Net zero (การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์) กลายเป็นคำฮิตที่ฟังดูเท่ (buzz word) โดยเฉพาะหลังจากการประชุมเจรจาสุดยอดด้านสภาพภูมิอากาศ(COP26) ที่กลาสโกว์ สหราชอาณาจักรปลายปี 2564

ซึ่งนายอะล็อก ชาร์มา ประธาน COP26 ประกาศผลสำเร็จว่า พันธะกรณี net zero นั้นครอบคลุมมากกว่า 90% ของจีดีพี(GDP)โลก และมี 153 ประเทศทั่วโลกรวมถึงจีน สหรัฐอเมริกา อินเดีย [1]  เสนอเป้าหมายใหม่ในการลดก๊าซเรือนกระจกภายในปี 2573 [2]

กล่าวได้ว่า net zero กำลังเขย่าการเมืองว่าด้วยสภาพภูมิอากาศโลก เพราะก่อนหน้านี้ แนวคิดดังกล่าวยังเป็นไอเดียในแวดวงวิทยาศาสตร์ ส่วนนักการเมืองและผู้กำหนดนโยบายมองว่าเป็นเรื่องสุดขั้วด้วยซ้ำไป

จนกระทั่งปี 2558 มีการกล่าวถึง net zero แบบอ้อมๆ ในตอนท้ายของความตกลงปารีส(COP21) ต่อมาปี 2560 สวีเดนประกาศตั้งเป้าหมายว่าภายในปี 2588 จะบรรลุถึง net zero หลังจากนั้น หลายประเทศ เช่น สหราชอาณาจักรและฝรั่งเศสก็ทะยอยประกาศ net zero ตามมา แม้กระทั่ง บางประเทศที่เคยเป็นอุปสรรคมากที่สุดในการเจรจาด้านสภาพภูมิอากาศ ก็ยังกลับมาตั้งเป้าหมาย net zero ของตน

On the eve of the shareholders’ meeting of ENI, activists of Greenpeace Italy climb the headquarters of the Italian oil giant, with the aim of unveiling the bluff of the company, which focuses on greenwashing to continue to extract and burn fossil gas and oil with impunity. At the same time, another group of activists brought the floating reproduction of a melting iceberg to the pond in front of the ENI headquarters, a testimony of the dramatic impacts of the climate emergency.
© Greenpeace / Francesco Alesi

แต่การมี net zero ก็ไม่ได้หมายความว่าประเทศใดประเทศหนึ่งพยายามลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลที่ก่อวิกฤตสภาพภูมิอากาศ แต่ละประเทศมีกลยุทธ์และกรอบเวลาที่แตกต่างกันไป ส่วนใหญ่คลุมเครือ และเป็นเครื่องมือฟอกเขียวชั้นดีให้กับอุตสาหกรรมฟอสซิล

ในที่นี้ เราจะวิเคราะห์พร้อมตั้งคำถามและข้อสังเกตต่อ “แผนที่นำทางการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายในปี 2573(Nationally Determinded Contributions-NDCs) และยุทธศาสตร์ระยะยาวในการพัฒนาแบบปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำของประเทศไทยฉบับปรับปรุง(Net Zero)” ซึ่งภาครัฐเปิดรับฟังความคิดเห็นและนำเสนอสู่สาธารณะไปเมื่อไม่นานมานี้

หมุดหมายแรก : ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 40% ภายในปี 2573

เมื่อรวมเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจกลง 40% ภายในปี 2573 (NDCs ฉบับปรับปรุง) เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน(Carbon Nuetrality) ภายในปี 2593 และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์(Net Zero) ภายในปี 2608 ของไทยเข้าด้วยกัน เรื่องราวจะเป็นดังนี้

หากเราต้องการลดก๊าซเรือนกระจกลง 40% ภายในปี 2573 (จาก 555 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าลดลงเป็น 333 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า) เราจะต้องจำกัดเพดานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศให้เพิ่มสูงสุดภายในปี 2568 (ไม่เกิน 368 ล้านตัน) และต้องลดลงหลังจากนั้น(จนเหลือ 333 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าภายในปี 2573)

ตามแผนภายใต้ฉากทัศน์นี้ประกอบด้วยการเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน การเพิ่มประสิทธิภาพทางพลังงาน การเพาะปลูกข้าวที่ปล่อยมีเทนต่ำ การส่งเสริมก๊าซชีวภาพจากมูลสัตว์ ไปจนถึงนโยบาย 30@30 (30%ของยานยนต์เป็น zero emission vehicles) การทะยอยปลดระวางยานยนต์สันดาปภายใน เพิ่มการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพในภาคการขนส่ง การใช้แบตเตอรี่กักเก็บไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน โดยคาดหวังว่าทั้งหมดนี้จะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงได้รวมกัน 222 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า

น่าเสียดายที่หมุดหมายแรกนี้ไม่ตอบโจทย์สำคัญต่อไปนี้

(1) โจทย์ว่าด้วยการวางแผนกำลังผลิตไฟฟ้าที่ผิดพลาดและนโยบายพลังงานที่ไม่ตอบโจทย์อนาคต ทำให้กำลังผลิตไฟฟ้าล้นระบบเกินความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดมากกว่าร้อยละ 40 โรงไฟฟ้าส่วนเกินจากกำลังผลิตสำรอง 15% มีมากถึง 9,055 เมกะวัตต์ เท่ากับการลงทุนที่ล้นเกินถึง 226,000 ล้านบาท (ประมาณการที่เมกะวัตต์ละ 25 ล้านบาท) ทำให้ประชาชนต้องจ่ายค่าความพร้อมจ่ายอย่างน้อย 33,879 ล้านบาทต่อปี

(2) โจทย์ปลดระวางถ่านหิน ในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า(PDP 2018 Rev.1) กำลังผลิตสำรองแบบพึ่งได้ในปี 2564 มีสูงถึง 13,800 เมกะวัตต์ หรือร้อยละ 43.6 ของความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด ในขณะที่กำลังผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินอยู่ที่ 6,110 เมกะวัตต์ เราสามารถลดการพึ่งพาถ่านหินให้เป็นศูนย์ในขณะที่กำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศยังล้นเหลือ ผลคือลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 21-24 ล้านตันต่อปี

การปลดระวางโรงไฟฟ้าถ่านหิน นอกจากช่วยให้มีการใช้โรงไฟฟ้าที่ล้นเกินอย่างเต็มที่มากขึ้นแล้ว รัฐบาลยังสามารถนำเงินค่าความพร้อมจ่ายที่สูงลิบลิ่วมาเป็นค่าชดเชยสัญญาซื้อขายไฟฟ้าเพื่อปลดระวางโรงไฟฟ้าถ่านหิน และไม่เป็นภาระในอนาคตของค่าไฟฟ้าที่ประชาชนต้องจ่าย นอกจากนี้ รัฐบาลยังสามารถโยกงบลงทุนโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินในอนาคต ไปดำเนินการเรื่องที่มีความสำคัญต่อประชาชน เช่น ระบบกักเก็บพลังงาน และระบบกริดอัจฉริยะ เป็นต้น

(3) โจทย์ว่าด้วยการเปลี่ยนผ่านพลังงานที่เป็นธรรมและการตัดสินใจที่ชาญฉลาด(ของรัฐบาล)ทั้งในมิติของความสมดุลการกระจายแหล่งพลังงาน (Energy Mixture Balance) โดยไม่พึ่งพาแหล่งพลังงานชนิดใดชนิดหนึ่งมากเกินสมดุลซึ่งก่อความเสี่ยงในการเกิดไฟฟ้าดับหากมีปัญหาเกิดขึ้นกับแหล่งพลังงานนั้นๆ มิติค่าไฟฟ้า (Electricity Cost) โดยทำให้ไม่สูงจนประชาชนต้องแบกภาระเกินจำเป็น และมิติการเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม(Just Transition) โดยไม่ทำให้ภาคแรงงานและผู้ได้รับผลกระทบในกระบวนการเปลี่ยนผ่านทางพลังงานถูกทอดทิ้งไว้ข้างหลัง

(4) โจทย์การจ้างงานและกระตุ้นเศรษฐกิจ จนถึงปี 2573 นอกจากการปลดระวางถ่านหิน รัฐบาลสามารถปรับลดกำลังผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงฟอสซิลอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งก๊าซฟอสซิลและการนำเข้าก๊าซฟอสซิลเหลว(LNG) โดยที่ยังรักษาอัตราสำรองกำลังผลิตไฟฟ้า (reserve margin) เหลือใกล้เคียงมาตรฐานร้อยละ 15 แล้วเพิ่มการลงทุนผลิตไฟฟ้าจากระบบพลังงานหมุนเวียนที่สะอาดตามการเพิ่มของความต้องการใช้ไฟฟ้าหลังปี 2570 ก็จะสามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และยังสามารถเพิ่มการจ้างงานโดยตรงในระบบเศรษฐกิจ

More than one hundred people including youth and tourists have participated in the Climate Strike in Bangkok, marching around Lumpini park to call on Thai government to urgently tackle the climate emergency crisis.
They also perform a die-in.
The activity is part of the 4th Global Climate Strike.

หมุดหมายระหว่างทาง : ความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2593

หมุดหมายนี้ห่างจากหมุดหมายแรก 20 ปี และยิ่งเพิ่มความท้าทายมากขึ้นเรื่อยๆ หากหมุดหมายแรกในปี 2573 ผิดเพี้ยนไปไม่ตอบโจทย์

โจทย์ของการบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอนของประเทศไทยเริ่มจากการนำภาคการใช้ที่ดิน การเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดิน และภาคป่าไม้(Land Use Land-use Change and Forestry – LULUCF) มาเป็นแหล่งดูดซับคาร์บอนให้ได้ 120 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าภายในปี 2580

เพื่อให้เห็นภาพ 120 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าว่ามากน้อยเพียงใด ขอยกตัวอย่างกลยุทธ์ net-zero ของบริษัท Royal Dutch Shell ที่มีแผนการชดเชยคาร์บอนไดออกไซด์ 120 ล้านตันต่อปี จากรายงานของ ActionAid [3] จะต้องปลูกป่าในพื้นที่ 116,549 ตารางกิโลเมตร นอกจากนี้ รายงานของ Oxfam [4] ซึ่งสำรวจแผน net zero ของ Royal Dutch Shell และอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซฟอสซิลอีกสามรายคือ BP, TotalEnergies และ ENI สรุปว่า “อาจต้องใช้พื้นที่เป็นสองเท่าของสหราชอาณาจักร ถ้าอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซฟอสซิลทั้งหมดมีเป้าหมาย net zero อาจต้องใช้ที่ดินที่มีขนาดเกือบครึ่งหนึ่งของสหรัฐอเมริกาหรือหนึ่งในสามของพื้นที่การเกษตรของโลก”

ข้อมูลจากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก [5] และยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี เพื่อไปให้ถึงศักยภาพการดูดกลับก๊าซเรือนกระจก 120 ล้านตันของคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าภายในปี 2580 ต้องใช้พื้นที่ป่าธรรมชาติ 113.23 ล้านไร่[6] ป่าเศรษฐกิจ 48.52 ล้านไร่[7] พื้นที่สีเขียวในเมืองและชนบท 16.17 ล้านไร่ (หรือรวมๆ กันเท่ากับเกือบครึ่งหนึ่งของพื้นที่ประเทศ)

ตามแผน net zero พื้นที่ป่าธรรมชาติและป่าเศรษฐกิจในประเทศไทยมีอยู่เดิมแล้ว 102.04 ล้านไร่ และ 32.65 ล้านไร่ตามลำดับ และมีการดูดกลับก๊าซเรือนกระจกรวมกัน 100 ล้านตันของคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าในปี 2564 ดังนั้น ยังเหลือตามเป้าหมายอีก 20 ล้านตันของคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าซึ่งต้องการพื้นที่ป่าธรรมชาติเพิ่ม 11.29 ล้านไร่ และป่าเศรษฐกิจเพิ่ม 15.99 ล้านไร่

การเพิ่มพื้นที่ป่าธรรมชาติ 11.29 ล้านไร่ภายในปี 2580 นี้เองที่สะท้อนถึงการแปลงธรรมชาติให้กลายเป็นสินค้าโดยปลูกป่าค้าขายคาร์บอน พื้นที่ป่าโดยเฉพาะป่าชายเลนซึ่งภาคธุรกิจแจ้งความจำนงเข้าร่วมมากกว่า 550,000 ไร่ [8] ไปจนถึงโครงการปลูกป่าและการเตรียมประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติในหลายพื้นที่ซึ่งมีชุมชนชาติพันธุ์ตั้งถิ่นฐานมานานนับศตวรรษและจัดการป่าใช้สอย ป่าอนุรักษ์และทำกินแบบไร่หมุนเวียนนั้นกลายเป็นจุดศูนย์กลางของความไม่เป็นธรรมทางสิ่งแวดล้อมที่ขัดกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน(SDGs) ตัวอย่างเช่น การไม่ยอมรับโครงการปลูกป่าในชุมชนกะเหรี่ยงบ้านแม่จอกฟ้า [9] [10]

ข้ออ้างของการปลูกป่าเพื่อชดเชยคาร์บอนยังเป็นส่วนหนึ่งที่เร่งเร้าปฏิบัติการทวงคืนผืนป่าภายหลังการรัฐประหารของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ที่ดำเนินเรื่อยมาตั้งแต่ปี 2557 มีชุมชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ป่าถูกรัฐประกาศทับ ถูกยึดพื้นที่ทำกินและถูกดำเนินคดี ในช่วงเวลาเพียง 6 ปีหลังมีคำสั่ง คสช. มีคดีความเพิ่มขึ้นถึง 46,600 คดี [11]

การวิจัยระบุว่า ยุทธศาสตร์ net zero ที่พึ่งพาการดูดกลับก๊าซเรือนกระจกแบบชั่วคราวเพื่อชดเชยกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากแหล่งกำเนิดจริงจะประสบความล้มเหลว ข้อจำกัดของธรรมชาติ พื้นที่ที่มีจำกัดและกรอบเวลาในการเพิ่มปริมาณการดูดกลับซึ่งเป็นหัวใจของการรักษาเสถียรภาพของระบบโลกนั้นไม่สามารถชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากเชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างต่อเนื่องได้ [12]

แทนที่จะนำพื้นที่ป่าธรรมชาติ 11.29 ล้านไร่ มาแปลงเป็นสินค้าในตลาดซื้อขายคาร์บอนและสร้างความไม่เป็นธรรมทางสังคม สิ่งแวดล้อมและสภาพภูมิอากาศ(climate justice)เพิ่มขึ้น รัฐบาลจะต้องปฏิรูปการจัดการป่าไม้โดยกระจายอำนาจสู่ชุมชนและท้องถิ่น รับรองสิทธิทางกฏหมายของชุมชนในการดูแลพื้นที่ป่า และยุติโครงการพัฒนาทั้งหลายที่ทำลายผืนป่าโดยทันที

หมุดหมายปลายทาง : การปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์สุทธิภายในปี 2608

มีเวลาที่ซ้อนทับกันระหว่างหมุดระหว่างทางและหมุดหมายปลายทาง นอกเหนือจากการฟอกเขียวโดยภาคการใช้ที่ดิน การเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินและภาคป่าไม้ (Land Use Land-use Change and Forestry – LULUCF) ยังมีการระบุถึงการลดโรงไฟฟ้าถ่านหิน(phase down coal-fired power plant)/การปลดระวางโรงไฟฟ้าถ่านหิน(phase out coal-fired power plant) ระหว่างปี 2583-2593 ซึ่งจริงๆ แล้วต้องเกิดขึ้นภายในปี 2580 เป็นอย่างช้า การใช้ไฮโดรเจนเขียว(green hydrogen)ในภาคการคมนาคมขนส่งและภาคอุตสาหกรรมในปี 2588 และเพิ่มการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเป็น 74% ภายในปี 2593

กลลวงอันโดดเด่นในสองหมุดหมายที่คร่อมเวลากันนี้คือ การใช้เทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอนแบบต่างๆ เช่น Carbon Captuer and Storage-CCS, Carbon Capture Usage and Storage(CCUS), Bioenergy with Captuer and Storage-BECCS โดยจะเริ่มนำมาใช้ตั้งแต่ปี 2583 ไปจนถึงปี 2608

หัวเรือใหญ่เรื่องนี้ก็คือ ปตท.สผ.(PTTEP) ซึ่งริเริ่มศึกษาและพัฒนาโครงการดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เป็นครั้งแรกที่แหล่งอาทิตย์ในอ่าวไทย พร้อมศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนา CCS ในพื้นที่อื่นๆ เพื่อเป้าหมาย net zero ของประเทศ [13] เมื่อพิจารณาจากประสบการณ์ระดับโลก นี่คือ กลลวง คาร์บอนอย่างแท้จริง

ที่แคนาดา กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติอนุมัติโครงการ Quest เพื่อผลิตน้ำมันจากทรายน้ำมัน(tar sand) ซึ่งมีเงินอุดหนุน 654 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยอ้างว่า เทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน(CCS) เป็น “เครื่องมือสำคัญสู่เป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศที่มุ่งมั่นของแคนาดา” นั่นคือ net zero ภายในปี 2593 แต่โครงการ Quest ปล่อยคาร์บอนมากกว่าที่ดักจับ/กักเก็บได้และเพิ่มการผลิตทรายน้ำมันซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมที่สกปรกที่สุดและมีคาร์บอนเข้มข้นมากที่สุดในโลก เป้าหมาย net zero จึงล่องลอยในสายลม [14]

นักวิทยาศาสตร์ นักวิชาการและนักวิเคราะห์ด้านพลังงานระหว่างประเทศ 400 คนลงนามในจดหมายถึงรัฐบาลแคนาดาเพื่อขอให้ยุติการสนับสนุนโครงการ จดหมายเตือนว่า การดักจับ กักเก็บและใช้ประโยชน์คาร์บอน(CCUS) ไม่ใช่ “เทคโนโลยีการปล่อยคาร์บอนเป็นลบ(negative emission technology)”แถมยังใช้เงินภาษีประชาชนหลายพันล้านเหรียญกระตุ้นการผลิตน้ำมัน นักวิทยาศาสตร์และนักวิชาการเตือนถึงผลกระทบด้านสุขภาพต่อชุมชนท้องถิ่นว่าการอุดหนุนเงินให้กับโครงการนี้จะทำให้แคนาดาต้องพึ่งพาทรายน้ำมันอันสกปรก และโครงการจะปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มขึ้นราว 50 ล้านตันต่อปีภายในปี 2578

จากข้อมูลของสำนักข่าวรอยเตอร์ โครงการดักจับและกักเก็บคาร์บอน(CCS)เชิงพาณิชย์ 26 แห่งทั่วโลกสามารถดักจับคาร์บอนไดออกไซด์ราว 40 ล้านตันต่อปี ในขณะที่การปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ของทั้งโลกอยู่ในราว 36.4 พันล้านตันต่อปี

โครงการ CCS แห่งแรกของปตท.สผ.(PTTEP) ที่แหล่งอาทิตย์ในอ่าวไทย คาดว่าจะดักจับและกักเก็บคาร์บอนได้ราว 700,000 ตันต่อปี ภายใต้แผน net zero ของประเทศไทย ประมาณว่าจะใช้ทั้ง CCS และ BECCS ดักจับและกักเก็บคาร์บอนได้ 61.3 ล้านตันภายในปี 2608 เมื่อคำนวณต้นทุนที่ 100-200 เหรียญสหรัฐต่อตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า การดักจับและกักเก็บคาร์บอนดังกล่าวนี้จะใช้เงินลงทุนมหาศาลถึง 6,130-12,260 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 216,934-433,869 ล้านบาท) [15]

หลังจาก 5 ทศวรรษของการพัฒนาเทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอนด้วยเงินอุดหนุนหลายพันล้านเหรียญสหรัฐ การโฆษณาเกินจริง การลดหย่อนภาษี การค้ำประกันและการหลอกลวง อุตสาหกรรมฟอสซิลดักจับคาร์บอนไดออกไซด์ได้เพียง 0.1% ของการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ของทั้งโลก ในขณะเดียวกัน คาร์บอนไดออกไซด์ที่ดักจับก็ถูกนำไปใช้เพื่อผลิตน้ำมันมากขึ้น

นับตั้งแต่มีโครงการดักจับและกักเก็บคาร์บอนแห่งแรกในปี 2515 การปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ของโลกเพิ่มขึ้นเกือบสามเท่าจาก 14.68 เป็น 36.4 พันล้านตันต่อปี  ไม่ใช่แม้กระทั่ง “การปล่อยเป็นศูนย์สุทธิ” ตามที่สัญญาไว้ [16]

ตั้งแต่หมุดหมายแรกจนถึงปลายทางของ net zero ไทยดังที่กล่าวมานี้ เราจำเป็นต้องตั้งคำถามต่อการฟอกเขียวและกลลวงคาร์บอน และติดตามตรวจสอบเพื่อรับรองว่า ผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกรายใหญ่ทั้งหลายจะต้องมีภาระรับผิด(accountability) โดยการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งห่วงโซ่อุปทานของตนอย่างแท้จริง (real zero) และยุติการผลักภาระให้กับผู้คน ชุมชน สังคมและโลกใบนี้


อ้างอิง

[1] https://time.com/6113845/net-zero-climate-pledge-impact/

[2] https://ukcop26.org/wp-content/uploads/2021/11/COP26-Presidency-Outcomes-The-Climate-Pact.pdf

[3] https://actionaid.org/sites/default/files/publications/Not-Their-Lands_Media%20Briefing.pdf 

[4] https://oxfamilibrary.openrepository.com/bitstream/handle/10546/621205/bp-net-zero-land-food-equity-030821-en.pdf

[5] http://www.fio.co.th/fioWebdoc65/TGO%20-%20Carbon%20Neutral_Net%20Zero%20Pathway_13Jan2022.pdf 

[6] พื้นที่ป่าธรรมชาติในความหมายนี้รวมถึง ป่าสงวนแห่งชาติ พื้นที่ลุ่มน้ำชั้น 1 และ 2 ป่าชุมชน ป่าไม้ถาวร ป่าอนุรักษ์ ป่าชายเลน พื้นที่ ส.ป.ก. พื้นที่ไม่จำแนก พื้นที่นิคมสร้างตนเอง พื้นที่นิคมสหกรณ์ ที่ราชพัสดุ ที่ น.ส.ล.)

[7] ป่าเศรษฐกิจในความหมายนี้รวมถึง พื้นที่ คชท.(ลุ่มน้ำ 3, 4, 5) ป่าไม้ถาวร (ลุ่มน้ำ 3, 4, 5) พื้นที่ สปก.ในเขตป่าสงวน สวนป่าของ ออป. พื้นที่ปลูกยางพารา พื้นที่เอกชน(ที่ดินกรรมสิทธิ์) อื่นๆ (ปาล์มน้ำมัน ยูคาลิปตัส)

[8] https://greennews.agency/?p=29969 

[9] https://prachatai.com/journal/2022/08/99790

[10] https://www.sdgmove.com/2022/08/15/director-notes-24-misundertanding-sdgs/  

[11] https://greennews.agency/?p=29161 

[12]https://theconversation.com/forests-cant-handle-all-the-net-zero-emissions-plans-companies-and-countries-expect-nature-to-offset-too-much-carbon-170336 

[13]https://www.pttep.com/th/Sustainabledevelopment/Carbon-Capture-And-Storage.aspx 

[14] คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) ก็เปิดทางต่อกลลวงนี้ เนื่องจากแบบจำลองสภาพภูมิอากาศของ IPCC ส่วนใหญ่จะรวมเททคโนโลยีการดักจับและการจัดเก็บคาร์บอน (CCS) เพื่อจัดงบดุลคาร์บอนในอนาคตอันไกลโพ้น https://www.ipcc.ch/site/assets/uploads/2018/02/ipcc_wg3_ar5_chapter5.pdf แต่ก็มีแบบจำลองสภาพภูมิอากาศอื่นๆ ที่สร้างทางเลือกที่ปราศจาก CCS

[15] คำนวณจาก The Sixth Assessment Report, Climate Change 2022: Mitigation of Climate Change, the Working Group III ของ IPCC https://www.ipcc.ch/report/sixth-assessment-report-working-group-3/ 

[15] ย้อนหลังไปในช่วงคริสทศวรรษ 1950 นักธรณีวิทยาในอุตสาหกรรมน้ำมันรู้ดีว่าแหล่งน้ำมันทั้งหมดจะหมดลงเมื่อเวลาผ่านไป พวกเขาได้พัฒนาเทคโนโลยี “enhance oil recovery” เพื่อยืดอายุของแหล่งน้ำมันที่หร่อยหรอลง และกลลวงของ CCS ได้ถือกำเนิดขึ้น https://www.greenpeace.org/international/story/54079/great-carbon-capture-scam/