิตไม่ได้เพราะต้องเจอทั้งภัยแล้ง หรือ พายุ ฝนตกหนัก น้ำท่วมรุนแรง รวมทั้งเหตุการณ์ไฟป่า ดังนั้นเราจะไม่ยอมให้เกิดโครงการใหม่ ๆ ที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลเกิดขึ้นอีกแล้ว”

Workers transported by a truck as they wade through tidal floods in the area of Nizam Zachman port, North Jakarta. The Meteorology Climatology and Geophysics Agency (BMKG) warns the public to be aware of the potential for high waves and sea water increase or tidal floods, especially in the Northern coastal of Java island.
รถบรรทุกแรงงานกำลังขับรถฝ่าน้ำท่วมในพื้นที่ที่ท่า Nizam Zachman ทางตอนเหนือของจาร์กาต้า อินโดนีเซีย โดยกรมอุตุนิยมวิทยาเตือนว่าให้ประชาชนระวังคลื่นสูง ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นและน้ำท่วม โดยเฉพาะชายฝั่งทางตอนเหนือของเกาะจาวา

มองเหตุการณ์ภาพดอกทานตะวันที่ถูกจู่โจมด้วยซุปมะเขือเทศผ่านการปฏิบัติการไร้ความรุนแรง

เรามักจะได้ยินคำสองคำที่ใช้ปะปนกันคือ”สันติวิธี” ซึ่งเน้นพื้นฐานทางศาสนธรรมรวมถึงแนวทางสันตินิยมและอหิงสาของคานธี และ “ปฏิบัติการไร้ความรุนแรง” ซึ่งเน้นพื้นฐานความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่ว่า “อำนาจดำรงอยู่ด้วยการยอมรับเชื่อฟังจากประชาชน ฝ่ายประชาชนเป็นผู้ใช้อำนาจในการเชื่อฟังของตน การยุติการเชื่อฟังจึงเป็นการใช้อำนาจเพื่อลดทอนหรือแยกสลายอำนาจเดิม”

หากมีการวางแผนอย่างดี ปฏิบัติการไร้ความรุนแรงเป็นแนวทางที่มีประสิทธิภาพวิธีหนึ่งในการเผชิญกับข้อขัดแย้งทางสังคมและการเมืองต่างๆ โดยที่ “ตัวผู้ปฏิบัติการไร้ความรุนแรง” ต้องมีความกล้าหาญ มีวินัย และรู้จักเสียสละ คุณูปการของการไม่ใช้ความรุนแรงก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์เชิงอำนาจไปสู่การกระจายอำนาจและเสริมสร้างความเข้มแข็งของประชาชน

Greenpeace France activists paint a plane green to denounce French government's greenwashing on the topic of air transportation.
Taking Minister of Transportation Jean-Baptiste Djebbari at his word, they demonstrate green planes are not the solution to solve air traffic's impact on climate.
นักกิจกรรมกรีนพีซ ฝรั่งเศสกำลังทาสีเขียวลงบนเครื่องบิน เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลฝรั่งเศสหยุดการฟอกเขียวอุตสาหกรรมการบิน อ้างอิงจากคำกล่าวของรัฐมนตรีกระทรวงการคมนาคม Jean-Baptiste Djebbari โดยการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ครั้งนี้เพื่อสื่อสารว่า เครื่องบินที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ไม่ใช่ทางออกในการแก้ปัญหาวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่เกิดจากภาคคมนาคม

โดยทั่วไป การรับรู้เกี่ยวกับความรุนแรงของคนทั่วไปมักเป็นไปในเชิงอัตวิสัย (subjective violence) นั่นคือความรุนแรงทางตรง เช่น การใช้กำลัง การฆ่าคน การทำสงคราม เป็นต้น แต่ความรุนแรงอีกประเภทที่มักมาอย่างแยบยลและถูกมองข้ามคือ ความรุนแรงทางโครงสร้าง ซึ่งเป็นความรุนแรงเชิงสัญลักษณ์และเชิงระบบมากกว่าที่จะปรากฎออกมาให้เราเห็น เช่น การเหยียดชาติพันธุ์ อคติทางเพศ เป็นต้น

แม้จะเป็นสิ่งที่จับต้องได้ยาก แต่ความรุนแรงที่ซ่อนตัวอยู่ในสังคมของเราและดำเนินอยู่ภายใต้การสนับสนุนหรือเพิกเฉยของรัฐ กลับส่งผลกับเราทุกคน และอาจ ‘รุนแรง’ ในทุกแง่มุมของชีวิตมากกว่าการต่อยหน้าใครซักคนเสียอีก (นี่ยังไม่นับว่าการปาซุปมะเขือเทศใส่ภาพวาดนั้นไม่นับว่าเป็นความรุนแรงประเภทใดเลย) และไม่ว่าเราจะเห็นด้วยกับการกระทำนี้หรือไม่ จะตั้งคำถามว่ามันสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงในเชิงบวกได้จริงหรือไม่ จะสร้างความไม่ชอบใจให้กับผู้คนในวงกว้าง แต่เมื่อเรามองในแง่นี้ ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่านักกิจกรรมกลุ่มนี้กำลังต่อสู้อยู่กับความรุนแรงที่ซ่อนอยู่ภายใต้หน้ากากแห่งความเพิกเฉยด้านสภาพภูมิอากาศของรัฐและบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ นอกจากนั้นก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าปฏิบัติการนี้คือ ‘สันติวิธี’ และเป็นจุดยืนที่อย่างน้อยเราทุกคนสามารถร่วมกันยืนยันได้

Activists march during Global Climate Strike in Jakarta. Greenpeace Indonesia joins the Climate Pause Coalition which includes environmental organizations, cross-sectoral civil society organizations, and communities, including marginalized communities and individuals who feel it is important to collectively voice the climate crisis, which is a real threat to the earth's population today and its impact on the safety of society, especially vulnerable and marginalized groups.
นักกิจกรรมด้านสภาพภูมิอากาศเดินประท้วงในวัน Global Climate Strike ที่จาร์กาต้า กรีนพีซ อินโดนีเซีย ได้เข้าร่วมการประท้วงในครั้งนี้กับองค์กรด้านสิ่งแวดล้อมอีกหลายแห่ง รวมถึงเยาวชน ชุมชน ที่ตระหนักถึงความเร่งด่วนของวิกฤตสภาพภูมิอากาศซึ่งเป็นภัยคุกคามต่อชีวิตและสิ่งแวดล้อม

ในกรณีของสังคมไทย สันติวิธีก็มักจะถูกเข้าใจว่าคือการอยู่ร่วมกันโดยไม่มีความขัดแย้ง อย่างไรก็ตามในปัจจุบันที่โลกของเราซับซ้อนกว่าเดิมและมีการใช้ความรุนแรงผ่านกลไกอำนาจรัฐ (state violence) รวมถึงความรุนแรงเชิงโครงสร้าง (Structural Violence) อย่างการลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์

อย่างไรก็ตามโลกของเรายังมีกลุ่มประชาชนที่เห็นความรุนแรงเชิงโครงสร้างเหล่านี้ และเลือกท้าทายอำนาจรัฐแบบไร้ความรุนแรงเป็นหลักการสำคัญของคนกลุ่มนี้ เช่น ขบวนการนิเวศวิทยาการเมืองทั่วโลกโดยหลอมรวมแนวคิดสันติภาพ-สันติวิธีเข้ากับสิทธิมนุษยชน ประชาธิปไตยระดับรากฐาน ความเป็นธรรมทางสังคม สตรีนิยมและนิเวศนิยมอีกด้วย ดังนั้น แนวทางยุทธศาสตร์แบบไร้ความรุนแรง นี้จึงถูกนำมาต่อสู้กับความรุนแรงเชิงโครงสร้างที่กระทำผ่านรัฐ 

เพื่อให้เห็นภาพว่าการต่อสู้กับอำนาจรัฐเป็นอย่างไร เราจะยกตัวอย่างจากกรณีภาพดอกทานตะวันและซุปมะเขือเทศ ดังนี้

  • ความรุนแรงเชิงโครงสร้างที่เกิดขึ้นผ่านรัฐ คือ รัฐยังเพิกเฉยต่อการแก้ปัญหาวิกฤตสภาพภูมิอากาศซึ่งเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตประชาชน
  • กลุ่ม Just Stop Oil คือ ขบวนการนิเวศวิทยาการเมืองและสิทธิมนุษยชน ต่อสู้กับความรุนแรงเชิงโครงสร้างที่เกิดขึ้น
  • ยุทธวิธีแบบไร้ความรุนแรง คือ  เหตุการณ์สาดซุปมะเขือเทศใส่ภาพดอกทานตะวันและสื่อสารเป้าหมายของกลุ่มให้ภาครัฐได้ยิน

ซึ่งหัวใจหลักของการขับเคลื่อนแบบไร้ความรุนแรง มีอยู่ 2 ข้อคือ

  1. การพูดความจริงไม่ว่าผู้มีอำนาจต้องการจะได้ยินหรือไม่
  2. ปฏิบัติการในสิ่งที่คุณเชื่อมั่น แม้ว่าจะต้องเสียสละ เช่น อิสรภาพของตัวเอง เป็นต้น และสร้างความปั่นป่วนในระบบซึ่งผู้มีอำนาจต้องการรักษาไว้ 

โดยสิ่งที่เราเห็นเป็นประจำนั่นคือหลังจากนั้น คือนักกิจกรรมที่ลงมือปฏิบัติการแบบไร้ความรุนแรงจะถูกข่มขู่ คุกคาม ปองร้าย หรือถูกจับกุมและลงโทษทางกฏหมาย เพราะการพูดความจริงต่ออำนาจในครั้งนั้นมันได้ท้าทายระบบที่ไม่เป็นธรรมแล้ว

ความรุนแรงเชิงโครงสร้างที่กระทำผ่านรัฐยังคงเกิดขึ้นทุกยุคสมัย ซ่อนตัวเองอยู่ในระบบคุณค่าและสถาบันทางสังคม ความรุนแรงยังมีที่มาจากการปราศจากประชาธิปไตยที่แท้จริงหรือรวมศูนย์อำนาจผูกขาดไว้ที่บุคคลหรือสถาบันใดๆ หรืออีกนัยหนึ่ง เราไม่สามารถแก้ปัญหาความรุนแรงโดยแยกประเด็นวิกฤตทางนิเวศวิทยา ออกจากประเด็นความเป็นธรรมทางสังคมและประชาธิปไตยขั้นรากฐาน และสิ่งที่เราทำได้คือยืนหยัดพูดความจริงไม่ว่าผู้มีอำนาจต้องการจะได้ยินหรือไม่ ท้าทายกับระบบที่ไม่เป็นธรรมรวมถึงความรุนแรงเชิงโครงสร้าง

หมายเหตุ ภาพเขียนดอกทานตะวันไม่ได้รับความเสียหาย กรอบรูปจัดแสดงได้รับความเสียหายเล็กน้อย และนักกิจกรรมทั้งสองคนถูกพาตัวออกจากพิพิธภัณฑ์แล้ว


ทั้งนี้ ยังมีบทความเกี่ยวกับแนวคิดการรณรงค์แบบสันติวิธี เพิ่มเติมใน ‘คุยกับธารา บัวคำศรี : สันติวิธีและ 20 ปีของงานรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อมของกรีนพีซ ประเทศไทย’