Greenpeace activist Yeb Sano preparing before action to board and occupy Shell platform en route to major oilfield with message: ‘STOP DRILLING. START PAYING.’

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2013 ผมกำลังกล่าวสุนทรพจน์ที่การประชุมสภาพภูมิอากาศโลก COP19 ในบทบาทของตัวแทนนักเจรจาด้านสภาพภูมิอากาศจากฟิลิปปินส์ โดยยังไม่ทราบชะตากรรมของพี่ชายตัวเอง เพราะก่อนหน้าสุนทรพจน์ครั้งนั้นแค่สามวัน บ้านเกิดของผม (เมืองตักโลบัน) และฟิลิปปินส์ถูกซูเปอร์ไต้ฝุ่นไห่เยี่ยนพัดเข้าถล่ม หลังจากพายุพัดผ่านที่นั่นราบเป็นหน้ากลอง มีผู้สูญหายเป็นจำนวนมาก หนึ่งในนั้นคือ พี่ชายของผม

ผมได้รับข่าวหลังจากกล่าวสุนทรพจน์จบว่า พี่ชายรอดชีวิต

แม้ว่าครอบครัวของเราจะไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ แต่ครอบครัวและเพื่อนสนิทของพี่ชายผม เสียชีวิตทั้งหมด หลังจากเหตุการณ์อันเลวร้ายครั้งนั้น พี่ชายของผมต้องไปร่วมงานศพและเป็นหนึ่งในคนแบกโลงศพ เขายังจำได้ดีว่าเขาแบกโลงศพในงานศพทั้งหมด 78 โลง

เหตุการณ์ครั้งนั้น เพียงแค่ไต้ฝุ่น 1 ลูกก็คร่าชีวิตผู้คนไปกว่า 6,000 คนแล้ว แต่ปัจจุบัน เรากำลังเผชิญกับไต้ฝุ่นทุก ๆ ปี หากคุณได้มีโอกาสมาเยี่ยมสุสานในฟิลิปปินส์ คุณจะเห็นได้ว่าป้ายหลุมฝังศพหลายป้ายมีชื่อถูกจารึกไว้ราว 10 ชื่อหรือมากกว่านั้น

ก่อนหน้านี้ ผมเข้าร่วมการประชุมสภาพภูมิอากาศโลก COP27 เพื่อยืนหยัดการต่อสู้ของผมอีกครั้งผ่านการประชุมที่แต่ละประเทศทั่วโลกจะต้องประกาศความรับผิดชอบในการต่อกรกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศ ครั้งนี้ผมเรียกร้องให้กลุ่มประเทศและอุตสาหกรรมร่ำรวยที่เป็นผู้ก่อมลพิษหลักจะต้องจ่ายเงินเพื่อชดเชยค่าความสูญเสียและเสียหายจากทั้งการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เป็นตัวการหลักที่ก่อให้เกิดวิกฤตสภาพภูมิอากาศ และผลกระทบและโศกนาฎกรรมที่เกิดขึ้นจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศอีกด้วย

ในฟิลิปปินส์ วิกฤตสภาพภูมิอากาศทวีความรุนแรงเร็วเกินกว่าที่ใครจะจินตนาการได้ พายุหมุนเขตร้อนที่รุนแรงเป็นเหมือนหายนะ เกิดบ่อยขึ้นเพราะอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกที่สูงขึ้น แน่นอนว่าปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นนี้จะทำลายชีวิตประชาชนมากขึ้นไปด้วย

Pictured Yeb Saño, Executive Director Greenpeace Southeast Asia. Press Conference connected to the ICJAO. The impact of climate change on human rights could go to the International Court of Justice. An International Court of Justice Advisory Opinion would bring people from the Pacific Islands, and other people dealing with the adverse impacts of climate inaction, a step closer towards climate justice.
เยบ ซาโน ในบทบาทผู้อำนวยการบริหารกรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในการแถลงข่าวที่การประชุม COP27

ท่ามกลางความคาดหวังจากประชาชนและเครือข่ายที่ขับเคลื่อนด้านสิทธิและสิ่งแวดล้อม ที่สุดแล้วการประชุม COP27 ก็มีมติในการจัดตั้งกองทุนชดเชยค่าความสูญเสียและเสียหาย (Loss and Damage fund) เพื่อชดเชยให้กับกลุ่มประเทศที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศ แต่คำถามต่อมาก็คือ แล้วใครจะเป็นคนจ่าย ?

นี่จึงเป็นเหตุผลที่หลังจากการประชุม COP27 ผมจึงมาอยู่บนเรือที่แล่นอยู่กลางมหาสมุทรแอตแลนติก ทางเหนือของหมู่เกาะแคนารีส์ ติดตามเรือขุดเจาะน้ำมันและก๊าซขนาดใหญ่ (บรรทุกน้ำมันได้ถึง 34,000 ตัน) เชลล์มีแผนจะใช้เรือขุดเจาะนี้เปิดแหล่งน้ำมันอีก 8 พื้นที่ทางทะเลเหนือ รวมทั้งมีแผนจะแสวงหาแหล่งน้ำมันใหม่นอกเหนือจากนี้อีกด้วย

Greenpeace climate justice activists approaching Shell platform en route to major oilfield with message: ‘STOP DRILLING. START PAYING.’

แม้ว่าสุดท้าย ผมจะไม่ได้ขึ้นไปยังเรือขุดเจาะลำนี้ แต่ก็ยังมีนักกิจกรรมกรีนพีซที่เหลือสามารถปีนขึ้นไปได้ และตอนนี้พวกเขากำลังประท้วงอย่างสันติเพื่อคัดค้านการทำลายสภาพภูมิอากาศโลกที่เกิดขึ้นโดยเชลล์ รวมทั้งอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิลบริษัทอื่น ๆ

ผมตัดสินใจเข้าร่วมกิจกรรมครั้งนี้เพราะผมคิดว่ามันเป็นเรื่องเร่งด่วนและจำเป็นเพราะผมเองก็มีครอบครัว วิกฤตสภาพภูมิอากาศคือภัยคุกคามต่อเราทุกคน แม้ว่าชีวิตของเด็กๆ จะขึ้นอยู่กับพ่อแม่เป็นส่วนใหญ่ แต่สิ่งที่น่ากลัวกว่านั้นในการอาศัยอยู่ในฟิลิปปินส์คือ ที่นี่กำลังเจอกับภัยพิบัติทางธรรมชาติและการทำลายล้างที่น่ากลัวจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ซึ่งการทำลายล้างในรูปแบบนี้ผมเองก็เคยเจอมันมาก่อน

เมื่อต้องเจอกับตัวเองว่าวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่เป็นผลมาจากการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลนั้นคร่าชีวิตผู้คนไปมากเพียงใด ผมเองก็ไม่สามารถทำความเข้าใจว่าบริษัทอย่างเชลล์สามารถดำเนินธุรกิจของตัวเองให้เป็นไปอย่างปกติได้อย่างไร การหลอกลวงของบริษัทถือเป็นหนึ่งในความไม่เป็นธรรมครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ และการปฏิเสธว่าบริษัทตัวเองมีส่วนให้เกิดหายนะแบบนี้ถือเป็นเรื่องที่น่าอับอาย

Climate Justice activists painting a banner on the heli-deck of a Shell oil platform

บริษัทเองรู้ดีเกี่ยวกับปัญหานี้ก่อนประชาชนอย่างเราด้วยซ้ำ แต่พวกเขาก็ยังจะแสวงหาผลกำไรและขโมยอนาคตที่ปลอดภัยจากพวกเราไป

เป็นเวลากว่า 50 ปีแล้วที่การดำเนินธุรกิจของเชลล์ปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศมากกว่าฟิลิปปินส์ทั้งประเทศปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 10 เท่า

ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา บริษัทได้ประกาศผลกำไรที่ทำได้ในปี 2565 มากเป็นประวัติการณ์ ราวสี่ร้อยล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นตัวเลขที่มากกว่าเงินสำหรับจัดการภัยพิบัติและผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำท่วมหนักในปากีสถานถึงสองเท่า (ตัวเลขการจัดการภัยพิบัติน้ำท่วมในปากีสถานอยู่ที่ 1.6 ร้อยล้านดอลลาร์สหรัฐ)

ท้ายที่สุดแล้ว คำถามที่ยังไม่ได้ถูกนำมาถกเถียงกันอย่างจริงจังนั่นคือ ‘ใคร’ ที่ควรจะต้องจ่ายค่าความเสียหายเหล่านี้

Climate champions show solidarity with communities who are experiencing climate impacts in the global south. Campaigners demand that polluting companies and countries pay their fair share to repair climate damage.
กลุ่มเยาวชนผู้ขับเคลื่อนประเด็นสภาพภูมิอากาศ ร่วมกันเรียกร้องกับชุมชนท้องถิ่นที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศ ด้วยการชูป้ายข้อความเพื่อให้กลุ่มประเทศผู้ก่อมลพิษหลักชดเชยค่าเสียหายจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศในการประชุม COP27

แม้ว่าเงินมหาศาลแค่ไหนก็ไม่สามารถทดแทนชีวิตที่สูญเสียไปได้ แต่บริษัทเหล่านี้ควรที่จะดำเนินธุรกิจของตัวเองต่อไป แสวงหาผลกำไรต่อไปผ่านการทำลายสภาพภูมิอากาศอย่างนั้นหรือ ? พวกเขาควรจะต้องรับผิดชอบการดำเนินธุรกิจที่ทำลายโลกด้วยการจ่ายชดเชยค่าความสูญเสียและเสียหายหรือไม่ ? สำหรับผม ผมมีคำตอบที่แน่ชัดอยู่แล้วว่า พวกเขาต้องจ่าย

ไม่กี่ปีที่ผ่านมา ผมมีโอกาสพูดคุยกับตัวแทนของเชลล์ ผมถามพวกเขาหนึ่งคำถามว่า คุณมีลูกไหม? แน่นอนว่าพวกเขาทุกคนตอบผมว่าเขามีครอบครัว มีลูก

ในฐานะผู้ปกครองของลูก ผมสงสัยว่าแล้วอะไรที่จะทำให้บริษัทของพวกเขาละทิ้งเชื้อเพลิงฟอสซิลเพื่อรับมือและต่อกรกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศ นี่จึงเป็นอีกหนึ่งข้อสงสัยของผมและผมก็อยากให้บริษัทอธิบายว่าทำไมยังคงดำเนินธุรกิจต่อไปโดยไม่คำนึงถึงวิกฤตนี้

การตอบว่าการดำเนินธุรกิจต่อไปเพื่อให้ตัวเองมีอำนาจก็คงไม่ใช่เหตุผลที่ดีพอ เพราะหากวิกฤตสภาพภูมิอากาศส่งผลต่อเราทุกคนอย่างรุนแรง อำนาจที่ได้มาก็ไม่มีประโยชน์อีกต่อไป และเงินมหาศาลแค่ไหนก็ไม่สามารถช่วยพวกเขาได้

Yeb Saño, activist and Executive Director at Greenpeace Southeast Asia from the Philippines on board the Arctic Sunrise

นักกิจกรรมของกรีนพีซขึ้นไปบนเรือขุดเจาะของเชลล์เพื่อคัดค้านการขุดเจาะน้ำมันนั่นก็เพราะเรามองว่ามันคือสิ่งที่ต้องทำ เราต้องทำเพื่ออนาคตที่ปลอดภัยของคนรุ่นต่อไป ทั้งลูกหลานของเราและลูกหลานของคนในบริษัทน้ำมันด้วย นอกจากนี้เราทำเพื่อระลึกถึงทุกชีวิตในฟิลิปปินส์ที่ต้องสูญเสียไป และเราทำเพื่อผู้คนบนโลกนี้

ผมอยากจะบอกลูก ๆ ของผมว่าผมกำลังต่อสู้เพื่ออนาคตของเรา และแม้ว่าผมจะเป็นหนึ่งในประจักษ์พยานที่เจอกับการทำลายล้างของวิกฤตสภาพภูมิอากาศ แต่ผมรู้สึกดีใจที่ได้ร่วมเป็นหนึ่งในการขับเคลื่อนการต่อสู้เพื่อปกป้องสภาพภูมิอากาศ ผมยังมีความหวังต่ออนาคตที่ปลอดภัยและภูมิใจที่มีโอกาสเปิดโปงคำโกหกด้านสภาพภูมิอากาศจากอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิล

เพราะฟิลิปปินส์เคยถูกทำลายด้วยวิกฤตสภาพภูมิอากาศ ผมจึงมาที่นี่เพื่อส่งสาส์นให้กับผู้คนว่าวิกฤตสภาพภูมิอากาศเกิดขึ้นจริง และกำลังทำร้ายพวกเรา ไม่ว่าเราจะอยู่ที่ไหนบนโลกแต่วิกฤตสภาพภูมิอากาศจะส่งผลกระทบต่อคุณแน่นอน

หากต้องการสร้างการเปลี่ยนแปลงต้องอาศัยการเปลี่ยนแปลงที่ระบบ และข้อมูลทางวิทยาศาสตร์และตั้งอยู่บนหลักความยุติธรรม ดังนั้นรัฐบาลจะต้องหยุดศิโรราบต่อกลุ่มผู้มีอำนาจในอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิล และต้องมุ่งมั่นแก้ไขปัญหาเพื่อความอยู่รอดของประชาชน

ในทางปฏิบัติเอง เราต้องหยุดกลุ่มบริษัทเหล่านี้จากการแสวงหาแหล่งเชื้อเพลิงฟอสซิลและกดดันให้พวกเขาต้องจ่ายชดเชยค่าความเสียหายจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่พวกเขาก่อไว้ ทางที่เราจะรอดพ้นจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศนั้นขึ้นอยู่กับว่าเราเข้าใจปัญหานี้ลึกซึ้งแค่ไหน และตอนนี้เราต้องกดดันกลุ่มบริษัทจากทั้งสองทาง

ด้วยสถานการณ์ตอนนี้ กลุ่มบริษัทเชื้อเพลิงฟอสซิลไม่สามารถหาทางเบี่ยงเบนการแก้ปัญหา ชะลอการแก้ปัญหา หรือยับยั้งความพยายามของเราในภารกิจนี้ได้อีกต่อไป ตอนนี้พวกเรามีเพื่อนร่วมทางมากขึ้นและคนเหล่านี้ก็กำลังต่อสู้เพื่อปกป้องสภาพภูมิอากาศและอนาคตที่ปลอดภัย

ด้วยความร่วมมือจากคนทั่วโลก เราจะไม่แพ้ เราจะร่วมกันกดดันให้กลุ่มอุตสาหกรรมเหล่านี้หยุดการขุดเจาะ และต้องจ่ายค่าชดเชยความเสียหายจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศ


บทความนี้ถูกเผยแพร่ครั้งแรกในเว็บไซต์ Metro วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2566

เยบ ซาโน ร่วมเป็นลูกเรือบนเรืออาร์กติก ซันไรส์ ของกรีนพีซสากล เขาร่วมกิจกรรมการเผชิญหน้าอย่างสันติ คัดค้านเชลล์ในภารกิจเดินทางไปขุดเจาะน้ำมันและก๊าซแหล่งใหญ่ ติดตามการรณรงค์อย่างสันติบนเรือขุดเจาะน้ำมันโดยนักกิจกรรมของกรีนพีซ สากล