หลังจาก 2 สัปดาห์ของการประชุมสุดยอดด้านสภาพภูมิอากาศโลก COP ครั้งที่ 27 ในชาร์ม เอล-เชค สาธารณรัฐอียิปต์ ซึ่งก็ได้ข้อสรุปสำคัญอย่างเช่นการตกลงจัดตั้งกองทุนชดเชยความสูญเสียและเสียหาย (Loss and Damage) จากวิกฤตสภาพภูมิอากาศ โดยเงินทุนที่จะต้องนำมาให้กองทุนจะไม่ได้เป็นแค่เพียงเงินชดเชยความสูญเสียและเสียหาย แต่จะต้องเป็นเงินที่นำมาสนับสนุนกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาเพื่อการปรับตัวและสามารถรับมือกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศได้อย่างเต็มที่ 

Climate champions show solidarity with communities who are experiencing climate impacts in the global south. Campaigners demand that polluting companies and countries pay their fair share to repair climate damage.
กลุ่มเยาวชนผู้ขับเคลื่อนประเด็นสภาพภูมิอากาศ ร่วมกันเรียกร้องกับชุมชนท้องถิ่นที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศ ด้วยการชูป้ายข้อความเพื่อให้กลุ่มประเทศผู้ก่อมลพิษหลักชดเชยค่าเสียหายจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศในการประชุม COP27

อย่างไรก็ตาม การประชุม COP 27 ครั้งนี้กลับถูกละเลยประเด็นการลดใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลโดยเจ้าภาพอย่างอียิปต์ที่เป็นประธานในการจัดการประชุม ในขณะที่กลุ่มประเทศจำนวนมาก ทั้งจากประเทศทางแถบซีกโลกเหนือและซีกโลกใต้ร่วมกันสนับสนุนการลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล ไม่ว่าจะเป็น ถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซ ซึ่งจะสอดคล้องกับความตกลงปารีสในการคงอุณหภูมิเฉลี่ยโลกไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียส ซึ่งหมายถึงการชะลอไม่ให้โลกต้องเผชิญวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงขึ้นกว่าเดิม 

แต่การไม่พูดถึงประเด็นการลดใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล รวมทั้งประเด็นการเปิดพื้นที่ให้กับกลุ่มอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงเข้ามาพบปะกับกลุ่มผู้นำประเทศ ทำให้เครือข่ายภาคประชาสังคม เครือข่ายชุมชนและกลุ่มนักกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อม ออกมาแสดงความผิดหวังต่อการประชุมครั้งนี้ว่าเป็นการประชุมที่เต็มไปด้วยการฟอกเขียว

While Leaders negotiate at COP 27, plans are moving ahead in Germany to expand the coal mine “Garzweiler”, which is the largest CO2 source in Europe.  Ahead of a huge demonstration happening in Lützerath, the Village that would be destroyed by the expansion, activities amplified the call that promises made at COP mean nothing if Germany and other global north countries don’t curb their own emissions. If the coal underneath this town is burned Germany's contribution to the 1.5-degree limit will be unreachable.
กลุ่มเยาวชนจากเยอรมนี ร่วมแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ให้รัฐบาลเยอรมันียุติการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล ในการประชุม COP27 ขณะที่ผู้นำประเทศกำลังประชุมเจรจาใน COP27 เยอรมนีมีแผนดำเนินการขยายเหมืองถ่านหิน Garzweiler ซึ่งจะกลายเป็นแหล่งปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป ซึ่งจะทำให้เยอรมนีไม่สามารถทำตามคำมั่นสัญญาในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพื่อคงอุณหภูมิเฉลี่ยโลกไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียสได้

ข้อสรุปสำคัญจาก COP27

การคงอุณหภูมิเฉลี่ยโลกไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียส

ประเด็นนี้เป็นประเด็นที่ท้าทายโลกมาอย่างยาวนาน โดยมีจุดเริ่มต้นตั้งแต่กลายเป็นหนึ่งในเป้าหมายหลักของความตกลงปารีส (Paris Agreement) ที่แต่ละประเทศจะต้องทุ่มเทให้กับเป้าหมายนี้ จนปัจจุบันเป้าหมายนี้ยังคงต่อเนื่องมาถึงการประชุม COP เพราะหากไม่สามารถคงอุณหภูมิเฉลี่ยโลกไว้ได้ โลกของเราก็จะไม่ปลอดภัยอีกต่อไป อย่างไรก็ตามในการประชุม COP27 มีหลายประเทศพยายามปฏิเสธเป้าหมาย 1.5 องศาเซลเซียสนี้ และแม้ว่ากลุ่มประเทศเหล่านี้จะคัดค้านไม่สำเร็จ แต่สิ่งที่สร้างความประหลาดใจคือ มติที่จะทำให้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกถึงจุดสูงสุดในปี 2025  ถูกปัดตกออกไปจากการประชุมครั้งนี้

หลายประเทศต้องการเป้าหมายลดใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล แต่ผลลัพธ์ยังคงเดิม

เมื่อย้อนกลับไปดูการประชุม COP26 ที่กลาสโกลว์ เราจะเห็นข้อตกลงที่แต่ละประเทศสัญญาว่าจะลดการใช้ถ่านหิน ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ได้เห็นข้อตกลงในการแก้ไขวิกฤตสภาพภูมิอากาศจากต้นเหตุจริง ๆ ถือเป็นเรื่องเหลือเชื่อสุดๆ ในรอบ 30 ปีของการประชุมด้านสภาพภูมิอากาศ ส่วนใน COP27 มีหลายประเทศที่ต้องการเพิ่มความเข้มข้นให้เป้าหมายนี้ นั่นคือเพิ่มจากการลดใช้ถ่านหิน เป็นการลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลทุกประเภท แต่ในที่สุดก็ไม่สำเร็จและยังให้คงมติเดิมจาก COP26

การรับมือและการปรับตัวต่อวิกฤตสภาพภูมิอากาศ

COP27 สรุปแผนการทำงานรับมือวิกฤตสภาพภูมิอากาศ โดยเพิ่มความเร่งด่วนในการแก้ไขผลกระทบวิกฤตสภาพภูมิอากาศในช่วงทศวรรษนี้ ในมติเห็นว่าแผนดังกล่าวควรขยายระยะไปถึงปี 2026 และต้องเชื่อมโยงกับการประชุม COP แต่ละครั้ง อย่างไรก็ตาม แผนการทำงานเป็นเพียงกรอบการดำเนินการหลวม ๆ และไม่ได้กำหนดเป้าหมายอย่างเป็นรูปธรรม

ในด้านแผนการปรับตัวต่อวิกฤตสภาพภูมิอากาศ มีนโยบายสร้างแนวป้องกันน้ำท่วม อนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำ ฟื้นฟูป่าชายเลนและสนับสนุนการปลูกป่า ฯลฯ ซึ่งมาตรการเหล่านี้จะเกิดขึ้นในทุกๆประเทศได้ก็ต่อเมื่อกลุ่มประเทศกำลังพัฒนามีศักยภาพในการปรับตัวต่อวิกฤตสภาพภูมิอากาศได้มากพอๆกับกลุ่มประเทศที่ร่ำรวย (ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศผู้ก่อมลพิษหลักอีกด้วย) ดังนั้นจะต้องมีเงินทุนสนับสนุนต่อการปรับตัวให้กับกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาด้วย แต่กว่าแสนล้านดอลลาร์สหรัฐที่กลุ่มประเทศร่ำรวยเคยสัญญาว่าจะจ่ายให้ตั้งแต่ปี 2020 นั้น จนบัดนี้ก็ยังไม่ได้จ่ายครบตามจำนวนดังกล่าว มิหนำซ้ำในการประชุมครั้งนี้ยังมีบางประเทศที่พยายามยกเลิกคำมั่นนั้นอีกด้วย

As world leaders convene at COP27 and at the G20 summit: Civil society organizatione holds “People’s climate strike” through a scorching day at Quezon City Memomrial Circle Philippines. The climate strike consist of various climate org including Greenpeace South East Asia as they march around the highway.
ในช่วงสัปดาห์การประชุม COP27 และ G20 ภาคประชาชนของฟิลิปปินส์รวมตัวกันในกิจกรรม “People’s climate strike” ณ Quezon City Memomrial Circle เกซอนซิตี้ ฟิลิปปินส์ เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมทางสภาพภูมิอากาศ

ประเด็นกองทุนชดเชยความสูญเสียและเสียหาย

ที่ประชุม COP27 ตกลงตั้งกองทุนชดเชยความสูญเสียและเสียหาย (Loss and Damage Finance Fund) ซึ่งจะเป็นกองทุนที่สำคัญในการสร้างความเป็นธรรมทางสภาพภูมิอากาศ ทั้งนี้ แม้ว่าจะมีการตระหนักว่ายังมีเงินทุนไม่พอในด้านความสูญเสียและเสียหาย รวมถึงสนับสนุนกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาเพื่อการปรับตัว การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หรือ การจัดการด้านความสูญเสียและความเสียหาย แต่ในการประชุมครั้งนี้ก็ยังไม่มีแผนที่แน่ชัดว่ากลุ่มประเทศร่ำรวยจะเพิ่มเติมเงินเข้ามาในกองทุนอย่างไรบ้าง

เยบ ซาโน(Yeb Saño) ผู้อำนวยการบริหาร กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และ หัวหน้าคณะผู้แทนกรีนพีซที่เข้าร่วม COP27 ให้ความเห็นว่า “ชัยชนะของประชาชนในวันนี้ต่อประเด็นการชดเชยความสูญเสียและเสียหายจะเป็นจุดเริ่มต้นนำไปสู่การต่อสู้เพื่อเปิดโปงกลุ่มคนที่พยายามกีดกันการต่อสู้เพื่อปกป้องสภาพภูมิอากาศ ผลักดันนโยบายเพื่อยุติการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล สนับสนุนการใช้พลังงานหมุนเวียนเพื่อเปลี่ยนผ่านสู่ระบบพลังงานที่สะอาดและเป็นธรรม สิ่งเหล่านี้จะทำให้เราไปถึงจุดหมายของความเป็นธรรมทางสภาพภูมิอากาศได้จริง”

Climate champions show solidarity with communities who are experiencing climate impacts in the global south. Campaigners demand that polluting companies and countries pay their fair share to repair climate damage.
กลุ่มเยาวชนผู้ขับเคลื่อนประเด็นสภาพภูมิอากาศ ร่วมกันเรียกร้องกับชุมชนท้องถิ่นที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศ ด้วยการชูป้ายข้อความเพื่อให้กลุ่มประเทศผู้ก่อมลพิษหลักชดเชยค่าเสียหายจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศในการประชุม COP27

อุตสาหกรรมเนื้อสัตว์และวิกฤตสภาพภูมิอากาศใน COP27

อย่างที่เราทราบกันดีว่า อุตสาหกรรมเนื้อสัตว์ ก็เป็นอีกภาคส่วนหนึ่งที่เป็นตัวการหลักในการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์นอกจากภาคพลังงานและการคมนาคมขนส่งทั่วโลก ซึ่งในการประชุม COP ครั้งนี้ภาคประชาสังคมก็คาดหวังว่าแต่ละประเทศจะใช้เวทีนี้เป็นเวทีเพื่อเจรจา ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในภาคอุตสาหกรรมดังกล่าวและเปลี่ยนผ่านสู่ระบบอาหารที่ยั่งยืน ปลอดภัย และเป็นธรรมกว่าเดิม

โดยข้อสรุปจาก COP27 ในด้านภาคการเกษตรก็ไม่ได้ส่งผลที่น่าพอใจต่อเครือข่ายภาคประชาสังคมและกลุ่มนักกิจกรรมมากนัก เพราะแม้ว่าจะมีข้อตกลงในการเพิ่มเงินสนับสนุนในการเปลี่ยนสู่ผ่านระบบอาหารที่ยั่งยืนกว่าเดิม รวมถึงเปิดตัวรายงาน Food and Agriculture for Sustainable Transformation Initiative (FAST) ซึ่งเป็นรายงานที่รวบรวมแนวทางเปลี่ยนผ่านระบบอาหารให้ยั่งยืนกว่าเดิมภายในปี 2030 แต่ประเด็นสำคัญอย่างปัญหาขยะอาหาร ประเด็นเรื่องสารอาหารในผลผลิต ประเด็นการกินอย่างยั่งยืน และห่วงโซ่อุปทานด้านอาหารที่ยืดหยุ่นมากขึ้น ยังคงไม่ถูกพูดถึงในการประชุมครั้งนี้

ทิม เบนตัน จากองค์กร CHATHAM HOUSE เตือนว่าตราบใดที่โลกยังคงให้ความสำคัญกับระบบการผลิตอาหารเพียงอย่างเดียว โดยไม่รวมประเด็นการปรับเปลี่ยนวิถีการบริโภคซึ่งเกี่ยวโยงกับประเด็นการได้รับสารอาหารที่เพียงพอเข้าไปในการเจรจาแก้ปัญหา เราจะยังต้องเผชิญกับความท้าทายในการแก้วิกฤตระบบอาหารและวิกฤตสภาพภูมิอากาศต่อไป 

นอกจากนี้ประเด็นการลดการปล่อยก๊าซมีเทนที่กลุ่มประเทศได้ให้คำมั่นสัญญาในการประชุม COP ที่กลาสโกลว์ แต่ข้อตกลงในครั้งนั้นไม่ได้รวมถึงความรับผิดชอบของบริษัทอุตสาหกรรมเนื้อสัตว์ที่เป็นกลุ่มผู้ก่อก๊าซมีเทนมากที่สุดเข้าไปด้วย ทำให้เกิดความกังวลว่านี่จะเป็นการเปิดช่องโหว่ให้กลุ่มอุตสาหกรรมดังกล่าวยังคงทำธุรกิจโดยทำลายสภาพภูมิอากาศโลกต่อไปได้

แล้วการประชุมครั้งนี้ประสบความสำเร็จหรือไม่?

หลังจากการเจรจาอย่างเข้มข้น ต่อสู้กับกลุ่มผู้ก่อมลพิษอุตสาหกรรมฟอสซิลจำนวนมากเป็นประวัติการณ์ที่เข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ จนกระทั่งก็มีการตกลงจัดตั้งกองทุนชดเชยความสูญเสียและเสียหายในนาทีสุดท้าย 

แต่แม้ว่ากองทุนดังกล่าวจะเป็นชัยชนะก้าวหนึ่งต่อความเป็นธรรมทางสภาพภูมิอากาศ การประชุมเพื่อปกป้องสภาพภูมิอากาศไม่อาจประสบความสำเร็จได้เลยหากทั่วโลกยังไม่ยุติการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลและผลักภาระรับผิดชอบของผู้ก่อมลพิษออกไปอีกหนึ่งปี และแน่นอนว่า COP27 ก็ไม่ได้ให้ความสำคัญกับประเด็นนี้ จึงกลายเป็นสถานการณ์ที่จะสร้างแรงกดดันให้กับการประชุม COP28 ที่จะจัดขึ้นในปีหน้า

Don't Gas Africa Event during COP27. Campaigners call for an end to fossil-fuel-induced energy apartheid in Africa and ask to scale up cost-effective, clean, decentralized, renewable energy to end energy exclusion and meet the needs of Africa’s people.
กิจกรรม Don’t Gas Africa ระหว่างการประชุม COP27 โดยนักรณรงค์ออกมาเรียกร้องให้โลกยุติการแบ่งแยกสีผิวซึ่งเป็นความขัดแย้งที่เกิดจากการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลในแอฟริกา และเรียกร้องให้ภูมิภาคแอฟริกาเปลี่ยนผ่านสู่การใช้พลังงานหมุนเวียนที่ปลอดภัยกว่า สะอาดกว่า และเป็นพลังงานที่ประชาชนในแอฟริกาสามารถเข้าถึงได้อย่างเป็นธรรม

COP ครั้งนี้แม้จะถูกจัดขึ้นในภูมิภาคตะวันออกกลางและแอฟริกาและได้รับการคาดหวังว่าจะเป็นการประชุมด้านสภาพภูมิอากาศที่เน้นย้ำการกู้วิกฤตสภาพภูมิอากาศในภูมิภาคนี้ซึ่งเป็นอีกหนึ่งภูมิภาคที่ได้รับผลกระทบอย่างหนัก แต่กลับเปิดโต๊ะเจรจากันจริง ๆ น้อยมาก อีกทั้งยังไม่ได้เปิดให้กลุ่มประชาชนผู้ได้รับผลกระทบเข้าไปให้ความเห็นในแผนปฏิบัติการเพื่อรับมือกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศ 

มีการคาดการณ์ว่ากองทุนชดเชยความสูญเสียและเสียหายจะเป็นกองทุนที่มีประสิทธิภาพเพื่อสนับสนุนประเทศกำลังพัฒนา แต่ COP ครั้งนี้ยังมีปัจจัยทางด้านผลประโยชน์ทางการเมืองที่ยังขัดขวางการบรรลุเป้าหมาย 1.5 องศาเซลเซียสอยู่ดี

ก้าวต่อไปของการขับเคลื่อนการแก้วิกฤตสภาพภูมิอากาศทั่วโลก

แม้จะมีข้อห่วงกังวลจากหลายฝ่ายหลังการประชุมครั้งนี้ แต่ข้อตกลงอย่างกองทุนการชดเชยความสูญเสียและเสียหายจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้น จะต้องถูกนำไปดำเนินการทันทีและต้องดำเนินการในระยะยาวอีกด้วย โดยจะต้องจับตามองว่าแต่ละประเทศ กลุ่มอุตสาหกรรมผู้ก่อมลพิษหลักที่มีส่วนต้องรับผิดชอบต่อการก่อวิกฤตสภาพภูมิอากาศนั้นจะรับผิดชอบต่อวิกฤตนี้อย่างเต็มที่

ทั้งนี้ เพียงแค่การสนับสนุนด้านการเงินเพียงอย่างเดียว ไม่อาจสร้างความเป็นธรรมทางสภาพภูมิอากาศให้เกิดขึ้นได้ แต่การร่วมกันสร้างมาตรการปรับตัวและรับมือจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศจะช่วยให้กลุ่มประเทศกำลังพัฒนามีศักยภาพมากพอที่จะปรับตัวไปพร้อม ๆ กับกลุ่มประเทศร่ำรวย ซึ่งจะเกิดความเป็นธรรมอย่างแท้จริง

Greenpeace activists together with survivors of climate disasters carry banners during a protest beside the Marikina River flood level marker. The groups called on the government to stand for climate justice, ahead of the May 2022 national elections and after the #LetTheEarthBreathe movement made rounds online.

Marikina is one of the hardest hit cities in the metro during typhoon season in the Philippines, where calamities have worsened resulting in heavy rains and severe flooding in various parts of the country.
นักกิจกรรมกรีนพีซและตัวแทนผู้รอดชีวิตจากภัยพิบัติทางสภาพภูมิอากาศ ถือป้ายผ้าประท้วงหน้าจุดวัดระดับน้ำในแม่น้ำจังหวัด Marikina โดยเรียกร้องให้รัฐบาลยืนหยัดต่อความเป็นธรรมทางสภาพภูมิอากาศ กิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงการเลือกตั้งฟิลิปปินส์เมื่อเดือนพฤษภาคม 2022 จังหวัด Marikina เป็นหนึ่งในเมืองที่ได้รับผลกระทบจากไต้ฝุ่น โดยประสบกับฝนที่ตกหนัก น้ำท่วมฉับพลัน

การประชุมครั้งนี้จะเป็นการประชุม COP ครั้งที่ 28 โดยจะจัดขึ้นที่ประเทศสหรัฐอาหรับ อิมิเรตส์ ซึ่งก็เป็นความท้าทายที่นักกิจกรรมและเครือข่ายภาคประชาชนยังต้องเจอกับการปิดกั้นการมีส่วนร่วมเหมือนกับที่เกิดขึ้นที่อียิปต์ พลังของประชาชนที่เรียกร้องการชดใช้ความสูญเสียและเสียหายได้สำเร็จ จะยังคงเดินหน้ารณรงค์ต่อไปเพื่อเปิดโปงกลุ่มคนที่พยายามกีดกันการต่อสู้เพื่อปกป้องสภาพภูมิอากาศ ผลักดันนโยบายเพื่อยุติการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล สนับสนุนการใช้พลังงานหมุนเวียนเพื่อเปลี่ยนผ่านสู่ระบบพลังงานที่สะอาดและเป็นธรรม

การต่อกรกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศรวมทั้งการรณรงค์ประเด็นความเป็นธรรมทางสภาพภูมิอากาศไม่ใช่การเล่นเกมที่มีฝ่ายแพ้หรือชนะ แต่เป็นสถานการณ์ที่หากเราไม่ร่วมมือกันเราทุกคนจะพ่ายแพ้ สิ่งหนึ่งที่ควรจำให้ขึ้นใจคือเราไม่สามารถเล่นเกมต่อรองกับธรรมชาติ ธรรมชาติไม่เคยรอมชอมกับใคร