ท่ามกลางสถานการณ์โรคระบาด Covid – 19 ที่ยังคงส่งผลกระทบต่อทั่วโลกรวมทั้งในประเทศไทยเอง  เราได้เห็นข่าวผลกระทบต่อเศรษฐกิจในรูปแบบต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นผลกระทบด้านธุรกิจการบิน ธุรกิจด้านแฟชั่น หรือธุรกิจเล็ก ๆ ของประชาชนเองก็ต้องเผชิญวิกฤตไปด้วย แต่นอกจากจะต้องติดตามสถานการณ์โรคระบาดแล้ว สถานการณ์ด้านสิ่งแวดล้อมทั่วโลกในปีนี้เรียกได้ว่าหนักหนาพอ ๆ กับ Covid-19 เลยทีเดียว เรามาดูกันดีกว่าว่าในครึ่งแรกของปี 2563 นี้ มีสถานการณ์ด้านสิ่งแวดล้อมอะไรบ้างที่เกิดขึ้นทั้งในไทยและทั่วโลก

1.การรุกป่าทำเหมืองผิดกฎหมายในบราซิล

ในขณะที่บราซิลต้องเจอกับการระบาดครั้งใหญ่ของไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ที่คร่าชีวิตประชาชนไปกว่า 57,000 คน แต่การบุกรุกเข้าไปในป่าแอมะซอนเพื่อทำเหมืองผิดกฎหมายยังคงดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ซึ่งนอกจากจะเป็นภัยคุกคามต่อพื้นที่ป่าฝนเขตร้อนโบราณแห่งนี้แล้ว ยังมีความเสี่ยงที่พนักงานในเหมืองจะนำโรคระบาดไปแพร่กระจายให้ชาวพื้นเมืองที่อาศัยในป่าอีกด้วย

Greenpeace Brazil flew over Roraima state, in May 2020, and registered the invasion of miners in the Yanomami Indigenous Land. Deforestation in Indigenous Lands has increased 64% in the first four months of 2020, considering the same period of 2019. For being inside or moving through these lands, miners, loggers and trespassers are likely carriers of Covid-19 and could infect Indigenous People.

ในวันที่ 12-13 พฤษภาคมที่ผ่านมา กรีนพีซบราซิลบินสำรวจบริเวณที่เป็นพื้นที่ของชาวพื้นเมือง มูนดูรูกุ (Munduruku) และพบว่ามีการขยายพื้นที่การทำเหมืองผิดกฎหมายไปยังบริเวณนั้นแล้ว ซึ่งก่อนหน้านี้ก็มีการบุกรุกเข้าไปในบริเวณที่อยู่อาศัยของชาวพื้นเมือง Sai Cinza ตั้งแต่เดือนมกราคมที่ผ่านมา

Mining pushes through and devastates the Munduruku Indigenous Land, impacting people, rivers and the forest itself, with over 240 hectares deforested between January and April 2020, a 57% increase regarding the same period the previous year. Over 70% of all mining in the Amazon between January and April 2020 took place inside protected areas. Munduruku and Sai Cinza Indigenous Lands, home to the Munduruku people, in the state of Pará, hold over 60% of all deforestation by mining registered in all Indigenous Lands in 2020. Mining has also deforested 879 hectares inside Conservation Units between January and April 2020, an 80.62% increase regarding the same period of the previous year.

2.อุบัติเหตุน้ำมันรั่วในรัสเซีย

นับเป็นอุบัติเหตุทางสิ่งแวดล้อมที่ร้ายแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ของรัสเซียเลยก็ว่าได้ กับปริมาณน้ำมันกว่า 20,000 ตันที่รั่วออกจากแทงค์เก็บ บริเวณ Norilsk และ Taymyr peninsula ในทางตอนเหนือของรัสเซีย โดยเหตุเกิดจากคลังน้ำมันแห่งหนึ่งที่อยู่ในการควบคุมของบริษัท Norilsk Nornickel โดยโรงงานดังกล่าวตั้งอยู่ในเมืองที่มีการปนเปื้อนมลพิษมากที่สุดแห่งหนึ่งในโลก

น้ำมันกว่า 20,000 ตันที่รั่วออกจากแทงค์เก็บ บริเวณ Norilsk และ Taymyr peninsula ในทางตอนเหนือของรัสเซีย การรั่วไหลของน้ำมันในครั้งนี้ได้ปนเปื้อนพื้นที่แม่น้ำเป็นระยะทางยาวกว่า 20 กิโลเมตร และจะส่งผลกระทบต่อทะเลในแถบอาร์ติก

การรั่วไหลของน้ำมันในครั้งนี้ได้ปนเปื้อนพื้นที่แม่น้ำเป็นระยะทางยาวกว่า 20 กิโลเมตร ซึ่งจะไหลออกสู่ทะเลในแถบอาร์กติกในไม่ช้า โดยสามารถวัดความหนาของชั้นปิโตรเคมีบริเวณผิวน้ำได้ถึง 20 เซนติเมตร อุบัติเหตุครั้งนี้ร้ายแรงเทียบเท่ากับเหตุการณ์น้ำมันรั่วจากเรือขนส่งน้ำมันของบริษัท Exxon Valdez ในอลาสกา เมื่อ 30 ปีก่อน อุบัติเหตุในครั้งนี้ส่งผลร้ายแรงต่อเศรษฐกิจของประเทศรวมทั้งชาวประมงที่พึ่งพาแหล่งน้ำแห่งนี้ด้วยการจับปลาเลี้ยงชีพ ยิ่งไปกว่านั้นการที่ชุมชนอาศัยอยู่ในภูมิอากาศแบบทุนดราทำให้แหล่งน้ำเป็นแหล่งอาหารที่สำคัญ เมื่อแม่น้ำถูกปนเปื้อนก็เหมือนกับอาหารถูกปนเปื้อนไปด้วย

เหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นหนึ่งในหายนะที่ร้ายแรงครั้งใหญ่ของอุตสาหกรรมในเขตอาร์กติก พร้อมตั้งคำถามถึงภาครัฐว่าโมเดลการพัฒนาเศรษฐกิจบนพื้นฐานของการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลนั้นยังเหมาะสมอยู่หรือไม่ ทั้งนี้ยังเป็นห่วงว่าสถานการณ์ด้านสิ่งแวดล้อมจะแย่ลงในช่วงโรคระบาดเพราะอุตสาหกรรมอาจฉวยโอกาสนี้ทำลายสิ่งแวดล้อมเพิ่มขึ้น รวมถึงการระบุผู้รับผิดชอบต่อหายนะจากน้ำมันรั่วในครั้งนี้ด้วย

3.ไซโคลน “อำพัน” พัดถล่มอินเดีย

คืนวันที่ 20 พฤษภาคมที่ผ่านมา ไซโคลนอำพัน พัดขึ้นจากชายฝั่งเข้าสู่อินเดียด้วยความเร็ว 155-165 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พายุนี้สามารถหมุนเร็วได้มากที่สุด 185 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเลยทีเดียว ไซโคลนลูกนี้รุนแรงและสร้างความเสียหายในทางตะวันตกของอ่าวเบงกอลทำให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 86 คน

หลายปีมานี้อินเดียเผชิญกับพายุไซโคลนบ่อยครั้งและยังสร้างความเสียหายให้กับหลายรัฐในอินเดียอีกด้วย ซึ่งในปีนี้ชาวอินเดียได้รับผลกระทบทั้งจากโรคระบาดและพายุไซโคลน พืชผลของเกษตรกรเสียหายและขาดรายได้ หรือบางพื้นที่ไม่สามารถใช้ไฟฟ้าเป็นเวลานานกว่าสัปดาห์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่างระบุว่า ภาวะโลกร้อน และวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงมากขึ้นทำให้ภัยพิบัติทางธรรมชาติในโลกเกิดบ่อยขึ้นและรุนแรงขึ้น ยกตัวอย่างเช่นในอินเดียที่ต้องเจอกับพายุไซโคลนบ่อยครั้ง

คลื่นความร้อนในไซบีเรีย สัญญาณของวิกฤตสภาพภูมิอากาศ

ในปีนี้ภูมิภาครัสเซียและไซบีเรียมีสภาพอากาศอุ่นขึ้นเนื่องจากเกิดคลื่นความร้อนในพื้นที่ทำให้มีอุณหภูมิพื้นผิวสูงขึ้นมากกว่า 20 องศาเซลเซียส และแม้ว่าปีนี้เราจะได้ยินข้อมูลเกี่ยวกับการลดลงของการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากอุตสาหกรรมต่าง ๆ ก็ตาม แต่เหตุการณ์คลื่นความร้อนแบบนี้ก็ยังคงเกิดขึ้น เนื่องจากภูมิภาคดังกล่าวต้องเผชิญกับไฟป่าและอุบัติเหตุน้ำมันรั่ว ทำให้ปีนี้เป็นปีที่ไซบีเรียร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์  

สิ่งที่น่ากังวลนั่นคือ เมืองบางเมืองของรัสเซียนั้นตั้งอยู่บนตอนเหนือของวงกลมอาร์กติก (Arctic Circle) ซึ่งเป็นชั้นดินเยือกแข็ง (Permafrost) หากอุณหภูมิพื้นผิวยังคงสูงขึ้นเรื่อย ๆ ก็มีความเสี่ยงที่ชั้นดินเยือกแข็งนี้จะละลายและอาจสร้างความเสียหายร้ายแรงให้กับเมือง

ปีนี้เป็นปีที่เลวร้ายพอสมควรสำหรับไซบีเรีย มีรายงานระบุว่า เนื่องจากคลื่นความร้อนนี้ทำให้ไซบีเรียเสียพื้นที่ไป 7,900 ตารางไมล์ มากกว่าปีที่แล้วที่สูญเสียพื้นที่ไป 6,800 ตารางไมล์

5.กระแสคัดค้านการเข้าร่วม CPTPP ของประเทศไทย

ถือเป็นประเด็นที่คนไทยจำนวนมากจับตามองเกี่ยวกับกระแสที่ว่าไทยอาจเข้าร่วม ความตกลงที่ครอบคลุมและก้าวหน้าสำหรับหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก หรือ Comprehensive and Progressive Agreement of Trans-Pacific Partnership ที่เราคุ้นตากันในชื่อย่อว่า “CPTPP” แม้ว่าถ้าไทยเข้าร่วมในความตกลงนี้ จะมีโอกาสให้เงินไหลทุนไหลเข้าประเทศมากขึ้น แต่เราจะต้องแลกนั่นคือ วิถีชีวิตของเกษตรกรและความหลากหลายทางอาหารซึ่งถือเป็นพื้นฐานวิถีชีวิตของคนไทย ซึ่งอาจส่งผลกระทบมากกว่าอาหารบนโต๊ะที่จะมีราคาสูงขึ้น แต่จะส่งผลต่อความหลากหลายทางพืชพันธุ์อาหารและนำไปสู่การล่มสลายของวิถีเกษตรกรไทย

หากเรายอมรับความตกลง CPTPP แล้ว เราจะต้องยอมรับอนุสัญญาระหว่างประเทศ เพื่อการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ หรือ UPOV 1991 ด้วย ซึ่งอนุสัญญา UPOV1991 นี่แหละที่จะส่งผลกระทบต่ออาหารในประเทศ โดยเนื้อหาของ UPOV1991มีเป้าหมาย “ขยายสิทธิผูกขาดเรื่องพันธุ์พืชและลดทอนสิทธิเกษตรกร” อีกนัยหนึ่งมันก็เป็นการให้สิทธิผูกขาดแก่นักปรับปรุงพันธุ์หรือบริษัทเมล็ดพันธุ์ นั่นเอง พอจะสรุปผลกระทบต่าง ๆ ได้ ดังนี้

  • การห้ามเกษตรกรนำเอาเมล็ดพันธุ์พืชไปปลูกต่อ ห้ามคัดเลือกสายพันธุ์ที่กลายพันธุ์ในแปลงปลูก เป็นการลดทอนการเกิดสายพันธุ์พืชใหม่ ทำลายความหลากหลายทางชีวภาพ
  • อาหารแพงขึ้นเพราะต้นทุนในการปลูกสูงขึ้น ยกตัวอย่างในสหรัฐอเมริกาที่เข้าร่วมภาคีอนุสัญญา UPOV1991 ในปี 1999 และใช้กฎหมายนี้ควบคู่กับกฎหมายสิทธิบัตรจะเห็นแนวโน้มได้เลยว่า เมล็ดพันธุ์ที่ให้สิทธิผูกขาดแบบเข้มข้นแก่บริษัทเมล็ดพันธุ์นั้นราคาสูงกว่าหลายเท่าตัว  เมื่อเปรียบเทียบเมล็ดพันธุ์ชนิดที่ไม่ได้อยู่ในความคุ้มครองของระบบทรัพย์สินทางปัญญา  ประเมินว่าหากเราเข้าร่วมความตกลงแล้ว เมล็ดพันธุ์ในประเทศไทยที่เราปลูกอยู่จะมีราคาสูงขึ้น 2-6 เท่า แล้วแต่ชนิดของพืช
  • เมล็ดพันธุ์ที่ส่งเสริมตามระบบแบบ UPOV1991 นั้น ส่วนใหญ่พัฒนาขึ้นเพื่อตอบสนองต่ออุตสาหกรรมเกษตรเชิงเดี่ยว และกระจุกตัวอยู่ในบริษัทไม่กี่บริษัท โลกจะสูญเสียความหลากหลายทางพืชพรรณธัญญาหารในระยะยาว 
  • กฎหมายที่ให้สิทธิผูกขาดเช่นนี้ จะนำไปสู่ความล่มสลายของวิถีการปรับปรุงพันธุ์และอาชีพนักปรับปรุงพันธุ์พืชรายย่อย

ล่าสุด คณะกรรมาธิการวิสามัญ (กมธ.) CPTPP มีมติเห็นชอบขอเลื่อนศึกษาผลกระทบการเข้าร่วมสมาชิกของไทย ออกไปอีก 60 วัน หลังจากที่ทางสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาเห็นชอบให้มีการตั้งกรรมาธิการ เพื่อศึกษาในประเด็นดังกล่าวโดยใช้กรอบระยะเวลา 30 วัน ซึ่งได้ครบกำหนดไปแล้วเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2563 เนื่องจากยังมีประเด็นที่ต้องการเวลาศึกษารายละเอียดเชิงลึกอีกมาก แต่อย่างไรก็ตาม เราจำเป็นต้องจับตามองการเคลื่อนไหวในประเด็น CPTPP ต่อไปว่าทางรัฐบาลจะมีการส่งสัญญาณดันเข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) หรือเข้าร่วมเจรจาความตกลงภายในวันที่ 5 สิงหาคม นี้ หรือไม่ เนื่องจากรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันจะเปิดช่องให้ ครม. ลงมติเข้าร่วมการเจรจาข้อตกลงเขตการค้าเสรีได้โดยไม่ต้องรับฟังความเห็นจาก กมธ.ของสภาผู้แทนฯ หรือขอความเห็นชอบจากรัฐสภา

ปัจจัยสำคัญของการเกิดวิกฤตสภาพภูมิอาการศหรือแม้กระทั่งโรคอุบัติใหม่คือการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดิน  เช่น การทำลายป่า การแผ้วถางพื้นที่เพื่อการเกษตร การขุดเจาะน้ำมันและการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล รวมถึงการขยายการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ เราจำเป็นต้องชะลอการทำลายทรัพยากรแบบนี้เพื่อไม่ให้โลกของเราอยู่ยากขึ้น

สถานการณ์ของสิ่งแวดล้อมยังไม่จบเพียงเท่านี้ ติดตาม 5 สถานการณ์ที่เหลือใน 10 สถานการณ์สิ่งแวดล้อมรอบโลกท่ามกลางไวรัส Covid-19 (ตอนที่ 2)

เมล็ดพันธุ์พื้นบ้านชนิดถั่ว © Peter Caton / Greenpeace
หยุดทำลายความมั่นคงทางอาหาร #NoCPTPP

ร่วมส่งเสียงบอกนายกรัฐมนตรี/คณะรัฐมนตรีให้ยุติการเข้าร่วมความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก หรือ Comprehensive and Progressive Agreement of Trans-Pacific Partnership (CPTPP) ในทันที เพื่อปกป้องสิทธิของเกษตรกร ความมั่นคงทางอาหารและความหลากหลายทางชีวภาพของไทย จากการครอบงำของบริษัทยักษ์ใหญ่ของไทย และบรรษัทข้ามชาติยักษ์ใหญ่ของโลก

มีส่วนร่วม